ภูเขาทอง
ในบรรดาขวดเครื่องปรุงที่คุ้นตา ไว่ว่าจะอยู่ในชั้นวางเครื่องปรุง หรืออยู่บนโต๊ะอาหาร เชื่อว่าหลายๆ บ้าน จะต้องมี 1 ขวดที่เป็นซอสฝาเขียวที่ยืนหยัดเป็นตำนานคู่ครัวเรือนมาอย่างยาวนาน นั่นคือ “ซอสภูเขาทอง” ที่ไม่ได้เป็นเพียงส่วนผสม แต่เป็นส่วนหนึ่งของรสชาติทั้งรสชาติที่คุ้นลิ้น ทั้งกลิ่นที่คุ้นเคย จนเป็นความทรงจำในมื้ออาหารของคนไทยหลายต่อหลายรุ่น วันนี้เราจะพาทุกท่านย้อนรอยประวัติศาสตร์อันยาวนานของซอสภูเขาทอง ภายใต้บริษัท ไทยเทพรส จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่จุดเริ่มต้น ไปจนถึงกลยุทธ์สร้างแบรนด์อย่างไรให้ยืนระยะมาได้อย่างยาวนานและมั่นคงจนถึงทุกวันนี้ จุดเริ่มต้นของตำนานเครื่องปรุงคู่ครัวไทย จากเดิมที่นายใช้ แซ่โค้ว และลูกชาย (นายอิทธิพล วิญญรัตน์) ก่อตั้งธุรกิจเกี่ยวกับการซื้อขายและส่งออกพืชไร่ ภายใต้ชื่อร้าน ใช้หลีจั่น แต่เนื่องจากที่บ้าน ชอบทำอาหารและมีเพื่อนชาวเวียดนามได้ชวนนายไช้ร่วมลงทุนผลิตซอสปรุงรสที่เมืองไทย เขาจึงเล็งเห็นว่า ซอส เป็นสินค้าที่คนไทยเริ่มรู้จักมากขึ้นและการสั่งเข้าจากเมืองนอกก็ราคาแพง ถ้าผลิตและขายเองได้ก็จะมีกำไร นายไช้จึงเริ่มศึกษาข้อมูลต่างๆ หาที่ตั้งโรงงานว่าจะก่อ
แฝดคนละฝา(เขียว) ‘ซอสปรุงรสฝาเขียว’ ในความเหมือนมีความต่าง รูปลักษณ์ที่คล้ายกัน แต่เอกลักษณ์ไม่เหมือนกันเสมอไป ในโลกของธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง การที่หลายแบรนด์ทำสินค้าออกมาเหมือนกันเป็นสิ่งที่พบเห็นได้บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม เทคโนโลยี หรือแม้กระทั่งแบรนด์เครื่องปรุงรสที่มีให้เลือกหลากหลายยี่ห้อ จนทำให้บางครั้งผู้บริโภคอาจจะสับสน และเกิดความเข้าใจผิด เปรียบได้กับคู่ฝาแฝดในละครไทยอย่าง มุนิน-มุตา หรือ กาซะลอง-ซ้องปีบ ที่แม้จะดูเหมือนกัน แต่บุคลิกและตัวตนกลับต่างกันโดยสิ้นเชิง ‘ซอสฝาเขียว’ ในตำนาน ถึงแม้จะมีซอสปรุงรสฝาเขียวออกมาหลายยี่ห้อ แต่เมื่อพูดถึงต้นตำรับ หลายคนอาจจะนึกถึง ‘ซอสปรุงรสฝาเขียว ตราภูเขาทอง’ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของบริษัท ไทยเทพรส จำกัด (มหาชน) ที่มียอดขายสูงสุด ขึ้นแท่นขายดีอันดับ 1 ในไทยมายาวนานกว่า 60 ปี ด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวทั้งในแง่ของ รสชาติ เรื่องราว และภาพจำที่ติดตลาด จุดสังเกตง่ายๆ ที่แตกต่าง ได้แก่ – รูปแบบแพ็กเกจที่เป็นเอกลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็น ฝาสีเขียว ขวดแก้วทรงสูง และฉลากสีเหลืองเขียวที่คุ้นตา – เรื่องราวและความเป็นตำนาน ซอส
เศรษฐกิจแย่ แห่ทำบุญ! งาน “ภูเขาทอง” คึกคัก ประเพณีห่มผ้าแดง 10 วัน 10 คืน เมื่อช่วงค่ำคืนวันที่ 4 พ.ย.ที่ผ่านมา “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” สำรวจบรรยากาศบริเวณวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ถนนจักรพรรดิพงษ์ เขตป้อมปราบฯ ซึ่งมีการจัดงาน “ภูเขาทอง” ประเพณีห่มผ้าแดง นมัสการพระบรมสารีริกธาตุ เป็นเวลา 10 วัน 10 คืน ระหว่างวันที่ 4-13 พ.ย.นี้ ซึ่งงานดังกล่าวนี้ ได้มีการจัดติดต่อกันมาเป็นเวลายาวนานหลายสิบปี จนแทบจะกลายเป็นประเพณีช่วงเทศกาลลอยกระทงของไทยไปแล้ว และถึงแม้ค่ำคืนที่ผ่านมาจะเป็นวันแรกของงาน ทั้งยังเป็นวันหยุดพิเศษของหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ ในพื้นที่กรุงเทพฯ และจังหวัดนนทบุรี แต่ก็ยังมีประชาชนจำนวนมากหลั่งไหลไปเที่ยวชมงาน และพากันเดินขึ้นไปนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ กระทั่งเกิดเหตุการณ์ “คนติด” เป็นระยะ โดยเฉพาะช่วงทางเดินสุดท้ายก่อนขึ้นฐานที่ตั้งพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งเป็นทางบันไดแคบๆ ขึ้นได้ครั้งละหนึ่งคน ที่ทางวัดได้ทำป้ายเขียนบอกทางไว้ว่า “ทางขึ้นสวรรค์” ทำให้มีประชาชนจำนวนมาก ยืนรอเดินขึ้นกันด้วยใจจดจ่อ แม้จะมีการเบียดเสียดและอากาศจะร้อนอบอ้าว แค่ไหนก็ไม่มีใครถอดใจ เมื่อเดินขึ้นไปถึง
เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเนื่องในวันสิขาบูชาพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศได้เดินทางเข้าวัดทำบุญตักบาตรในช่วงเช้าและมีการเวียนเทียนในช่วงบ่ายจนถึงช่วงค่ำ โดยบรรยากาศที่ 3 วัดดังในกรุงเทพฯ ประกอบด้วย วัดสัมพันธวงศาราม วรวิหาร วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร และวัดสามพระยาวรวิหาร นั้นในช่วงบายนั้นที่วัดสระเกศฯมีพุทธศาสนิกชนจำนวนมากเดินทางมาทำบุญตักบาตร และขึ้นไปเวียนเทียนที่ภูเขาทอง ส่วนที่วัดสัมพันธวงศ์ และวัดสามพระยา มีพุทธศาสนิกชนเดินทางมายังไม่มากเท่ากับวัดสระเกศ บรรยากาศที่วัดสระเกศ วัดสามพระยา วัดสัมพันธวงศ์
