อาชีพเกษตรกร
ปลูกกล้วยขายใบ ทำเงินให้ชาวบ้านเริ่มต้น 600-700 บ./วัน ที่หมู่ 4 บ้านสงาว ตำบลห้วยพิชัย อำเภอปากชม จังหวัดเลย เป็นหมู่บ้านทำการเกษตร และประมงจับปลาตามลำแม่น้ำโขง พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบเชิงเขา และอยู่ติดกับแม่น้ำโขง ส่วนใหญ่ชาวบ้านจะปลูกกล้วยน้ำหว้า ปลูกตามเชิงเขา และที่ราบ ปลูกกล้วยแต่ไม่ขายกล้วย ตัดแต่ใบตองกล้วยขายกันทั้งหมู่บ้าน สร้างรายได้แต่ละครอบครัวถึงวันละ 600-700 บาท ส่งลูกเรียนจบถึงปริญญาตรี มีพ่อค้ามารับถึงในบ้าน นางพัฒนรินทร์ แก้วเศรษฐี ชาวบ้าน หมู่ 4 บ้านสง่าว เผยว่า ตนมีอาชีพทำการเกษตร ถึงฤดูทำนาก็ทำนา แต่ว่างจากการทำนาก็ปลูกกล้วยน้ำหว้า จำนวนหลายพันต้น ส่วนใหญ่ชาวบ้านสง่าว จะหันมาปลูกกล้วยกันทั้งหมู่บ้าน และสร้างได้รายเข้าครอบครัวทุกวัน จากการขายใบกล้วย ซึ่งมีราคาแน่นอนกว่าตัดขายได้ทุกวัน ตลาดมีความต้องการมาก มีเท่าไรพ่อค้ารับซื้อหมด เนื่องจากว่า บ้านสงาว เป็นทางผ่านจากจังหวัดเลยไปจังหวัดหนองคาย และอุดรธานี ซึ่ง 2 จังหวัด มีคนทำอาชีพ ทำแหนม ทำหมูยอ และเป็นของฝากที่ขึ้นชื่อของภาคอีสาน จึงต้องการใบตองกล้วย เพื่อห่อแหนมและหมูยอ เป็นจำนวนมาก “โชคดีของชาวบ้านสงาว ที่มีภูมิล
มะเขือพวง เป็นพืชตระกูลมะเขือ มีถิ่นกำเนิดในแถบรัฐฟลอริดา, หมู่เกาะเวสต์ อินดีส์, เม็กซิโก จนถึงอเมริกากลาง และทวีปอเมริกาใต้แถบประเทศบราซิล เป็นวัชพืชขึ้นกระจัดกระจายเกือบทั่วเขตร้อน โดยทั่วไปสำหรับครัวไทย มะเขือพวง มักใช้เป็นวัตถุในการปรุงอาหารหลากหลายแบบ อย่างเช่น ใช้ตำผสมลงในน้ำพริกหลายชนิดไม่ว่าจะเป็น น้ำพริกกะปิ น้ำพริกขี้กา ใช้ใส่ในแกง เช่น แกงเผ็ด แกงเขียวหวาน แกงป่า แกงอ่อม ซุบ กินดิบเป็นผักจิ้ม หรือกินสุกโดยการเผา ปิ้ง หรือย่าง แถมยังช่วยให้เจริญอาหาร รับประทานอาหารได้มากยิ่งขึ้น สวนมะเขือพวงของคุณศิริพร กุศล (คุณดำ) และคุณพยุง กันญา (คุณยุง) ตั้งอยู่ที่คลองเสือ จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นสวนที่ปลูกมะเขือพวงส่งเข้าโรงงานไปยังตลาดต่างประเทศและส่งขายไปยังตลาดต่างๆ ทั่วประเทศ ลาออกจากงานประจำ หันทำเกษตร อาชีพของตนเอง คุณศิริพร เริ่มต้นเล่าให้ฟังถึงการหันมายึดอาชีพเป็นเกษตรกรว่า เดิมก็ทำงานเป็นพนักงานประจำ ในตำแหน่งพนักงานขาย ของบริษัทต่างชาติมากว่า 20 ปี ซึ่งได้เงินเดือนมากถึงเดือนละแสนบาท ก่อนจะมีความคิดอยากลาออกจากงานที่ทำก็เพราะมีความคิดว่าในบันปลายชีวิตอยากมีงานอะไรที่ทำ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมชาย ก่งเซ่ง อายุ 41 ปี เกษตรกรในพื้นที่หมู่ที่ 8 ต.ท่าหิน อ.สทิงพระ จ.สงขลา เปิดเผยว่า ปลูกผักสลัดระบบไฮโดรโปนิกส์ไร้ดิน ทั้งกรีนโอ๊คและเรดโอ๊ค 20 แปลง ซึ่งผักทั้ง 2 ชนิดมีเอเยนต์รับซื้อและตลาดรองรับไม่อั้น ส่งขายทั้งตามท้องตลาดและในห้างสรรพสินค้าทั้งใน อ.เมืองสงขลา และ อ.หาดใหญ่ เพื่อนำไปประกอบอาหารและทำสลัดเกลียว ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมอยู่ในขณะนี้ “การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ ใช้เวลาปลูกตั้งแต่ลงแปลงจนเก็บขายได้ 30 วัน แต่ละแปลงมีขนาด 2.00 x 4.00 เมตร สามารถปลูกผักสลัดได้ 200 ต้น และใช้วีปลูกแบบหมุนเวียนกัน โดยจะลงมือปลูกอาทิตย์ละ 4 แปลง เพื่อให้สามารถเก็บขายได้ต่อเนื่องทุกอาทิตย์และไม่ขาดช่วง สามารถเก็บผักขายได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี สร้างรายได้เฉลี่ยต่อเดือนประมาณเดือนละ 35,000 – 40,000 บาท” นายสมชาย เปิดเผยว่า เตรียมขยายพื้นที่แปลงปลูกเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับออร์เดอร์ที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ที่มีอยู่ขณะนี้ยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด สำหรับราคาของผักสลัดทั้งกรีนโอ๊คและเรดโอ๊ค ถือว่าอยู่ในระดับที่ดีราคาไม่ตก ราคาขายส่งอยู่ที่ กก.ละ 80 บาท ขายปลีก กก.ละ 100 บาท
คุณโสภา สุขแสนโชติ จากข้าราชการเปลี่ยนอาชีพเป็นเกษตรกร ผลิตผักเชียงดาส่งตลาด รายได้อย่างต่ำเดือนละหมื่น คุณโสภา สุขแสนโชติ หรือ พี่ต้อย ของน้องๆ ลาออกจากราชการ หันมาประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำหลายอย่าง และหนึ่งในนั้นคือ ผักเชียงดา พี่ต้อยเล่าให้เราฟังว่า จบการศึกษาทางด้านการเกษตรจากเกษตรน่าน รุ่นที่ 36 ก็เข้ารับราชการจนเมื่อ ปี 2556 ก็ตัดสินใจอำลาชีวิตราชการ มาทำการเกษตรร่วมกับครอบครัวทั้งสามีและลูกชาย โดยพี่ต้อยช่วยงานทุกคนมาตลอด จนเมื่อไม่นานมานี้จึงเริ่มผลิตผักเชียงดาอย่างจริงจัง เมื่อช่วงต้นปี 2554 ได้นำผักเชียงดามาปลูกไว้ 2 ต้น ตายไป 1 ต้น โดยซื้อมาจากตลาดคำเที่ยง จังหวัดเชียงใหม่ เหตุที่นำผักเชียงดามาปลูกหลังบ้านก็เพราะชอบกินแกงผักเชียงดามาตั้งแต่เล็กๆ ถูกปลูกฝังให้กินผักพื้นบ้านทุกชนิด ที่บ้านเกิดบ้านป่าซาง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย คุณพ่อ คุณแม่ ได้ปลูกไว้ 4-5 ต้น ตอนเด็กๆ คุณแม่ใช้ให้ไปเก็บผักเชียงดามาประกอบอาหารอยู่เป็นประจำ เช่น แกงใส่ปลาแห้ง ใส่แกงแค เอามาผัดไข่ ลวกกินกับน้ำพริก และตำมะม่วง ทุกคนในครอบครัวจะชื่นชอบมากๆ ผักเชียงดายิ่งเด็ดยอดก็จะยิ่งแตกยอดอย่างรวดเร็ว ญาติๆ และ
นายจิระวัฒน์ ภักดี ประธานกลุ่มพืชผักปลอดสารพิษ หมู่ 6 ต.ปากแตระ อ.ระโนด จ.สงขลาเปิดเผยว่าตนได้รวบรวมสมาชิกซึ่งเป็นเกษตรกรชาวนาข้าว และเกษตรกรชาวนากุ้ง 35 คน เข้าโครงการปลูกกล้วยหอมทองปลอดสารพิษเพื่อการส่งออก โดยมีการทำสัญญารองรับกับทางบริษัท แพน แปซิฟิค ฟู้ด คอร์ปอเรชั่น จำกัด จากประเทศญี่ปุ่น ก่อนที่จะลงมือปลูก โดยมีออเดอร์รับซื้อกล้วยหอมทอง สัปดาห์ละ 100 ตัน เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการมีความมั่นใจ เนื่องจากมีตลาดรองรับผลผลิตกล้วยเกรด A ทั้งหมด บริษัทที่รับซื้อกล้วยหอมทองพอใจ รับไม่อั้น เกษตรกรชาวสวนเก็บเกี่ยวผลผลิตส่งออกไปประเทศญี่ปุ่นสัปดาห์ละ 1ครั้ง นายทรงพล สวาสดิ์ธรรม ผู้ว่าราชการจ.สงขลาเปิดเผยว่าโครงการปลูกกล้วยหอมทอง ม.1 ต.ปากแตระ อ.ระโนด จังหวัดสนับสนุนหน่อพันธ์กล้วยหอมทองแก่ เกษตรกร 35 ราย รายละ 2 ไร่ ไร่ละ 400 หน่อ 14,000 หน่อ เป็นเงิน 238,000 บาท เพื่อส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น ซึ่งกล้วยหอมทอง เป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมาก เนื่องจากผลสวย รสชาติดี และตลาดในประเทศญี่ปุ่น มีความต้องการสูง เป็นการส่งเสริมอาชีพ “กล้วยหอมทองกำลังเป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ของจังหวัด เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร
ปกติคนที่มีอาชีพทำนา ซึ่งหมายถึงการปลูกข้าวมักจะจน ทว่า สำหรับ คุณนิทัศน์ เจริญธรรมรักษา กลับร่ำรวย จากการปลูกข้าว เพียงแต่การปลูกข้าวของเขาไม่ได้ปลูกเพื่อนำมากิน หรือขายให้คนอื่นกิน แต่เขาปลูกข้าวเพื่อต้องการเอาเมล็ดข้าวมาทำพันธุ์ นาข้าวของเขาอยู่บนพื้นที่ 80 ไร่ ตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี มีชื่อเป็นทางการว่าเมล็ดพันธุ์ข้าวเฮียใช้ เฮียใช้คือชื่อของผู้เป็นพ่อ ปัจจุบันพันธุ์ข้าวเฮียใช้ได้ส่งจำหน่ายผ่านตัวแทนเกือบทั่วประเทศ ผมมีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมการผลิตพันธุ์ข้าวถึงที่ คุณนิทัศน์ได้กรุณาพาผมไปชมขบวนการผลิตทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเตรียมเมล็ดพันธุ์ที่จะปลูกขยายพันธุ์การเพาะต้นกล้า การเตรียมนาที่จะเอาต้นกล้าลงปักดำ การเตรียมดินและปุ๋ย ทุกอย่างใช้เครื่องจักรทันสมัย อธิบายให้ละเอียดยากว่าทำกันอย่างไร การปักดำก็ใช้รถ โดยไม่ต้องใช้คนลงไปดำทำนาเหมือนชาวนาทั่วไป ถึงแม้ตอนที่ผมไปดูงานที่นี่ ข้าวยังเป็นต้นเล็กๆ ยังไม่ออกรวง แต่ได้ดูจากภาพ จึงได้รู้ว่ามีรถทันสมัยเก็บเกี่ยวข้าวด้วย พอเก็บข้าวได้แล้วก็จะมีห้องเก็บผลผลิต ก่อนนำข้าวทุกเมล็ดมาตากมาบรรจุถุงขาย ถ
