สร้างรายได้ให้ชุมชน
จากครัวบ้านสู่แบรนด์ปลาหมึกแปรรูปชื่อดัง “KING SQUID” สร้างรายได้ให้ชุมชนปราณบุรี มานานกว่า 30 ปี เมื่อมาเยือนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่มีแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังอย่างปราณบุรี และหัวหิน หลายท่านมักจะซื้อ “หมึกแปรรูป” กลับไปเป็นของฝาก ซึ่งในอดีตการผลิตเป็นลักษณะครัวเรือน ทว่า ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีส่วนสำคัญในการยกระดับหมึกแปรรูปประจำท้องถิ่นให้ติดปีกสู่มาตรฐาน คือ บริษัท ทีวายเอ็ม ฟู้ด จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายหมึกแปรรูป แบรนด์ “KING SQUID” ด้วยการพัฒนาโรงงานสู่มาตรฐานยอดเยี่ยม สะอาด ปลอดภัย กล้าการันตีคุณภาพ โดยมี SME D Bank ธนาคารเพื่อเอสเอ็มอีไทย ช่วยสนับสนุนให้สามารถพัฒนาธุรกิจได้สำเร็จตามความต้องการ พรพรรณ ภัทธนรากุล หรือที่ชาวปราณบุรี เรียกอย่างคุ้นเคยว่า “เจ๊ติ๋ม” เจ้าของธุรกิจ เป็นชาวอำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยกำเนิด เริ่มต้นธุรกิจจากการค้าขายรับซื้อหมึกสดจากชาวประมงมาขายส่งให้โรงงานแปรรูป เพื่อทำเป็น “หมึกหย็อง” กระทั่งเพื่อนที่ทำโรงงานแปรรูป ตัดสินใจเลิกกิจการ เจ๊ติ๋ม ไม่อยากให้หมึกหย็องที่เป็นของดีประจำท้องถิ่น ต้องหายไปจากบ้านเกิด ตัดสินใจควักทุน ซื้
สตาร์ตอัพไทยไอเดียดี คิดระบบช่วยชุมชน มีรายได้ช่วงโควิด – ยั่งยืนในอนาคต Thrive Venture Builder สตาร์ตอัพไทยคิดดีทำดีเพื่อสังคม สร้างงาน สร้างรายได้ให้ชุมชนนอกระบบที่ไม่ได้รับการช่วยเหลือในช่วงโควิด-19 ด้วยการแปลงฝีมือและภูมิปัญญาคนที่ถูกมองข้ามให้มีอาชีพ ไม่ต้องคอยร้องขอความช่วยเหลือจากใคร หวังสร้างความยั่งยืนในอนาคต คุณปั๊บ – ธีรุตม์ วินัยโกศล ตัวแทนกลุ่มThrive Venture Builder สตาร์ตอัพ เล่าว่า มีทีมงาน 10 คน ทุกคนมีแนวคิดที่ตรงกัน คือ อยากทำเพื่อสังคม ปลายเดือนเมษายน สร้างเพจเฟซบุ๊ก what the fruit รับผลไม้จากชาวสวนที่ได้รับผลกระทบโควิด-19 มาจำหน่าย สร้างจุดขาย คือ ลูกค้าจะเซอร์ไพรส์กับผลไม้ที่ได้รับ สั่ง 300 บาท ได้ผลไม้ที่คละชนิดกัน อาทิ สับปะรด แคนตาลูป เงาะ มะม่วง ชมพู่ มังคุด ใส่กล่องส่งถึงบ้าน “พวกเราช่วยชาวสวนรับซื้อผลไม้มาจำหน่ายต่อ สร้างเซอร์ไพรส์เป็นจุดขาย ลูกค้าที่สั่งมีทั้งคนไทยที่อยากช่วยเกษตรกรและอยากสนุกลุ้นผลไม้ที่ได้รับ และ ลูกค้าต่างชาติที่อาศัยอยู่ในเมืองไทย เวลาส่งให้วิน มอเตอร์ไซค์รับจ้างไปส่ง รอบละ 400–800 บาท ช่วยสร้างรายได้ให้วินมอเตอร์ไซค์รับจ
ธกส. ขยายพื้นที่โครงการเปลี่ยนต้นไม้ให้เป็นเงิน สร้างรายได้ให้ชุมชนละ 5 หมื่น ตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่ป่า 3 แสนไร่ ธ.ก.ส.เดินหน้าขยายพื้นที่โครงการธนาคารต้นไม้ สนับสนุนให้ชุมชนปลูกต้นไม้กักเก็บคาร์บอนแปลงก๊าซพิษเป็นเงิน ควบคู่การแนวคิดใช้ต้นไม้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน สร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชน คุณศรายุทธ ธรเสนา ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า โครงการธนาคารต้นไม้ จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกต้นไม้บนที่ดินของตนเองหรือชุมชน โดยสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการสามารถนำไม้ยืนต้นมาประเมินมูลค่าเพื่อเปลี่ยนเงินหรือหลักทรัพย์ค้ำประกันกับธ.ก.ส.ได้ ปัจจุบัน มีชุมชนเข้าร่วมโครงการแล้ว 6,852 ชุมชน มีต้นไม้เพิ่มขึ้นกว่า 11.8 ล้านต้น ทั้งนี้ เพื่อขยายผลโครงการให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ต้นไม้ทุกชนิดในที่ดินมีกรรมสิทธิ์เป็นพันธุ์ไม้ไม่หวงห้าม และนำต้นไม้ในพื้นที่มาเป็นหลักประกันเงินกู้ได้ ธ.ก.ส.จึงขยายพื้นที่โครงการเพิ่มพื้นที่ป่าชุมชนละ 20,000 ต้น จำนวน 1,000 ชุมชน ซึ่งคาดว่าภายใน 10 ปี จะสามารถเพิ่มพื้นที่ป่าในประเทศไม่ต่ำกว่า 137 ล้านต้น หรือประมาณ
