สุขภาพ
อย. เปิด 3 จุดสังเกต เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อ ลดโอกาสรับเชื้อโควิด-19 ผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อ – อย. เน้นใช้ผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อโรคบนพื้นผิววัสดุต่างๆ ที่ต้องสัมผัสอยู่เป็นประจำ ช่วยลดโอกาสการสัมผัสเชื้อและแพร่กระจายของเชื้อได้ โดยเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีเลขทะเบียนวัตถุอันตรายในกรอบเครื่องหมาย อย. วอส. และปฏิบัติตามวิธีใช้บนฉลากอย่างเคร่งครัด ที่สำคัญ ควรฆ่าเชื้อบริเวณที่มีการสัมผัสบ่อยเป็นประจำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการฆ่าเชื้อ เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า ในสถานการณ์ระบาดของโรคโควิด-19 การป้องกันตนเองและคนรอบข้างสามารถทำได้ด้วยการ “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” และสวมหน้ากากอนามัยเมื่อไปแหล่งชุมชน นอกจากนี้ สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามคือการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคบนพื้นผิววัสดุต่างๆ ที่ต้องสัมผัสอยู่เป็นประจำ หรือบริเวณที่มีผู้สัมผัสเป็นจำนวนมาก เช่น โต๊ะ เก้าอี้ ราวบันได ลูกบิดประตู แผงกดลิฟต์คีย์บอร์ด คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ เป็นต้น จะช่วยลดโอกาสการได้รับสัมผัสเชื้อและการแพร่กระจายของเชื้อได้ ซึ่งผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อที่มีประสิทธิภา
อนุมัติงบพันล้าน! สปสช.หนุน รพ.ทั่วประเทศ รับมือ “โควิด-19” อย่างครบวงจร สปสช. – บอร์ด สปสช. เห็นชอบเพิ่ม “โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)” รายการเบิกจ่ายชดเชย “กองทุนบัตรทอง” เพิ่มความชัดเจนการเบิกค่าใช้จ่าย ครอบคลุมทั้งป้องกัน ตรวจวินิจฉัย รักษาพยาบาล และฟื้นฟูสมรรถภาพ พร้อมอนุมัติใช้งบ “กองทุนรายได้สูง (ต่ำ) กว่าค่าใช้จ่ายสะสม 1,020 ล้านบาท หนุนโรงพยาบาลรับมือ สร้างความมั่นใจให้กับประชาชน นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) โดยที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบให้กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) อยู่ในประเภทและขอบเขตบริการสาธารณสุขในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) พร้อมอนุมัติหลักการให้ใช้เงินกองทุน “รายการรายได้สูง (ต่ำ) กว่าค่าใช้จ่ายสะสม จำนวนไม่เกิน 1,020 ล้านบาท เพื่อใช้สำหรับการเบิกจ่ายในกรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของหน่วยบริการ นายอนุทิน กล่าวว่า กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ “กองทุนบัตรทอง” ซึ่งเป็นระบบหลักประกันสุขภาพใหญ่ที่สุดของประเทศ มีภารกิ
ประกาศแล้ว! “โรคไวรัสโคโรนา 2019” ถือเป็นโรคติดต่ออันตราย มีผล 1 มี.ค.63 โควิด-19 – วันที่ 29 ก.พ.63 เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชื่อและอาการสำคัญของโรคติดต่ออันตราย (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2563 ดังนี้ โดยสาเหตุที่ต้องประกาศเป็นโรคติดต่อร้ายแรง เพราะต้องการให้หน่วยงานด้านสาธารณสุขมีอำนาจในการแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที ยกตัวอย่าง เช่น ประเทศเกาหลีมีคนติดเชื้อไวรัสแล้วไม่ยอมเข้ารับการรักษาหรือป้องกันตัวเองไม่ให้เป็นพาหะแพร่เชื้อ จึงทำให้มีคนติดเชื้ออีกจำนวนมาก เทียบเคียงกับการประกาศเป็นโรคติดต่อร้ายแรงในประเทศไทย ทำให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขหากพบคนต้องสงสัยว่าจะมีอาการติดเชื้อ ก็สามารถที่จะใช้อำนาจบังคับให้เข้าสู่การรักษาพยาบาลได้ เพื่อไม่ให้เป็นพาหะติดต่อไปยังผู้อื่น
นักวิทยาศาสตร์ไทยแนะ 9 ข้อปฏิบัติตัวป้องกันไวรัส-ฝุ่น เมื่ออยู่ในที่สาธารณะ ข้อปฏิบัติตัวป้องกันไวรัส – นอกจากสถานการณ์ทางการเมืองอันร้อนระอุที่ประชาชนต่างตื่นตัวและให้ความสนใจกันแล้ว สถานการณ์การแพร่ระบาดของ ‘ไวรัสโควิด-19′ เอง ก็ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องตามติดกันอยู่ เพราะถือเป็นโรคทึ่ต้องคอยเฝ้าระวังอย่างมากเลยทีเดียว ผู้รู้หลายๆ ท่าน ต่างออกมาแนะมาตรการรับมือกับไวรัสดังกล่าวกันหลากหลาย จนผู้เสพข่าวบางคนเกิดอาการวิตกกังวล จนไม่กล้าออกนอกบ้านกันเลยทีเดียว นายนำชัย ชีววิวรรธน์ ผู้อำนวยการฝ่ายเผยแพร่วิทยาศาสตร์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เขียนข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวชื่อ “Namchai Chewawiwat” ถึงประเด็นการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยแนะนำ 9 ข้อปฏิบัติตัวท่ามกลางการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งถือเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์เป็นอย่างมาก โดยข้อความดังกล่าวระบุว่า “ผมไม่ตระหนก แต่เข้าโหมดปรับตัวรับความเสี่ยงจากโควิด-19 และฝุ่นอย่างเต็มที่ 1.ไม่เอาฝ่ามือเปล่าๆ จับลูกบิด ที่จับประตู แต่ใช้ท่อนแขนหรือตัวผลักประตู
NIA เผย 8 ปัจจัยเสี่ยงชีวอนามัยที่ต้องจับตา พร้อมหนุน “อนาคตศาสตร์” เตรียมรับมือการเปลี่ยนแปลงโลก NIA – สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA โดยสถาบันการมองอนาคตนวัตกรรม (IFI) ซึ่งเป็นหน่วยงานเฉพาะด้านอนาคตศาสตร์ และช่วยคาดการณ์ทิศทางอนาคตของประเทศไทยในมิติต่างๆ ได้ทำการสำรวจข้อมูลจากหัวข้อการสัมมนา “Biosecurity in ASEAN 2030” ในงานประชุมนานาชาติ “Asia-Pacific Future Network Conference” ครั้งที่ 5 และวิเคราะห์แนวโน้มความปลอดภัยด้านชีวอนามัยของอาเซียนในปี 2030 ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวอาเซียนจะมีปัจจัยหลักสำคัญ 8 ประการที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยทั้งทางด้านสุขภาพและสาธารณสุข และเป็นสิ่งที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การแพทย์และสุขภาพ ภาคสังคมต้องสรรหาแนวทางรับมือ ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และการสรรหาพลังงานทดแทนจากสิ่งใหม่ๆ จะเป็นตัวผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงลักษณะการระบาดของเชื้อโรค เช่น การนำขยะมาพัฒนาเป็นของใช้ที่อาจมีการปนเปื้อนของสารเคมีและเชื้อโรค การใช้ทรัพยากรที่เกินความจำเป็นจนขาดความหลากหลายทางชีวภาพและความไม่สมดุล การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอา
องค์การอนามัยโลก แนะ 8 ขั้นตอน ถูมือด้วยเจลแอลกอฮอล์อย่างถูกต้อง ล้างมือ – เพจ กระทรวงสาธารณสุข ได้เผยแพร่ วิธีการถูมือด้วยเจลแอลกอฮอล์อย่างถูกต้อง เพื่อสุขอนามัยที่ดี ที่แนะนำโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) โดยวิธีถูที่ถูกต้องมีทั้งหมด 8 ขั้นตอน ได้แก่ กดปริมาณเจล ให้เพียงพอต่อการถูที่มือทั้งสองข้าง 2. ถูฝ่ามือทั้งสองข้างเข้าด้วยกัน 3. ถูหลังมือซ้ายด้วยฝ่ามือขวา และประสานนิ้วเข้าไปถูในซอกนิ้ว จากนั้นทำสลับข้าง 4. ถูฝ่ามือและซอกนิ้วด้านในฝ่ามือ ด้วยนิ้วมือที่ประสานกัน 5. กำมือข้างหนึ่ง และใช้หลังนิ้วถูที่ฝ่ามืออีกข้าง 6. ถูหัวแม่มือข้างซ้ายโดยใช้ฝ่ามือข้างขวาที่ประสานกัน กำรอบนิ้วแล้วหมุนวน จากนั้นทำสลับกับนิ้วหัวแม่มืออีกข้าง 7. ถูฝ่ามือซ้ายด้วยนิ้วมือขวาที่ประสานกัน ถูวนไปข้างหลังและข้างหน้า ทำสลับกันทั้งสองข้าง 8. การถูมือด้วยเจลแอลกอฮอล์จนแห้ง นอกจากจะช่วยให้มือสะอาดแล้ว ยังช่วยลดอัตราเสี่ยงในการติดโรคได้
เปิด 7 โรคต้องระวัง ดื่มน้ำแก้วเดียวกัน เสี่ยงติดเชื้อโรคติดต่อได้ ดื่มน้ำแก้วเดียวกัน – รู้หรือไม่! การดื่มน้ำแก้วเดียวกัน สามารถแพร่เชื้อหรือติดโรคติดต่อได้มากถึง 7 โรคเลยทีเดียว!! The Thai Red Cross Society ได้เผยแพร่อินโฟกราฟิกให้ความรู้ เกี่ยวกับโรคที่สามารถติดต่อกันได้ จากการดื่มน้ำแก้วเดียวกัน โดย 7 โรคที่ว่า มีดังนี้ โรคโมโนนิวคลิโอซิส (โรคจากเชื้อ EBV หรือ CMV) 2. โรคเริมที่ริมฝีปาก 3. โรคมือเท้าปาก รวมถึงโรค เฮอแปงไจนา 4. โรคไวรัสตับอักเสบ A และ E 5. โรคหัด 6. โรคคางทูม 7. โรคไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดจากเชื้ออื่นๆ ดังนั้นแล้ว การดื่มน้ำ จึงไม่ควรใช้แก้วหรือหลอดเดียวกัน ถือเป็นเรื่องที่ดีทั้งตัวเราเองและคนอื่นนะคะ
เปิดวิธีสังเกต “ยาเสื่อมคุณภาพ” ตรวจสอบเองได้ ง่ายๆ ไม่กี่ขั้นตอน ยาเสื่อมคุณภาพ – หลายครั้งหลายคราที่ยาสามัญประจำบ้านที่เก็บไว้ใช้ยามป่วยไข้ ถูกเก็บไว้นานจนลืม พอจะนำมาใช้ทีก็ดันหมดอายุไปเสียอย่างนั้น เว็บไซต์ โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาการุณย์ ได้แนะนำวิธีการตรวจสอบคุณภาพยาอย่างง่ายที่สามารถทำได้เอง เพื่อสังเกตยาเสื่อมสภาพ ไว้ดังนี้ ยาที่อยู่ในบรรจุภัณฑ์ของบริษัทผู้ผลิต สังเกตได้จากวันหมดอายุที่ระบุไว้บนฉลากหรือบรรจุภัณฑ์ เช่น ที่แผงยา ซองยา เป็นต้น กรณีที่ระบุเฉพาะเดือนและปีที่หมดอายุ วันหมดอายุจะเป็นวันสุดท้ายของเดือน ยาแบ่งบรรจุล่วงหน้า (pre-pack) จะมีอายุการใช้งาน 1 ปี นับจากวันที่แบ่งบรรจุ ยาน้ำที่ยังไม่ได้เปิดใช้ มีอายุ 3 ปีนับจากวันผลิต ยาน้ำที่มีสารกันเสียทั้งชนิดรับประทานและใช้ภายนอก หากเปิดใช้แล้วมีอายุไม่เกิน 6 เดือน การเก็บรักษายาจะต่างกันไปตามที่บริษัทผู้ผลิตกำหนด ยาปฏิชีวนะชนิดผงแห้ง โดยทั่วไปหลังผสมจะมีอายุได้ 7 วัน หากเก็บที่อุณหภูมิห้อง และ 14 วัน หากเก็บในตู้เย็น เนื่องจากไม่มีสารกันเสีย ยาน้ำเชื่อม หลังเปิดใช้ควรเก็บไว้ไม่เกิน 1 เดือน และเก็บที่อุณหภ
รู้ไว้ใช่ว่า “ยาดม” ใช้ผิดวิธี มีอันตรายต่อปอด ยาดม – “ยาดม” สินค้าประเภทยาใช้ภายนอก ที่มีสรรพคุณบรรเทาอาการคัดจมูก บางคนใช้เมื่อมีอาการวิงเวียนศีรษะ หรือโดนยุงกัด เรียกว่าเป็นยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ ที่คนไทยมักพกติดตัวกันทุกคน นอกจากนั้น ยาดมยังเป็นที่ถูกอกถูกใจชาวต่างชาติเป็นอย่างมาก จึงเป็นอีกหนึ่งสินค้าไทยที่ชาวต่างชาติ มักซื้อกลับไปเป็นของฝาก แต่การใช้ยาดม ก็มีข้อควรระวังเช่นกัน FDATHAI ได้เผยแพร่อินโฟกราฟิกเกี่ยวกับการใช้ยาดมอย่างถูกวิธี เพราะในยาดม มีส่วนประกอบจำพวกเมนทอล การบูร พิมเสน และน้ำมันหอมระเหยเป็นหลัก ที่ช่วยบรรเทาอาการวิงเวียนศีรษะ หน้ามืด และทำให้รู้สึกสดชื่น โดยวิธีใช้ยาดมที่ถูกต้อง คือการสูดดมใกล้ๆ แต่ไม่สัมผัสโดยตรง เช่น การนำยาดมใส่เข้าไปในช่องจมูก ในกรณีที่ยาดมเป็นแบบขี้ผึ้งหรือแบบน้ำ ควรป้ายใส่ผ้า หรือทาบางๆ บริเวณหน้าอกแล้วสูดดมไอระเหย อีกทั้งควรหลีกเลี่ยงการให้ผู้อื่นยืมยาดม เพราะอาจทำให้ติดเชื้อได้ หากเป็นโรคโพรงจมูกอยู่ เช่น โพรงจมูกอักเสบจากการแพ้ ติดเชื้อในโพรงจมูก ไซนัสอักเสบ ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาดม เพราะจะทำให้เกิดการระคายเคืองมากขึ้น นอกจากนั้น
“พารา” ยาแก้ปวดประจำบ้าน กินอย่างไรไม่ให้ทำร้ายตับ? ยาพารา – ปวดหัว ตัวร้อน เป็นไข้ คลื่นไส้ นอนไม่หลับ เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว “พาราเซตามอล” มักจะเป็นยาที่คนส่วนใหญ่นำมากินเป็นอันดับต้นๆ กันเลยทีเดียว แต่คุณสมบัติหรือสรรพคุณของพาราเซตามอล ไม่ได้ครอบจักรวาลถึงขนาดนั้น ทำให้เกิดปัญหาการใช้ยาแบบผิดๆ เช่น อาการไม่พึงประสงค์ในลักษณะการแพ้ยา ผลข้างเคียง เช่น เกิดพิษต่อตับ การใช้ยาไม่เหมาะสม การได้รับยาซ้ำซ้อน การใช้ยาเกินขนาดโดยไม่ตั้งใจ และการใช้ยาร่วมกับการดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค ทางกระทรวงสาธารณสุขจึงได้ปรับปรุงข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ยาพาราเซตามอลให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล โดยอิงตามน้ำหนักตัวของผู้บริโภคเป็นหลัก ดังนี้ การใช้ยาพาราเซตามอลขนาด 325 มิลลิกรัม การใช้ยาพาราเซตามอลขนาด 500 มิลลิกรัม น้ำหนักตัว ( กิโลกรัม ) วิธีการใช้ยา น้ำหนักตัว ( กิโลกรัม ) วิธีการใช้ยา 22 ถึง 33 ครั้งละ 1 เม็ด 34 ถึง 50 ครั้งละ 1 เม็ด มากกว่า 33 ถึง 44 ครั้งละ 1 เม็ดครึ่ง มากกว่า 50 ถึง 67 ครั้งละ 1 เม็ดครึ่ง วันละไม่เกิน 5 ครั้ง มากกว่
