อาชีพเกษตรกรรม
อากาศร้อนจัด ธุรกิจร้อนตาม แรงงาน ค่าไฟพุ่ง ของขึ้นราคา ช่วงนี้หลายพื้นที่ในประเทศไทยเผชิญกับ “สภาพอากาศร้อนจัด” อุณหภูมิพุ่งสูงถึง 40 องศาเซลเซียส ทำให้ใครหลายคนไม่อยากออกมาทำกิจกรรมนอกบ้านกันเลยทีเดียว ซึ่งอุณหภูมิที่สูงขึ้นไม่เพียงแต่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตหรือสุขภาพเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน โดยเฉพาะธุรกิจหรือผู้ที่ประกอบอาชีพกลางแจ้ง เช่น มอเตอร์ไซค์รับจ้าง-พนักงานรับส่งอาหาร พนักงานทำความสะอาดถนน คนงานก่อสร้าง พ่อค้า-แม่ค้า และเกษตรกร ฯลฯ ทั้งหมดที่กล่าวมามีความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาทางสุขภาพได้มากกว่ากลุ่มอื่น อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ทำให้ของขึ้นราคา เช่น ไข่ไก่แพงขึ้น, ค่าไฟที่สูงขึ้น เป็นต้น ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ อุณหภูมิที่สูงขึ้น ส่งผลกระทบในทางลบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม ไม่ว่าจะเป็นภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และภาคแรงงาน เนื่องจากสภาวะการทำงานที่ยากลำบากขึ้น ทำให้อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจได้รับผลกระทบไปด้วยนั่นเอง ผลกระทบทางด้านเกษตรกรรม การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ ส่งผลต่อความเสียหายของพื้นที่เกษตรอย่างชัดเจน เห็นได้จากที่ผ่านมาว่า แต่ละปีเกิดภัยแล้ง ทำให้ผลผล
กลุ่มบริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KTIS Group ก่อตั้งโดย คุณจรูญ และ คุณหทัย ศิริวิริยะกุลเดิม KTIS เป็นที่รู้จักกันในนาม กลุ่มน้ำตาลไทยเอกลักษณ์ ผู้กระจายสินค้าน้ำตาล ก่อนจะพัฒนาและก้าวเข้าสู่การเป็นผู้ผลิตน้ำตาลในเวลาต่อมา และขยายธุรกิจมาอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบัน กลุ่ม KTIS ได้กลายเป็นกลุ่มบริษัทผลิตและจัดจำหน่ายน้ำตาลและผลพลอยได้จากน้ำตาลอย่างครบวงจร โดยมี บริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทแม่ ที่ดำเนินธุรกิจในเครือ อันประกอบด้วย โรงงานน้ำตาล, ธุรกิจ Bio Product และ Bio Energy ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการผลิตน้ำตาล แม้จะขยายธุรกิจไปสู่ตลาดอุตสาหกรรมอื่นๆ แต่นโยบายสำคัญที่สุดของ KTIS คือ “ชาวไร่อ้อยมั่งคั่ง กลุ่ม KTIS มั่นคง“ คุณป่าน– ภูมิรัฐ หวังปรีดาเลิศกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายไร่ กลุ่มบริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) วัย 26 ปี เล่าให้ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ว่า KTIS เป็นโรงงานผลิตและจัดจำหน่ายน้ำตาล และผลพลอยได้จากน้ำตาล อย่างเยื่อกระ
กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตผักผลไม้ปลอดสารพิษเพื่อส่งออกอำเภอดำเนินสะดวก…มีวิธีการ ชมพู่เป็นผลไม้เมืองร้อน จากอินเดียที่เข้ามาเติบโตแพร่หลายในเมืองไทยนานแล้ว ปัจจุบันต้นชมพู่ที่ปลูกในประเทศไทย จะออกดอก 2 รุ่นใหญ่ ดอกรุ่นแรกจะผลิบานช่วงเดือนธันวาคม –มกราคม เก็บผลผลิตออกขายได้ในเดือน กุมภาพันธ์- มีนาคม ถือเป็นฤดูผลผลิตประจำปี ของ ชมพู่ที่ปลูกในเมืองไทย เนื่องจากมีผลผลิตเข้าสู่ตลาดจำนวนมาก ชมพู่มีราคาถูก ส่วนดอกรุ่น 2 อยู่ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ เก็บผลผลิตได้ในเดือนเมษายน – พฤษภาคม หาก เกษตรกรรรายใด อยากขายผลผลิตให้ได้ราคาแพง ต้องผลิต ชมพู่ทะวายนอกฤดู ให้มีผลผลิตเข้าสู่ตลาดช่วงเดือนกรกฎาคม-ตุลาคม หากตั้งขายผลผลิตได้ในราคาสูง ควรวางแผนให้มีผลผลิตเข้าตลาดในช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม เพราะเป็นระยะที่ชมพู่ทะวายมีผลผลิตน้อย ก็จะมีโอกาสฟันกำไรก้อนโตจากขายชมพู่นอกฤดู สำหรับเกษตรกรที่สนใจอยากผลิต ชมพู่ทะวายนอกฤดู ขอแนะนำเทคนิคการดูแลจัดการสวนชมพู่ทะวาย ของ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตผัก ผลไม้ปลอดสารพิษเพื่อส่งออกอำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรีไปทดลองใช้กัน กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตผัก ผลไม้ปลอ
กระแสคนรุ่นใหม่หันมาสนใจเกษตรกันเพิ่มมากขึ้น หลายคนหันกลับไปสานต่อพื้นที่ เกษตรของครอบครัว ต่อยอดให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น เกิดการทำเกษตรแบบผสมผสาน แปรรูปและหาวิธีที่ จะช่วยลดต้นทุนในการผลิต และเห็นความสำคัญในเรื่องของสุขภาพทั้งเกษตรกรผู้ทำเองและผู้บริโภคด้วย จะเห็นไอเดียการทำสวนผักกลางกรุง การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ สวนผักดาดฟ้า สวนผักบนคอนโดฯต่างๆ หรืออีกหลากหลายไอเดียของเกษตรกรรุ่นใหม่ ที่มีความต้องการใช้พื้นที่ที่มี อย่างสร้างสรรค์และคุ้มค่า รู้จักเกษตร ตั้งแต่จำความได้ ทำเกษตรอินทรีย์ หัวใจหลัก “ครบวงจร” คุณศศิธร จุ้ยนาม วัย 38 ปี เจ้าของฟาร์มลุงเครา รุ่นที่ 2 เล่าในฟังว่า “รู้จัก อาชีพเกษตรกรรม มาตั้งแต่จำความได้ คลุกคลีกับสภาพแวดล้อมการทำเกษตรมาตลอด เนื่องจาก ครอบครัวยึดอาชีพเกษตรกรรม เริ่มทำเกษตรกันตั้งแต่ประมาณปี 2520 ซึ่งตอนนั้นพื้นที่ตรงนี้ยังเป็น ป่าอยู่เลย บนพื้นที่ 25 ไร่ของฟาร์มลุงเครา ผ่านการพัฒนาและปลูกพืชผล ทางการเกษตรที่หลาก หลาย เป็นการปลูกพืชหมุนเวียน และพืชกระแสที่สามารถปลูกเพื่อสร้างรายได้ เลี้ยงครอบครัวได้ ตั้งแต่เด็กจำความได้ ช่วยพ่อแม่ทำการเกษตรมาตลอด จนตอนนี้เรียนจบปร
