สมคิด จาตุศรีพิทักษ์
บสย. ร่วมประชุม กระตุ้นเศรษฐกิจ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในการประชุมติดตามผลการดำเนินงานตามมาตร การกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยมี นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม โดยคณะผู้บริหาร บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) นำโดย นายสมศักดิ์ วรวิจักษณ์ กรรมการ บสย. นายเกรียงไกร ไชยศิริวงศ์สุข รองผู้จัดการทั่วไป สายงานสนับสนุน นางดุสิดา ทัพวงษ์ รองผู้จัดการทั่วไป สายงานกลยุทธ์และผลิตภัณฑ์ นายศิษฎ์ วงศาริยะ ผู้อำนวยการอาวุโส ร่วมประชุมรับฟัง พร้อมแจ้งความคืบหน้าในการดำเนินการตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยคณะกรรมการ บสย. มีมติอนุมัติให้ดำเนินโครงการตามมาตรการ “ต่อเติม เสริมทุน SMEs สร้างไทย” ตามมาตรการรัฐบาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และอยู่ในระหว่างการดำเนินการในรายละเอียดร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย โดยจะเร่งรัดให้สามารถดำเนินการได้เร็วที่สุด เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs มีผลโดยเร็วที่สุด ณ ห้องประชุมวายุภักษ์ 1 กระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2563
อุณหภูมิการเมืองร้อนแรง “ตีคู่” เศรษฐกิจไทย-เศรษฐกิจโลก จากผลกระทบของสงครามการค้า-สงครามค่าเงิน ระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน “กอบศักดิ์ ภูตระกูล” รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง-มือขวา “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) วิเคราะห์เศรษฐกิจไทยท่ามกลางเขาควาย-เศรษฐกิจโลก หลังผ่าน “ครม.เศรษฐกิจ” นัดแรก ปีนี้ 3% ปีหน้า 3.5% “กอบศักดิ์” บอกว่า หัวใจ คือ หนึ่ง ให้ ครม.เศรษฐกิจ เห็นภาพตรงกันว่า เกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ สอง เป้าหมายร่วมกัน-ตรงกัน เพราะรัฐบาลผสมหลายพรรคมีความเสี่ยง เป้าหมายรวมเดียวกัน-ตรงกัน คือ การขยายตัวเศรษฐกิจปีนี้ 3% ปีหน้า 3.5% ด้วยแรงส่งจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 3 แสนล้านบาท “ถ้าไม่ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ทำอะไรเลย เศรษฐกิจปีนี้จะโต 2.7% แต่เมื่อมีมาตรการออกมา 3 แสนล้าน ส่งผลบวกต่อการขยายตัว 0.4-0.5 เปอร์เซ็นต์ จึงมั่นใจว่าปีนี้จะได้ 3%” “ถ้าต่างคนต่างทำ แข่งขัน ทำให้การทำงานร่วมหายไป ไม่มีพลัง ซึ่งหลายเรื่องต้องอาศัยการทำงานร่วมกันจึงจะเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง” “ไตรมาส 2 การเบิกจ่ายรัฐบาลไม่ดี ไม่มีใครข
เปิด 10 รายชื่อ ว่าที่ รมต. โดนใจประชาชน ชี้ มีแต่ผลประโยชน์ ต่อรอง แย่งเก้าอี้ วันที่ 23 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การจัดตั้งครม.ประยุทธ์ 2 กำลังเป็นประเด็นร้อนและถูกจับตามอง โดยเฉพาะโผ ครม.ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งในกระทรวงต่างๆ ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ หรือคุณสมบัติต้องห้ามต่างๆ ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความเห็นประชาชนทั่วประเทศ กรณี “โผครม.ประยุทธ์ 2” จากกลุ่มตัวอย่าง 1,254 คน ระหว่างวันที่ 19-22 มิ.ย. 2562 สรุปผลดังนี้ 1. ประชาชนคิดอย่างไร กับ โผครม. ที่เป็นกระแสข่าววันนี้ อันดับ 1 ปัญหาเยอะ มีแต่เรื่องผลประโยชน์ การต่อรอง แย่งเก้าอี้กันวุ่นวาย 32.81% อันดับ 2 บางตำแหน่งไม่เหมาะสม ควรตรวจสอบคุณสมบัติ-ประวัติให้รัดกุม 28.13% อันดับ 3 เป็นการจัดสรรตามโควตา มีแต่หน้าเดิมๆ ระบบพวกพ้อง-เครือญาติ 24.22% อันดับ 4 คลอดช้า ใช้เวลานานเกินไป 15.63% อันดับ 5 อยากให้เปิดโอกาสให้คนดี คนมีฝีมือเข้ามาทำงาน 1 2. 10 รายชื่อว่าที่รัฐมนตรีที่ถูกใจประชาชน อันดับ 1 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ (ฝ่ายเศรษฐกิจ) 42.12% ตามมาด้วย นายวิษณุ เครืองาม ร
ผปก.ไทยเสียงเเตก มองคลังแจกเงินชวนเที่ยวเมืองรอง “ฉาบฉวย” เมื่อวันที่ 22 เมษายน นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง ประกาศมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อพยุงเศรษฐกิจช่วงกลางปี 2562 โครงการ “ยิ่งเที่ยว ยิ่งเท่ ช่วยเปย์ เมืองรอง” โดยจะใช้งบประมาณกลางในส่วนของรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน จำนวน 15,000 ล้านบาท แจกให้คนไทยอายุ 18 ปีขึ้นไป คนละ 1,500 บาท ตั้งเป้า 10 ล้านคน นำไปซื้อสินค้าและบริการผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ อีเพย์เมนต์ ในเมืองรอง 55 จังหวัด เพื่อเป็นการพยุงเศรษฐกิจและส่งเสริมการท่องเที่ยว หลังจากที่ภาครัฐประกาศมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวเมืองรองดังกล่าวออกไป มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่หลากหลาย เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ รวบรวมเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการบางส่วนมานำเสนอ นายสาโรจน์ บัวศรี มัคคุเทศก์อิสระ กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับมาตรการแจกเงินคนละ 1,500 บาทเพราะเยาวชนที่ได้เงินจำนวนนี้ไป อาจจะไม่ไปเที่ยวจังหวัดเมืองรอง กลัวว่าจะนำไปใช้จ่ายอย่างอื่น อาทิ เล่นเกม หรือซื้อสิ่งของฟุ่มเฟือย เนื่องจากได้เงินมาง่าย และไม่รู้ถึงความสำคัญของเงินจำนวนนี้ นอกจากนายสาโ
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดงาน “บ้าน ธอส. เอ็กซ์โป @ กรุงเทพฯ” ว่า สั่งการให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และการเคหะแห่งชาติ ไปสรุปแนวทางการจัดทำบ้านประชารัฐ สำหรับผู้มีรายได้ปานกลาง ถึงรายได้ต่ำ และจะต้องข้อสรุปภายใน 6 เดือนจากที่ผ่านมาได้สั่งการให้กระทรวงการคลังดำเนินการ แต่ไม่สามารถทำได้เร็ว เนื่องจากติดปัญหาหลายประการ ซึ่งเรื่องนี้เป็นนโยบายสำคัญของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการให้ผู้มีรายได้น้อยมีบ้านเป็นของตัวเอง แต่โครงการยังมีความล่าช้าอยู่มาก ทั้งนี้ โครงการบ้านประชารัฐของ ธอส. กับการเคหะฯ จะเป็นการคิดใหม่ และต้องใช้เวลาไม่นาน โดยอาศัยข้อมูลจากผู้ที่มีรายได้น้อยที่มาลงทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐ ที่มีจำนวนกว่า 11 ล้านราย ในการพิจารณาเรื่องรายได้ที่สามารถผ่อนชำระได้ รูปแบบการเป็นเจ้าของ จะเช่าหรือซื้อ และจะใช้พื้นที่ใดในการพัฒนา รวมถึง ต้องเปิดให้มีการร่วมทุนกับเอกชนที่สนใจ ในรูปแบบพีพีพี ไม่จำกัดเฉพาะนักลงทุนไทย แต่นักลงทุนต่างชาติก็มาลงทุนได้ เช่น จีน หากต้นทุนการผลิตไม่สูงมาก และผู้มีรายได้น้อยสามารถเป็นเจ้าของได้ แต่จะต้องมีคุณภาพ “เอกชนรา
