ศุภจี
วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดกิจกรรม “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ” โดยมี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงพาณิชย์ รวมถึงสื่อมวลชน ร่วมกิจกรรม โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สวมเสื้อกั๊กโครงการไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ และพา นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซ้อนท้ายควงรถพุ่มพวงประเภทสามล้อพ่วงข้าง จากบริเวณหน้าตึกสันติไมตรีวนขึ้นไปยังตึกไทยคู่ฟ้า พร้อมบีบแตรเป็นลักษณ์ เพื่อ Kick Off กิจกรรมไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ และเมื่อจอดรถได้กล่าวเนื้อ “เพลงจ้ำจี้” …แตงไทย แตงกวา ขนุน น้อยหน่า พุทรา มังคุด ละมุด ลำไย มะเฟือง มะไฟ มะกรูด มะนาว มะพร้าว ส้มโอ ฟักแฟง แตงโม ไชโยโห่ฮิ้ว… เพื่อ
เมื่อวันที่ 26 เมษายน กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เดินหน้าขยายช่องทางการจำหน่ายผลไม้ไทยอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง อาทิ พิมรี่พาย เพื่อส่งเสริมการจำหน่ายทุเรียนไทย ผ่านรูปแบบ Live Commerce จากแหล่งผลิตโดยตรง มุ่งเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้เกษตรกร และส่งมอบทุเรียนคุณภาพสู่ผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว นางศุภจีกล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์เล็งเห็นถึงศักยภาพของช่องทางดิจิทัล โดยเฉพาะ Live Commerce ซึ่งช่วยให้การกระจายสินค้าเป็นไปอย่างรวดเร็ว และเข้าถึงผู้บริโภคได้กว้างขึ้น ตอบสนองต่อสถานการณ์ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นในปีนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยแนวทางดังกล่าวไม่ใช่เพียงการระบายผลผลิต แต่เป็นการยกระดับการค้าผลไม้ไทยให้สอดรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ ที่ต้องการความสะดวก รวดเร็ว และสามารถเข้าถึงแหล่งที่มาของสินค้าได้อย่างชัดเจน นางศุภจีกล่าวเพิ่มว่า เราจะร่วมมือกันในการนำผลผลิตของพี่น้องเกษตรกรมาจำหน่ายในราคาที่เหมาะสม ขณะเดียวกันประชาชนก็ได้บริโภคทุเรียนคุณภาพ เนื้อดี ในราคาที่เป็นธรรม โดยเปิดโอกาสให้อินฟลูเอนเ
กระทรวงพาณิชย์ แถลงกำหนดทิศทางการดำเนินงานในระยะต่อไปภายใต้รัฐบาลชุดใหม่ ชู 5 นโยบายหลัก ครอบคลุมทั้งการแก้ไขปัญหาระยะสั้นควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว เพื่อรับมือกับสถานการณ์ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ที่เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งด้านเศรษฐกิจโลก ภูมิรัฐศาสตร์ และพลังงาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในทุกมิติ โดยมุ่งเป้าหมายสำคัญในการ “ประหยัดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และกระจายโอกาส” ให้กับประชาชนและผู้ประกอบการอย่างทั่วถึง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายจาก “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันในหลายมิติ โดยเฉพาะความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค เช่น ตะวันออกกลาง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศมหาอำนาจ อาทิ แผนพัฒนาเศรษฐกิจระยะ 5 ปีของจีน ซึ่งส่งผลต่อโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก ขณะเดียวกัน วิกฤตพลังงานยังส่งผลให้ต้นทุนการผลิต ราคาสินค้า และค่าขนส่งเพิ่มสูงขึ้น กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันและการส่งออกของไทย “การกำหนดนโยบายในวันนี้ไม่สามารถมองเพียงมิติเดียวได้ แต่ต้องบูรณาการทั้ง
เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงและอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะด้านพลังงาน โลจิสติกส์ และความเชื่อมั่นของตลาดการเงิน กระทรวงพาณิชย์ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์แบบวันต่อวัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ตะวันออกกลางเป็นตลาดที่มีศักยภาพและมีความสำคัญต่อการส่งออกของไทย ทั้งในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ อิสราเอล และประเทศคู่ค้าในภูมิภาค ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นอาจส่งผลต่อราคาพลังงานโลก ค่าระวางเรือ เส้นทางการขนส่งระหว่างประเทศ และต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือ กระทรวงพาณิชย์ได้มอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ทั้ง 58 แห่งทั่วโลก รายงานสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจ การค้า และมาตรการของประเทศคู่ค้าอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง ยุโรป และสหรัฐอเมริกา ซึ่งอาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากสถานการณ์ดังกล่าว พร้อมทั้งติดตามการเปลี่ยนแ
วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยข่าวดีว่า รัฐบาลไทยและรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน บรรลุข้อตกลงซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) ปริมาณ 40,000 ตัน โดยมีกำหนดเริ่มทยอยส่งมอบตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป นับเป็นอีกก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น และความร่วมมือทางการค้าข้าวระหว่างสองประเทศที่มีมาอย่างยาวนาน พร้อมสั่งกรมการค้าต่างประเทศเดินหน้าเจรจาขายข้าวไทยต่อเนื่อง เพื่อรองรับผลผลิตข้าวนาปรังที่กำลังจะออกสู่ตลาด และช่วยกระตุ้นการส่งออกข้าวไทยให้ขยายตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อเสถียรภาพและระดับราคาข้าวภายในประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า การเจรจาซื้อขายข้าวในรูปแบบ G to G มีความซับซ้อนและต้องผ่านกระบวนการพิจารณาหลายขั้นตอน โดยเฉพาะข้าวขาว 5% ซึ่งเป็นชนิดที่จีนให้ความสนใจและมีปัจจัยด้านราคาเป็นองค์ประกอบสำคัญ อย่างไรก็ดี ตนและท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) ได้มีโอกาสเข้าพบหารือตามคำเชิญของนายจาง เจี้ยน เว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ซึ่
วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ติดสถานการณ์มะพร้าวน้ำหอมตกต่ำอย่างใกล้ชิด และได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ประกอบการอย่างเร่งด่วน ซึ่งที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้ออกมาตรการช่วยเหลือที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำ – ปลายน้ำ เพื่อพยุงราคามะพร้าวน้ำหอมให้ดีขึ้น ตั้งแต่ช่วงกรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมาแล้ว นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า จากข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์ได้บูรณาการร่วมกันและร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำ โดยมีการดำเนินการที่สำคัญ ดังนี้ ด้านตลาดในประเทศ กรมการค้าภายใน ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง แบ่งเป็น 1. ช่วงราคาตกต่ำรอบแรกใช้มาตรการดูดซับผลผลิตอย่างต่อเนื่อง รวม 830,000 ลูก (กรกฎาคม – กันยายน 2568) ทั้งการเปิดจุดรับซื้อราคานำตลาด ใน อ.บางแพ จ.ราชบุรี และเปิดจุดจำหน่าย รวมทั้งกิจกรรม Pre-Order และกิจกรรม CSR ร่วมกับภาคเ
เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) หรือ ITD ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ UN Trade and Development (UNCTAD) และสมาคมนักเรียนเก่าฮาร์วาร์ดแห่งประเทศไทย จัดเวทีสัมมนาวิชาการนานาชาติหัวข้อ “Navigating Global Trade Shifts: Insights from the UNCTAD Trade and Development Report and Strategic Implications for Thailand” ภายในงานได้รับเกียรติจาก ดร.ศุภชัย พาณิชยภักดิ์ อดีตเลขาธิการ UNCTAD และอดีตผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก กล่าวปาฐกถาพิเศษ ขณะที่ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเปิดงาน พร้อมด้วย นายสุภกิจ เจริญกุล ผู้อำนวยการ ITD กล่าวต้อนรับ ดร.ศุภชัยสะท้อนว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้างจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การปรับห่วงโซ่อุปทาน และแนวโน้มการค้าใหม่ เช่น trade diversion, friendshoring และ re-globalization ซึ่งกำลังเปลี่ยนรูปแบบความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมเน้นว่าการทูตเศรษฐกิจในยุค
ตามที่มหาวิทยาลัยรังสิตจัดพิธีประสาทปริญญาประจำปี 2568 โดยในปีนี้สภามหาวิทยาลัยรังสิต มีมติประสาทปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ แด่ พลโท บุญสิน พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาค 2 ศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาผู้นำทางสังคม ธุรกิจ และการเมือง และ คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาบริหารธุรกิจ กล่าวสำหรับคำประกาศเกียรติคุณ คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาบริหารธุรกิจ วิทยาลัยบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต มีดังนี้ คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นับเป็นผู้บริหารยุคใหม่ที่มุ่งมั่นยกระดับการบริหารจัดการเชิงพาณิชย์ในธุรกิจระดับประเทศและต่างประเทศ สามารถขยายและปรับเปลี่ยนองค์กรไปในระดับสากล ซึ่งเป็นแบบอย่างอันทรงคุณค่าแก่ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรมและการบริการ สมควรได้รับการยกย่องสรรเสริญในเกียรติคุณนี้ ในมิติของการเป็นผู้บริหารยุคใหม่แบบมืออาชีพ คุณศุภจี ใช้ประสบการณ์ด้านบริหารธุรกิจนำมาขับเคลื่อนกระทรวงพาณิชย์ โดยเน้นการนำมุมมองและทักษะจากประสบการณ์
หลังจากเปิด “โครงการคนละครึ่งพลัส” ให้ประชาชนได้จับจ่ายใช้สอย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ กลับพบปัญหา เมื่อหลายร้านค้าที่เข้าร่วมคนละครึ่งพลัส ใช้โอกาสนี้ในการปรับขึ้นราคาสินค้า รวมถึงเก็บ VAT 7% กับลูกค้า ประชาชาติธุรกิจ รายงานว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ เข้าไปช่วยดูแลเรื่องราคาสินค้าให้มีการปรับราคาลดลง และก่อนหน้านี้ที่จะมีโครงการคนละครึ่งพลัส ก็ได้ร่วมมือกับห้างท้องถิ่น โมเดิร์นเทรดทั่วประเทศให้ช่วยกันลดราคาสินค้า เพื่อให้เงินที่ประชาชนจะได้ และสวัสดิการแห่งรัฐ มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ซึ่งในช่วงแรก อาจมีกระแสข่าว ว่าถ้าเป็นร้านคนละครึ่ง จะขายอีกราคาหนึ่ง และราคาปกติก็เป็นอีกราคาหนึ่ง ในเรื่องนี้ อธิบดีกรมการค้าภายใน ร่วมกับ พาณิชย์จังหวัด ได้ลงพื้นที่ไปดู และให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับร้านค้า ไม่เช่นนั้นคงต้องมีมาตรการในการจัดการ และในส่วนของ VAT รองนายกรัฐมนตรีได้สั่งการลงมาว่า ให้กรมการค้าภายในและพาณิชย์จังหวัด ลงไปดูแล ถ้าพบเห็นก็ให้อธิบาย โดยคิดว่าร้านค้าคงไม่มีความตั้งใจ อาจจะเป็นเพราะความเข้าใจผิด ซึ่งบางคนอาจจะไม่ได้อยู่ในระบบภาษี ก็เลยต
