ร้านดัง
ไข่ปิ้งเงินล้านขึ้นห้างดัง จากแบดินขาย พลิกชีวิต ได้บ้าน ได้รถ “ความสุขเหรอ ก็ตื่นเช้ามาก็ตั้งใจมาปิ้งไข่นี่แหละ แค่นี้ก็สุขแล้ว” ลุงใจ พูดด้วยน้ำเสียงภูมิใจ ทันทีที่ได้ยินคำนี้จาก ลุงใจ-บุญใจ สาขะยัง เจ้าของร้านไข่ปิ้งเจ้าดังนครปฐม ทำให้เรารับรู้ได้ว่า “ความสุข” แค่เริ่มจากสิ่งเล็กๆ ก็กลับกลายเป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่ให้เราได้เสมอ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ มีโอกาสได้ไปนั่งพูดคุยกับลุงใจ นั่งคุยไปพร้อมกับกินไข่ปิ้งหอมๆ ได้ทั้งความอร่อยและมุมมองแนวคิดของเขาควบคู่กันไป แรกเริ่มเดิมที ย้อนไปเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เขาได้ทำงานเป็นพ่อค้าขายไอศกรีม แต่ขายได้ไม่นาน จำต้องเปลี่ยนทาง แต่ยังคงอาชีพค้าขายอย่างเดิมไว้ ลุงใจเลยเปลี่ยนมาขายไข่ปิ้ง เพียงหวังว่ามันจะดีกว่าเก่า “เริ่มมาขายไข่ดู มาลองขายแรกๆ ขายแรกๆ ขายได้ร้อยกว่าลูกเอง” ลุงกล่าว แต่ความไม่ย่อท้อ ทำต่อไปเรื่อยๆ จากร้อยลูก เริ่มขยับเป็นหลายร้อย จนตอนนี้ 1,500 ลูกต่อวัน “วันแรกได้ 120 ลูก ก็คือ 4 แผง แผงหนึ่งมันมี 30 ลูก พอ 1 เดือนผ่านมาก็ได้ 7 แผง จาก 4 แผง เป็น 7 แผง พอได้ 5 เดือนมา ทีนี้ก็ได้ 13 แผง แล้วก็เริ่มดีขึ้นๆ อยู่ที่ 1,500 ลูก” ลุงใจ เล่า
คุณออม-โชติกา ถิระกิตติกุล คือเจ้าของร้านน้ำแข็งไส “ย้อยหย่อย” กิจการเล็กๆ แต่คับแน่นด้วยคุณภาพที่รังสรรค์และพลิกโฉมเมนูน้ำแข็งไสธรรมดาๆ ให้กลายเป็นเมนูสุดว้าว จนเป็นร้านขนมที่ “ชิก” ที่สุดแห่งนครปฐม ก็ว่าได้ แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ บอกเลย “ไม่ง่าย” คุณออมเกิดในครอบครัวฐานะปานกลาง ทำอาชีพค้าขายลอดช่อง ในวัยเด็กเธอใฝ่ฝันเป็นแอร์โฮสเตส ไม่เคยคิดจะค้าขายอาหารเหมือนแม่ อีกทั้งคุณพ่อ-คุณแม่ ไม่ค่อยสนับสนุนให้ค้าขาย เพราะรู้ดีว่าเหนื่อยสาหัสแค่ไหน เจ้าของกิจการ บอกอย่างนั้น แต่ด้วยความที่ชอบเข้าครัวเป็นทุนเดิม ทำให้เธอตรึกตรองอย่างถี่ถ้วน แล้วหันเหจากการเรียนด้านภาษา มาเรียนทางด้านการทำอาหาร จนจบปริญญาตรีจากสาขาการจัดการครัวและภัตตาคาร วิทยาลัยดุสิตธานี (ปัจจุบันคือ สาขาวิชาการจัดการครัวและศิลปะการประกอบอาหาร) ทำให้มีทักษะด้านอาหารอยู่ในขั้นดีเลยทีเดียว หลังเรียนจบ คุณออมไปหาประสบการณ์ในต่างแดนอยู่หลายปี กระทั่งหลังสถานการณ์โควิด-19 มีเหตุจำเป็นต้องกลับมาทำงานที่บ้านเกิด เธอจึงตัดสินใจเปิด “ย้อยหย่อย” ร้านน้ำแข็งไสเล็กๆ 1 คูหา อยู่ในซอยแคบๆ ใกล้องค์พระปฐมเจดีย์ โดยดัดแปลงบ้านที่อาศัยแต่เยาว์วัย
โคตรมาร์เก็ตติ้ง! “อนันต์จะปั่นชาเย็น” ใช้ความบันเทิงเอนเตอร์เทนลูกค้า กลายเป็นไวรัล พีกสุด 400 แก้ว/วัน “โอมมม อะนันตะปัดชะเย อะปัดติเถเถนา” เพลงฮิตติดหูตลอดกาล ที่ไม่ว่าใครก็สามารถร้องตามได้ และล่าสุดกับไวรัลจากร้าน “อนันต์จะปั่นชาเย็น” ที่ได้เชิญ อาจารย์หน่อย เชิญยิ้ม มาสร้างสีสันให้กับทางแบรนด์ โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากการที่ คุณปอนด์-พงศ์ธวัช บรรณาสถิตย์กุล และคุณกิตติญา เอกสรกุล เจ้าของร้าน “อนันต์จะปั่นชาเย็น” เป็นคนที่ชอบดูรายการตลกเป็นชีวิตจิตใจ และได้ฟังเพลงที่เป็นคาถาสุดฮาอย่าง “อะนันตะปัดชะเย” ที่มีอาจารย์หน่อย เชิญยิ้ม เป็นผู้ร้องเพลงนี้ไว้ ทำให้เขาได้จุดประกายไอเดียดัดแปลงคำจากบทสวดมาตั้งเป็นชื่อร้าน ซึ่งคุณปอนด์ เล่าว่า ตนนั้นตั้งชื่อร้านนี้ตั้งแต่ก่อนเปิดร้าน ซึ่งเป็นตอนที่ยังไม่รู้เลยว่าจะขายอะไรดี “เราแค่นึกถึงว่า คนเห็นบทสวดนี้แล้วตลก สนุกสนาน ตอนแรกธีมร้านยังไม่มีอะไรเลยครับ เรามีแค่ชื่ออย่างเดียว” กระแสตอบรับดีเกินคาด “ทุกคนคงมีภาพในหัวว่าวันหนึ่งเราอยากจะดัง แต่ภาพในหัวออกมาเป็นความจริงเร็วมากๆ เกินที่คิดไปแล้ว” เขาเล่าว่า เพจของร้านอนันต์จะปั่นชาเย็นจะไม่ได้เน้นโพส
มิชลิน ไกด์ 6 ปีซ้อน “ล้งเล้งลูกชิ้นปลา” สูตรลับ 50 ปี ส่งต่อความอร่อยสู่บรรทัดทอง ขายดีวันละ 400 ชาม! “สิ่งที่เรายึดถือมาตลอดคือ คุณภาพไม่ดี เราไม่ทำ และทำออกมาให้เหมือนกับเราทำกินเองที่บ้าน ทุกอย่างทำใหม่ ผักซื้อวันต่อวัน ไม่หมด ทิ้ง” คำบอกเล่าของ คุณมุก-มุกรวี หวังเพื่อสุข ทายาทรุ่นใหม่ “ร้านล้งเล้งลูกชิ้นปลา” ตำนานความอร่อยกว่า 50 ปี เจ้าของมิชลิน ไกด์ 6 ปีซ้อน ถึงปัจจุบันยังเป็นที่นิยมของลูกค้า โดยสามารถขายได้ประมาณ 400-500 ชามต่อวัน ในสาขาบรรทัดทอง คุณมุก เล่าให้ฟังว่า แม่ของเธอเติบโตมาในครอบครัวใหญ่ ที่ขายก๋วยเตี๋ยวเป็นอาชีพหลักตั้งแต่รุ่นอาเหล่ากู๋ จึงได้คลุกคลีในธุรกิจนี้ ทั้งช่วยลวกเส้น ทำก๋วยเตี๋ยว พอโตขึ้น ต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันไปเปิดสาขาของแต่ละคน หนึ่งในนั้นคือ “ล้งเล้ง” ซึ่งเปิดสาขาแรกที่ตลาดสวนหลวง ซึ่งปัจจุบันคือสามย่าน ก่อนย้ายมาอยู่บนถนนบรรทัดทองถึงปัจจุบัน ล้งเล้ง ชื่อนี้ตั้งล้อกับภาษาจีน ที่แปลว่า เสียงดัง โหวกเหวก เพราะเมื่อก่อนขายดีมาก 4 พี่น้องที่ช่วยกันขายจึงตะโกนสั่งออร์เดอร์กันไปมา เพราะใช้วิธีจำแทนการการจดมือ ประกอบกับคนที่พัฒนาสูตรคือ “เล้ง” น้องชายของแม่
ร้านลับวัดด่าน ร้านดังคิวยาว เผยเรื่องลับๆ “เปิด 3 เดือนแรกขายไม่ได้สักจานเดียว” ได้ยินชื่อมาพักใหญ่แล้วสำหรับ “ร้านลับวัดด่าน” ที่คนพูดถึงกันเยอะจนไม่ใช่ร้านลับแล้ว ทำให้อดไม่ได้ที่จะไปจับเจ้าของร้านมานั่งคุยถึงเคล็ดลับที่ทำให้ร้านลับกลายเป็นร้านดังได้อย่างไร “ผมตั้งชื่อว่าร้านลับวัดด่าน เพราะร้านตั้งอยู่แถววัดด่าน ย่านสำโรง สมุทรปราการ และซอยทางเข้าก็ลึกลับจริง” คุณจูปิเตอร์-ธเนศวร อุทัยแสง เจ้าของร้านบอกอย่างนั้น ก่อนเล่าต่อ เขาเริ่มต้นด้วยการขายข้าวแกงกะหรี่ญี่ปุ่นซึ่งเป็นเมนูที่ถนัดแต่กว่าร้านลับจะกลายเป็นร้านดังก็ไม่ใช่ว่าทำได้ง่ายๆ หรืออาศัยโชคช่วย เพราะตอนเรียนจบสาขาการจัดการครัวและศิลปะการประกอบอาหารมาจากวิทยาลัยดุสิตธานี เขาก็ไปบวชมาประมาณ 1 ปี สึกมาแล้วไปสมัครงานครัวที่โรงแรมหรูแห่งหนึ่ง แต่ด้วยความที่ช่วงนั้นโควิดกำลังระบาดรอบแรก โรงแรมเลย์ออฟพนักงานจำนวนมาก เขาเลยได้รับข้อเสนอเป็นเงินเดือนเพียงแค่ 10,000 บาท ซึ่งแค่ค่าเดินทางระหว่างบ้านซึ่งอยู่ตรงวัดด่านไปโรงแรมก็แทบไม่พอแล้ว เขาจึงต้องเปลี่ยนทิศทางใหม่ด้วยการปรึกษากับคุณแม่ว่า น่าจะเปิดร้านขายอาหาร โดยตั้งเป้าว่า ขายได้
มงตาญ ร้านไอศกรีมดัง ตั้งเป้าใหญ่ในธุรกิจ สร้างอาชีพให้กลุ่มเปราะบาง จากเด็กมัธยมสายวิทย์คิดเป็น “หมอ” เพราะอยากช่วยเหลือผู้คน แต่เมื่อค้นเข้าไปลึกๆ จึงรู้อาชีพที่ช่วยเหลือโลกได้ มีอีกตั้งหลายอาชีพ “หลังจบ ม.6 หยุดเรียนไป 1 ปี เพื่อหาประสบการณ์หลายๆ ทาง ว่าอยากไปต่อทางไหน ผมไปเรียนละครเวที ไปเรียนภาษาญี่ปุ่น ไปเก็บขยะเพราะอยากรู้เขาใช้ชีวิตยังไง ไปเรียนนวดแผนไทย เพราะเป็นคนชอบเมื่อย” เชฟปูน-ภูผา ชุณหรัศมิ์ เชฟขนมหวานมากความสามารถอันดับต้นๆ ของเมืองไทย เจ้าของกิจการ Dessert Bar ชื่อดัง แบรนด์ Montagne, l’art de la glace หรือเรียกสั้นๆ กันว่า “มงตาญ ไอศกรีม” ย้อนอดีตให้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ฟังอย่างนั้น ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม และว่า มีเพื่อนร่วมคลาสนวด ซึ่งเป็นคนไทยมาจากต่างประเทศ แนะนำให้รู้จักกับ เจมี ออลิเวอร์ ที่เป็นเด็กพิเศษ ทำงานด้านอาหารเป็นเซเลบริตี้เชฟ ที่ทำงานหลายอย่างเพื่อสังคม เขาจึงยึดเชฟหนุ่มชาวอังกฤษคนนี้ เป็นต้นแบบตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ก่อนพาตัวเองเข้าสู่วงการเชฟ ด้วยการสมัครเข้าเรียนที่วิทยาลัยดุสิตธานี ใช้เวลา 4 ปี จึงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีควบคู่กับคุณวุฒิด้านอาหารระดั
จัดใหญ่ชนงานมอเตอร์โชว์! “อิมแพ็ค X เชลล์ชวนชิม” ขนทัพ 50 ร้านอาหารในตำนานและร้านคนรุ่นใหม่ที่ได้รับเชลล์ชวนชิมเสิร์ฟความอร่อย 10 วันเต็ม ตั้งแต่วันที่ 29 มี.ค.-7 เม.ย. 67 ณ ลานหน้าอิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี คาดมีผู้เข้าร่วมงาน 100,000 คน นายพอลล์ กาญจนพาสน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี กล่าวว่า เชลล์ชวนชิม ถือเป็นเครื่องหมายที่นักชิม และผู้ชื่นชอบการรับประทานอาหารให้การยอมรับและเชื่อมั่นในร้านอาหารที่ได้รับเครื่องหมายนี้ การที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี จับมือกับ เชลล์ชวนชิม จัดบิ๊กอีเวนต์อาหารครั้งนี้ถือเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการร้านอาหารให้เติบโต โดยการจัดงานเป็นช่วงเดียวกับงานมอเตอร์โชว์ และดิสนีย์ออนไอซ์ จึงคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานราว 100,000 คน ขณะเดียวกัน ถือเป็นอีเวนต์ที่ดีต่อโลก เพราะมีแนวทางบริหารจัดการขยะ ซึ่งเศษอาหารที่เหลือจากการจัดงานจะถูกแปลงเป็นปุ๋ยด้วยเครื่องย่อยอาหาร (Food Waste Composer) เพื่อย่อยสลายขยะอาหารให้กลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์และนำไปใช้บำรุงต้นไม้โดยรอบพื้นที่อิมแพ็ค
ครัวเจ๊ง้อ ต้นตำรับ “หมี่ผัดกระเฉด” เริ่มต้นทำเล่นๆ ไม่คิดจะดังอย่างนี้ อาชีพดั้งเดิม เป็นทั้งช่างทำผมและช่างตัดเสื้อ แต่มีพรสวรรค์ด้านการทำอาหารชนิดหาตัวจับยาก บรรดาลูกค้าและเพื่อนฝูง จึงมาขอฝากท้องกันเป็นประจำ ทำเป็นกิจวัตรอยู่อย่างนั้น กระทั่งหลายคนยุให้เปิดร้านอาหารเสียที แต่เพราะเป็นคนค้าขาย จึงรู้เลยว่าการเปิดร้านอาหารนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย เลยชิมลางด้วยการเปิดเป็นร้านก๋วยเตี๋ยว ทำได้อยู่ 3 วัน ไม่มีลูกค้าเข้ามาอุดหนุนมากอย่างที่คิด เลยปิดไป และหันมาเปิดร้านอาหารแบบจริงจัง “เปิดร้าน เปิดร้าน ใครๆ ก็ยุให้เปิดร้านอาหาร นี่ก็คิดว่าเปิดเล่นๆ ไม่นึกว่าจะดังอย่างนี้” คุณณชนก แซ่อึ้ง หรือ เจ๊ง้อ เจ้าของร้านอาหารชื่อดัง “ครัวเจ๊ง้อ” ในวัย 80 กว่า ย้อนถึงจุดเริ่มเมื่อราว 20 กว่าปีก่อน บอกพร้อมหัวเราะร่วน ใช้เวลาไม่นาน ครัวเจ๊ง้อ กลายเป็นร้านอาหารที่ถูกพูดถึงกันอย่างกว้างขวาง โดยมีเมนูสร้างชื่อ ที่ถูกนำมา สร้างสรรค์จากวัตถุดิบพื้นๆ แต่สามารถเรียกเสียงฮือฮาได้อย่างมาก “ผักบุ้ง นี่นะ ธรรมดาชอบทำกินอยู่แล้ว สมัยก่อนไม่มีใครทำหรอก ร้านเราเป็นแห่งแรกทำผัดผักบุ้งฝอย แล้วก็ เส้นหมี่ผักกระเฉด เคยเ
หยิบเมนูขายดี มาปรับลุกส์ใหม่ “ชาเย็นสเลอปี้” ดังมากในย่านบรรทัดทอง ขายพีกสุดๆ วันละ 1,000 แก้ว ใครจะกินชาเย็นทุกวัน ฉันน่ะสิ ฉันน่ะสิ ชาเย็นเป็นเครื่องดื่มที่หลายๆ คนรู้จักกันดีไม่ว่าจะเป็นในชื่อ ชาเย็น ชาไทย ชื่นชอบถึงขั้นติดจนหยุดกินไม่ได้ต้องได้กินทุกวัน ถือเป็นเครื่องดื่มสุดฮิตที่หาซื้อได้ง่าย แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกร้านจะอร่อย วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาไปรู้จักร้าน “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” คาเฟ่ย่านบรรทัดทองที่เป็นกระแสและอร่อยในตอนนี้ เอาใจสาวกที่ชอบกินชาเย็น คุณวิว-พันธุ์ทิพย์ ดีเจริญ เจ้าของร้าน ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน เล่าว่า ก่อนหน้านี้เคยขายเสื้อผ้า ทำคาเฟ่ที่เปิดเป็นคาเฟ่กาแฟเบเกอรี่ และเครื่องดื่มต่างๆ แต่กำไรไม่ได้อย่างที่ตั้งไว้ จึงนำเอาชาเย็นเมนูขายดีที่สุดของร้าน มาตั้งเป็นชื่อแบรนด์จนเป็นกระแส จากเจ้าของคาเฟ่ทั่วไปสู่เจ้าของร้านดังยอดฮิต ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน จุดเริ่มต้น มาเป็นร้าน ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน เมื่อช่วงโควิดได้เปิดคาเฟ่แห่งหนึ่ง ขายกาแฟและเบเกอรี่ แต่กำไรที่ได้ไม่ถึงที่กำหนดไว้ หลังจากนั้นได้สังเกตพฤติกรรมกลุ่มลูกค้าพบว่า ชาเย็น เป็นเมนูขายดีที่สุดและ
มาดาม พาเท่ห์ จากสภากาแฟ สู่ร้านดังคิวยาว ช่วงพีกขายเดือนเป็นล้าน มาดาม พาเท่ห์ คือ ชื่อร้านอาหาร สไตล์ All Day Breakfast เปิดมานานกว่า 17 ปี ปัจจุบันมีอยู่ 2 สาขา ที่ว่ากันว่า ยามนี้ถ้าใครไปเที่ยวจังหวัดอุดรธานี แล้วไม่ไปเช็กอิน ดูสักครั้ง คงเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่ง คุณเหมย-ชุติปภา สุรภาพวงศ์ เจ้าของกิจการวัย 50 เศษ กรุณาสละเวลา มาให้ข้อมูลกับ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ด้วยอัธยาศัยเป็นกันเอง เริ่มต้นว่า ธุรกิจดั้งเดิมของที่บ้าน คือ ร้านวัสดุก่อสร้าง ตัวเธอเป็นพี่สาวคนโต มีน้องชาย 1 คน เธอเรียนจบปริญญาตรี-โท ด้านการตลาด เคยทำงานต่างประเทศ 2 ปี ทำงานประจำในเมืองไทย 4 ปี ก่อนมารับช่วงต่อธุรกิจก่อสร้างของครอบครัว ช่วงนี้เองที่ “เจ๊หมุ่ย” คุณแม่ของเธอ เริ่มมีเวลามากขึ้น เนื่องจากเกษียณจากธุรกิจแล้ว คุณเหมยจึงอยากหาอะไรให้ท่านทำแก้เหงา จึงตัดสินใจเปิด “สภากาแฟ” ให้ ใช้เป็นสถานที่หย่อนใจยามเช้า พูดคุยกับเพื่อนๆ วัยเดียวกัน ที่กลับมาจากออกกำลังกาย ประกอบกับคุณแม่ของเธอนั้น มีพรสวรรค์ ในการทำอาหาร ชนิดหาตัวจับยากทีเดียว “3 สหาย คือ เมนูแรก ที่คุณแม่ ทำออกมาขายในสภากาแฟ ซึ่งมีของอยู่ 3 แบบในจาน
