ภาษีทรัมป์
วิกฤตสงครามการค้าที่ร้อนระอุ กำลังเขย่าโลกธุรกิจให้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ได้ฉายภาพชัดในงาน พลิกวิกฤตสงครามการค้า สู่โอกาสใหม่ SMEs ไทย เติบโตยั่งยืน เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 ณ True Digital Park ว่า เศรษฐกิจและการค้าทั้งในและต่างประเทศนับจากนี้ จะแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ถึงเวลาที่ผู้ประกอบการ SMEs ไทย ต้องตั้งรับและปรับตัวครั้งใหญ่ รศ.ดร.สมภพ ชี้ชัดว่า ภายใต้นโยบายภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประเทศไทยอาจเผชิญกับอัตราภาษีเฉลี่ยสูงถึง 20% อาจจะบวกลบเล็กน้อย ซึ่งภาระนี้จะตกอยู่กับ ผู้ส่งออกไทย โดยตรง ไม่ใช่ผู้นำเข้าหรือผู้บริโภคอย่างอเมริกา เพราะตลาดผู้นำเข้ายักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐฯ มีสิทธิ์เลือก “ช้อปปิ้ง” สินค้าจากประเทศที่มีอัตราภาษีต่ำกว่าได้ง่ายๆ และนี่คือสมรภูมิที่ชาติอื่นๆ ที่มีภาษีใกล้เคียงกันจะต้องแข่งขันกันอย่างดุเดือดเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดเดียวกัน ดังนั้น สำหรับ SMEs ไทย ที่มี Profit Margin (อัตรากำไร) ไม่ถึง 25% จะต้องเผชิญกับความยากลำบาก นี่คือตัวเลขที่ผู้ประกอบการต้องนำกล
สืบเนื่องจากวันที่ 2 เมษายน 2568 สหรัฐอเมริกาเริ่มบังคับใช้มาตรการภาษีนำเข้ารูปแบบใหม่ที่เรียกว่า Reciprocal Tariff (ภาษีตอบโต้) ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดการขาดดุลการค้า ส่งผลให้ไทยซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐฯ เป็นกลุ่มประเทศที่นับว่าถูกคิดภาษีในอัตราที่สูง โดยในเบื้องต้นถูกจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ ที่ 36% ซึ่งเมื่อเทียบกับภาพรวมถือว่าไทยถูกคิดอัตราภาษีเป็นลำดับที่ 13 จาก 185 ประเทศทั่วโลกที่มีการประกาศ แต่อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ได้เลื่อนอัตราภาษีที่ประกาศใช้ออกไปอีก 90 วัน โดยคงให้มีการจัดเก็บภาษีนำเข้าทุกประเทศในอัตราพื้นฐานที่ 10% ยกเว้นประเทศจีนที่เหลือ 30% และถึงจะมีเหตุการณ์ไม่แน่นอนจากการฟ้องร้องคำสั่งการใช้กฎหมายการขึ้นภาษีตอบโต้โดยมิชอบด้วยกฎหมาย แต่รัฐบาลสหรัฐฯ ก็ยังอยู่ในระหว่างการยื่นอุทธรณ์ ทำให้ภาษีตอบโต้นี้ยังคงถูกใช้งานตามกำหนดการเดิม ส่งออกไทยเตรียมรับแรงกระแทกหนักส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรมที่เน้นการส่งออก จากภาระภาษีตอบโต้ที่ถูกปรับเพิ่มขึ้นดังกล่าว ส่งผลให้สินค้าส่งออกจากไทยไปสหรัฐฯ ถูกเก็บภาษีทันที 10% และมีแนวโน้มจะถูกจัดเก็บภาษีสูงขึ้นภา
เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2568 ผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า ชี้ มาตรการภาษีทรัมป์เป็นการโยนหินถามทางเพื่อสังเกตท่าทีของคู่ค้าสหรัฐฯ แต่ยอมรับว่าอาจส่งผลกระทบต่อ GDP ไทย คาดมาตรการดังกล่าวจะยังไม่ส่งผลทันที แนะไทยเร่งหาตลาดใหม่ทดแทน และสร้างช่องทางการส่งออกให้กับผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย เพื่อสร้างรายได้จากการส่งออกและโอกาสทางธุรกิจ อีกทั้งเป็นการกระจายเม็ดเงินสู่ระดับฐานราก ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า เปิดเผยว่า การที่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศมาตรการเรียกเก็บภาษีศุลกากรแบบตอบโต้ (Reciprocal Tariff) โดยเรียกเก็บภาษีนำเข้าพื้นฐาน 10% สำหรับสินค้าทุกประเภทจากทุกประเทศ ส่วนประเทศที่เกินดุลการค้าสหรัฐฯ จะถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ประเทศไทยถูกเรียกเก็บภาษีศุลกากรในอัตรา 36% จากเดิมที่มาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้ในวันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมานั้นถือเป็นการโยนหินถามทางเพื่อสังเกตท่าทีของคู่ค้าสหรัฐฯ แต่ยอมรับว่าอาจส่งผลกระทบต่อ GDP ของประเทศ อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวจะยังไม่ส่งผลอย่างทันท่วงท
ปี 2568 อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโลก การกลับมาอย่างแข็งกร้าวของนโยบายกีดกันทางการค้าภายใต้การนำของสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลให้อัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยของสหรัฐฯ ทะยานสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ยุค 1930s และตอกย้ำความเกี่ยวโยงอันซับซ้อนของเศรษฐกิจโลกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผลกระทบระลอกแล้วระลอกเล่ากำลังถาโถมสู่ตลาดทั่วโลก ดังที่รายงานล่าสุดของ Binance หัวข้อ “Tariff Escalation and Crypto Markets : Impact Analysis” ได้วิเคราะห์ถึงนัยสำคัญเหล่านี้ ในบริบทของประเทศไทยและภูมิทัศน์สินทรัพย์ดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงผลกระทบใหญ่จากสิ่งที่อาจเรียกว่า “คลื่นสึนามิภาษี” เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ใช่เพียงแค่จับตามอง แต่ต้องวางกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อหาโอกาสท่ามกลางการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจโลกครั้งสำคัญนี้ ประเด็นนี้ลึกซึ้งกว่าแค่ตัวเลขการค้า แต่เป็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของโลกทั้งระบบ การบังคับใช้อัตราภาษีแบบครอบคลุมควบคู่กับมาตรการที่มุ่งเป้าไปยังประเทศเศรษฐกิจหลัก นับเป็นการหักเหทิศทางครั้งสำคัญ ซึ่งท้าทายแนวทางการเปิดเสรีทางเศรษ
ภาษีทรัมป์ ทำเดือดร้อนหนัก ผู้ประกอบการจิตตก รัฐบาลไทยหมกมุ่นกาสิโน ยามนี้คงต้องบอก เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ทั้งผลกระทบจากแผ่นดินไหว และการขึ้นภาษีของสหรัฐอเมริกา ภายใต้การนำของ “ประธานาธิบดีทรัมป์” ที่ทำโลกระส่ำระสาย ซึ่งในส่วนของประเทศไทยนั้น ก็ได้รับแรงสะเทือนไม่น้อยเลยทีเดียว ล่าสุด เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ สอบถามสถานการณ์ในสหรัฐฯ จากเจ้าของร้านอาหารไทยในซานฟรานซิสโก อย่าง คุณชัยวัฒน์ ศิริญาณ ได้ความเบื้องต้นว่า “ตอนนี้ที่อเมริกา กำลังประท้วงกันหลายเมืองใหญ่ๆ และคิดว่าคงจะขยายไปทั่วอีกไม่นานเกี่ยวกับนโยบายทรัมป์เรื่องคนอยู่ผิดกฎหมายและเรื่องภาษีที่กระทบไปทั่วโลก พวกผู้ประกอบการร้านอาหารไทย กำลัง จิตตกอยู่ว่าราคาข้าวของจะขึ้นอีกตั้ง 37% ทำให้ต้นทุนอาหารสูงขึ้นอีกมาก ทุกวันนี้เศรษฐกิจไม่ดีก็แย่อยู่แล้ว ยังมาโดนเรื่องภาษีซ้ำเติมอีก” คุณชัยวัฒน์ เผยอย่างนั้น ก่อนบอกถึงการแก้ปัญหาของบรรดาร้านอาหารไทยในเมืองซานฟรานฯ ว่า “ยังคิดไม่ออกครับ คงต้องดูสถานการณ์และดูร้านอื่นๆ เขาจะทำกันยังไง ถ้าขึ้นราคาอาหารคงขึ้นได้ไม่มากอย่างมากก็ 15-20% ตอนแรกจะซื้อของตุนกัน ทางยี่ปั๊ว ก็ฉลาด มีการจำกัดจำนวนเ
