อร่อยเอาเรื่อง
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศ วันที่ 5 ต.ค. ที่มิวเซียมสยาม เขตพระนคร กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของงาน Food Carnival “อร่อยเอาเรื่อง” เทศกาลอาหารแห่งปี ซึ่งร่วมจัดโดยเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ และสื่อเครือมติชน ปรากฏวันนี้อากาศปลอดโปร่ง แดดไม่ร้อน ลมพัดเย็นสบาย ทำให้บรรดาผู้คนสายฟู้ดดี้ ทั้งชาวไทยและต่างชาติ ทยอยมาเดินชม-ชิม-ช็อป ตั้งแต่ก่อนเที่ยง ร้านค้าทุกโซนได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก รวมถึงสินค้าทางการเกษตร และโซนการบินไทย พาวิเลียน มีผู้แวะเวียนมาชิมและจับจ่ายกันอย่างต่อเนื่อง สำหรับกิจกรรมวันสุดท้าย เริ่มเวลา 13.00–15.30 น. Workshop “สมูทตี้ 101 : จากแก้วสู่แบรนด์” คลาสเชิงปฏิบัติการที่ถ่ายทอดความรู้ตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ เทคนิคการทำ ไปจนถึงแนวทางต่อยอดสู่การสร้างแบรนด์สมูทตี้ ผู้เข้าร่วมจะได้ลงมือทดลองและชิมผลงานภายในคลาส วิทยากรโดย คุณซันนี่–วีรสรณ์ ลิ้มเจริญ, คุณไอซ์–จักรภัทร มุ่งจิตภิญโญ และคุณคิม–พงศ์กฤติ ลือกาญจนวนิช เจ้าของแบรนด์ WOOPS Smoothie ส่วนเวทีล้อมวงเล่า หัวข้อ เมื่อ “ทุน” เปลี่ยน “รสชาติ” เริ่มเวลา 13.00–15.30 น. เช่นเดียวกัน ซึ่งเวทีนี
เมื่อเวลา 16.00–17.00 น. วันที่ 5 ตุลาคม ที่ลานสนามหญ้า เวทีกลางในงาน Food Carnival “อร่อยเอาเรื่อง” ณ มิวเซียมสยาม เขตพระนคร กรุงเทพฯ ผู้เข้าชมต่างให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรม “รสชาติที่จับต้องได้” กันอย่างคึกคัก โดยในวันนี้มีการสาธิตเมนูประจำวัน คือ “ข้าวผัดผงกะหรี่กุ้ง” อาหารสร้างสรรค์ร่วมสมัย โดย เฮียจก โต๊ะเดียว เจ้าของร้านอาหารทะเลตำนานแห่งเยาวราช เฮียจก เชฟเทเบิลคนแรกๆ ของเมืองไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันกิจการร้าน “จกโต๊ะเดียว” ขยายเป็น 6 โต๊ะแล้ว คิวไม่ยาวเหมือนสมัยแรกๆ สำหรับเมนูสาธิต “ข้าวผัดผงกะหรี่กุ้ง” ได้แรงบันดาลใจมาตั้งแต่สมัยอายุ 40 ปี เมื่อครั้งเดินทางไปประเทศพม่าและได้ลิ้มรสข้าวผัดแบบท้องถิ่น จึงนำแนวคิดมาปรับดัดแปลงให้เข้ากับวัตถุดิบของไทย “ก่อนเปิดร้านอาหาร ผมค้าขายอาหารทะเลมาก่อน ทำให้ต้องเดินทางไปเสาะหาวัตถุดิบจากหลายประเทศ ทั้งพม่า บังกลาเทศ อินเดีย ปากีสถาน มาดากัสการ์ เพราะเมืองไทยมีทรัพยากรน้อยลง ปูและกุ้งดีๆ จึงมาอยู่ที่ร้านผม” เฮียจก เล่า สำหรับเคล็ดลับการทำข้าวผัดผงกะหรี่ เฮียจก เผยว่า ต้องใส่ใจจังหวะไฟ กระทะต้องร้อนพอดี เริ่มจากตีไข่จนสุก 70% แล้วใส่ข้าว ตามด้ว
เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ที่มิวเซียมสยาม เขตพระนคร กรุงเทพฯ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์และสื่อเครือมติชน ร่วมจัดงาน ”Food Carnival อร่อยเอาเรื่อง“ เทศกาลอาหารที่ดีที่สุด ชวนมาเปิดประสบการณ์ความอร่อย ทั้งกิน ฟัง เรียนรู้ และสร้างแรงบันดาลใจ ระหว่างวันที่ 3–5 ตุลาคมนี้ ตั้งแต่เวลา 12.00–21.00 น. ซึ่งวันนี้เป็นการจัดงานวันสุดท้าย เวลา 12.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศในงานเป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชนและนักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศ เข้ามาจับจ่ายซื้ออาหาร เครื่องดื่ม และของฝากกันอย่างเนืองแน่น นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้คนจำนวนมากเริ่ม จับจองพื้นที่ เพื่อเตรียมเข้าร่วมฟัง ‘ล้อมวงเล่า’ และกิจกรรม Workshop ซึ่งเป็นไฮไลต์ในช่วงบ่ายของงาน นอกจากนี้ ภายในงานยังได้ คัดสรร ร้านอาหาร ชื่อดัง กว่า 50 ร้าน มาให้ประชาชนได้ ลิ้มลองอย่างจุใจ ไม่ว่าจะเป็น ร้านเด็ดที่กำลังเป็นกระแสบนโซเชียล ร้านในตำนานที่ไม่เคยเผยโฉมนอกสถานที่ หรือร้านที่ได้รับรางวัลการันตีคุณภาพ ซึ่งทั้งหมดนี้ พร้อมใจกันมาจัดเต็มในงานเดียว ในการนี้ ที่บูธ ‘การบินไทย’ นายขรรค์ชัย บุนปาน ประธานบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน), น.ส.ปานบัว บุนปาน ประธานกรรมการ บริษัท
ผู้สื่อข่าวรายงาน วันที่ 4 ต.ค. ที่มิวเซียมสยาม เขตพระนคร กรุงเทพฯ เป็นวันที่ 2 ของงาน Food Carnival “อร่อยเอาเรื่อง” เทศกาลอาหารแห่งปี ซึ่งร่วมจัดโดยเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ และสื่อเครือมติชน ปรากฏฝนเทลงมาอย่างหนักตั้งแต่เช้า แต่พอเข้าช่วงบ่าย เริ่มมีผู้คนสายฟู้ดดี้ ทั้งชาวไทยและต่างชาติ หลายวัยทยอยมาเดินชม-ชิม-ช็อป กันหนาตาขึ้นเรื่อยๆ ร้านค้าทุกโซนได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก รวมถึงสินค้าทางการเกษตร และโซนการบินไทย พาวิเลียน ที่มีผู้แวะเวียนมาชิมและจับจ่ายกันอย่างต่อเนื่อง สำหรับ กิจกรรมวันเสาร์ที่ 4 ต.ค. เริ่มต้นที่บรรยากาศห้องเสวนาล้อมวงเล่า มีผู้สนใจร่วมกิจกรรมหนาตา เริ่มต้นได้ตามกำหนดเวลา 13.00–15.30 น. หัวข้อ “ราษฎรสร้าง(รส)ชาติ” วิทยากรโดย คุณชาติชาย มุกสง ทำหน้าที่พาผู้เข้าร่วม ย้อนกลับไปสู่ช่วงหลัง พ.ศ. 2475 กับการใช้ “อาหาร” เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างพลเมืองใหม่ เมนูพื้นฐานอย่างไข่เจียว ข้าวหน้าไก่ และนมหนึ่งแก้ว จึงไม่เพียงแต่เป็นอาหารประจำวัน แต่ยังสะท้อนบทบาทของรัฐในการสร้างชาติ และช่วงเวลา 16.00–17.00 น. ว่าด้วยเรื่องรสชาติจับต้องได้ มีการสาธิตเมนูป
เมื่อเวลา 16.00–17.00 น. วันที่ 4 ตุลาคม ที่ มิวเซียมสยาม เขตพระนคร กรุงเทพฯ ภายในงาน Food Carnival “อร่อยเอาเรื่อง” เทศกาลอาหารแห่งปี ซึ่งจัดโดย เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ และสื่อเครือมติชน ได้มีการสาธิตการปรุงเมนู “ผัดไทยในยุคหลัง 2475” โดย เชฟแมน–สราวุธ เนียรวิฑูรย์ เชฟผู้คร่ำหวอดในเวทีแข่งขันระดับประเทศ และปัจจุบันดำรงตำแหน่งอาจารย์สาขาศิลปะและเทคโนโลยีการประกอบอาหาร มหาวิทยาลัยรังสิต เชฟแมน กล่าวว่า “ผัดไทย” ถือเป็นเมนูคู่บ้านคู่เมืองที่สะท้อนบริบทสังคมไทยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ในยุคนั้น รัฐสนับสนุนให้คนไทยประกอบอาชีพด้วยการขายก๋วยเตี๋ยว ใช้วัตถุดิบง่ายๆ เช่น เส้นก๋วยเตี๋ยว เต้าหู้ กุ้งแห้ง ซีอิ๊ว และซอสมะขาม ซึ่งหาได้ไม่ยาก ราคาย่อมเยา และสอดแทรกโปรตีนจากทั้งสัตว์และพืช เมื่อกาลเวลาผ่านไป รสชาติผัดไทยปรับเปลี่ยนไปตามภูมิภาค บ้างหวานนำ บ้างเปรี้ยวหรือเค็ม แต่แก่นสำคัญยังคงอยู่ ขณะเดียวกันแนวคิด “การเพิ่มมูลค่า” ก็เข้ามามีบทบาท ไม่ว่าจะเปลี่ยนจากกุ้งแห้งตัวเล็กเป็นกุ้งแม่น้ำเผา หรือแม้แต่ยกระดับถึงล็อบสเตอร์ รวมถึงการเลือกใช้เต้าหู้ออร์แกนิก ถั่วงอกเด็ดหัวเด็ดหาง แล
ย่านนางเลิ้ง เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ นอกจากจะเป็นตลาดเก่าแก่กว่าร้อยปีที่ขึ้นชื่อด้านอาหารและขนมไทยแล้ว ยังมีร้านขนมถ้วยชื่อดังที่เป็นเสมือน “หมุดหมาย” ของนักชิมทั้งชาวไทยและต่างชาติ นั่นคือ “ขนมถ้วยตะไลมณฑา” ของหวานโบราณรสละมุน ที่สืบทอดสูตรชาววังต้นตำรับ 100 ปี ถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ทุกเช้าในตลาดนางเลิ้ง ร้านเล็กๆ แห่งนี้จะอบอวลด้วยกลิ่นหอมกะทิสดที่คั้นเอง ผสมความหวานหอมจากน้ำต้มใบเตยตามแบบฉบับสูตรดั้งเดิม เสิร์ฟมาในถ้วยตะไลเรียงราย สวยงามจนผู้ที่ผ่านไปมาต้องหยุดมอง คุณนก-จิราพรรณ คงเทียน ทายาทรุ่น 2 ในฐานะลูกสาวของ คุณมณฑา ปาลกวงศ์ ณ อยุธยา เล่าว่า เธอขายขนมถ้วยมา 40 กว่าปี ความสำเร็จของขนมถ้วยไม่ได้อยู่ที่ขั้นตอนการนึ่งเท่านั้น แต่เริ่มตั้งแต่การ “คัดเลือกมะพร้าว” ซึ่งต้อง “ไม่เอือน” หรือมีแต่น้ำไม่มีเนื้อ “ไม่จาว” หรือไม่มีงอกมะพร้าวในลูก และ “ไม่ร้าว” เพราะจะทำขนมให้มีกลิ่นหืน ทุกวันจึงต้องสั่งมะพร้าวสดจากเจ้าประจำในตลาดเทเวศร์ แม้ราคาจะสูงกว่าแหล่งอื่น แต่เพื่อคงคุณภาพและรสชาติ จึงไม่ยอมลดทอนมาตรฐาน ขนมถ้วยตะไลมณฑา จึงยังคงเอกลักษณ์คว
ร้านโขมงโฉงเฉง เจ้าของเรื่องราวนับจากนี้ เป็นร้านขาหมูติ่มซำ หมูสะเต๊ะ กาแฟโบราณ สไตล์ไทยจีน บรรยากาศย้อนยุค ที่มีการเล่าเรื่องราวของบ้านเกิด การเติบโต และความตั้งใจเสิร์ฟให้ลูกค้าด้วยคอนเซ็ปต์ “อร่อย คุ้มค่า บริการอบอุ่น” ในยุคนี้ที่เศรษฐกิจตกต่ำ เเต่ราคาอาหารกลับสูงขึ้นเรื่อยๆ ร้านแห่งนี้ ซึ่งตั้งอยู่ในย่านออฟฟิศ เข้าอกเข้าใจลูกค้ากลุ่มนี้เป็นอย่างดี จึงทำอาหารที่คุ้มค่า คุณภาพดี อร่อย สะอาด ราคาถูก อย่าง กาแฟ เริ่มต้นที่แก้วละ 8 บาท ซึ่งหายากเต็มทีแล้ว “ร้านเรามีข้าวขาหมูปริมาณอิ่มจุก ราคา 65 บาท พร้อมบริการที่อบอุ่น เอาใจใส่เหมือนคนในครอบครัว ทำให้ร้านที่เปิดมาได้เเค่ 5 เดือน สามารถครองใจลูกค้าในละแวก คนเเน่นร้านทุกวัน” คุณเจน-สมิทธานันท์ ธนาภิวงศ์ เจ้าของกิจการ บอกกับ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” อย่างนั้น ก่อนเล่าให้ฟังต่อว่า “จุดเริ่มต้นของร้านโขมงโฉงเฉง เกิดมาจากการที่ต้องการสานฝันวัยเด็ก ที่เกิดมาพร้อมกับร้านเรือนไม้ซึ่งเป็นสวนอาหารเล็กๆ ของคุณแม่ที่ ต.เทพราช จ.ฉะเชิงเทรา จำความได้ว่าคุณแม่ไปจ่ายตลาดทุกเช้า ส่วนหนูกับคุณพ่อนั่งรออยู่ที่ร้านกาแฟโบราณหน้าตลาด บรรยากาศตึกเก่าสีเ
“มีฤทธิ์ ฟู้ด ฮับ” เป็นร้านอาหารเล็กๆ ตั้งอยู่ในซอยแจ้งวัฒนะ 14 ถนนแจ้งวัฒนะ มีรูปแบบการบริการทั้งทานได้ที่ร้าน และ Ready to Go ส่วนเมนูประจำนั้นหลากหลาย ทั้ง เครื่องดื่ม อาหารคาว-หวาน มี เชฟนาย-มนัชญา กุลพงษ์วดี เป็นเจ้าของกิจการ ซึ่งเธอมีแนวคิดที่ว่า อาหารดีต้อง “มีฤทธิ์” ดีต่อใจและดีต่อกายไม่ต่างกัน “อาหารกระตุ้นภูมิ ไม่ใช่เพียงการเลือกวัตถุดิบที่มีคุณค่าเท่านั้น แต่คือการผสมผสานศาสตร์การปรุงอาหารแบบไทยกับความเข้าใจร่างกายในเชิงโภชนาการและสมดุลธรรมชาติ และถ้าเป็นคนแข็งแรงทั่วไป ไม่คิดว่าจะมีปัญหากับการกินอาหารที่ใช้สมุนไพรมาเป็นส่วนประกอบ แต่ถ้าเริ่มมีปัญหาสุขภาพ หรือว่ากินอะไรกับอาการที่เป็นอยู่ อยากแนะนำไว้เป็นตัวอย่าง เช่น กลุ่มคนที่ต้องทานยาเกี่ยวกับละลายลิ่มเลือด จริงๆ ขิง กับ กระเทียม เป็นสารดีต่อร่างกาย แต่ พืช 2 อย่างนี้ เป็นสมุนไพรที่มีสารทำให้เลือดแข็งตัวช้า ฉะนั้น คนที่มีอาการข้างต้น แนะนำอย่าทาน ขิง กระเทียม เยอะหรือบ่อยเกินไป เพื่อไม่ให้ไปตีกับยาที่ทานเป็นประจำ” “หรืออย่าง เกรปฟรุต ที่กำลังนิยม มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์อยู่เยอะ แต่นักโภชนาการ บอกว่ามีปัญหามากกับคนที่ต้องรับ
