ฮีลใจ
ในยุคที่สังคมวัดค่ากันด้วยยอดไลก์และการโพสต์ชีวิตที่สวยหรูลงโซเชียลมีเดีย เรามักจะเห็นผู้คนมากมายพยายามประโคมของแบรนด์เนม ขับรถหรู หรือกินหรูอยู่สบาย ทั้งที่เบื้องหลังหน้าจออาจจะต้องแบกรับภาระหนี้สินจนนอนไม่หลับ หลายคนรู้สึกอาจจะเคย “อาย” เวลาที่ต้องประหยัด ทำงานหนัก หรือขวนขวายหาเงินเพิ่ม ราวกับว่าการตั้งใจทำมาหากินคือสัญญาณของ “คนไม่มีเงิน” แต่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่เราควรอายมากที่สุด ไม่ใช่การก้มหน้าก้มตาทำงานหาเงิน แต่คือ “การทำเหมือนมีเงิน ทั้งที่ไม่มีอะไรเป็นของตัวเองเลยสักอย่าง” การตั้งใจหาเงินคือเรื่องน่ายกย่อง การตั้งใจหาเงิน หาอาชีพเสริม หรือขวนขวายสร้างรายได้ด้วยน้ำพักน้ำแรง ไม่ใช่เรื่องน่าอายเลยแม้แต่น้อย มันคือความรับผิดชอบต่อตัวเองและครอบครัว เป็นวุฒิภาวะของผู้ใหญ่ที่รู้ว่าชีวิตจริงขับเคลื่อนด้วยปัจจัยพื้นฐาน ไม่ใช่คำชมของคนอื่น หนังสือการเงินระดับโลกอย่าง The Psychology of Money โดย Morgan Housel ได้อธิบายไว้ว่า ความมั่งคั่งที่แท้จริง คือสิ่งที่คุณมองไม่เห็น มันไม่ใช่รถหรูที่คุณขับ ไม่ใช่นาฬิกาเรือนแพงที่คุณใส่ แต่มันคือเงินในบัญชีที่ไม่ได้ถูกใช้จ่ายออกไป
บทความโดย สุภัทรา “เขาว่าฝนมันทำให้คนเหงา หรือเพราะฟ้าที่มองช่างว่างเปล่า ความอ้างว้างมันเกิดจากลมหนาว หรือดาวที่มองดูอ่อนแรง” เคยไหม วันที่ฟ้าครึ้มติดกันหลายวัน ฝนตกพรำจนแสงแดดหายไปจากชีวิต แล้วอยู่ ๆ เราก็รู้สึกเหนื่อยโดยไม่มีเหตุผล ง่วงทั้งวัน ไม่อยากเจอใคร งานที่เคยทำได้สบาย ๆ กลับหนักอึ้ง หรือจะในวันที่ลมหนาวพัดผ่านมา ความอ้างว้างในใจก็เพิ่มขึ้น มีคนที่อารมณ์เปลี่ยนไปตามฤดูกาลเช่นนี้อยู่จริง และไม่ได้เป็นแค่ความขี้เกียจ แต่ในทางการแพทย์เรียกอาการนี้ว่า Seasonal Affective Disorder หรือ SAD ภาวะซึมเศร้าชนิดหนึ่งที่สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล SAD คืออะไร SAD คือภาวะซึมเศร้าที่มีรูปแบบซ้ำตามฤดูกาล เริ่มและหายไปในช่วงเวลาใกล้เคียงกันทุกปี อาการมักกินเวลาราว 4-5 เดือนต่อปี แบ่งออกได้เป็น 2 รูปแบบหลัก 1. แบบฤดูหนาว (Winter-pattern SAD) พบได้บ่อยที่สุด อาการเริ่มช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงถึงต้นฤดูหนาว และค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึง 2. แบบฤดูร้อน (Summer-pattern SAD) พบน้อยกว่า อาการเริ่มปลายฤดูใบไม้ผลิถึงต้นฤดูร้อน แต่ SAD จะแตกต่างจาก “holiday blues” หรือความเศร้า-เครียดจากเทศกา
เคยไหม…เวลาเลื่อนฟีดบนโซเชียลมีเดีย แล้วพบว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันได้เลื่อนตำแหน่ง หรือประสบความสำเร็จครั้งใหญ่ในชีวิต แต่พอหันกลับมามองตัวเองที่ยังนั่งแก้ปัญหาหรือยังวุ่นวายกับเรื่องบางเรื่องอยู่ที่เดิม จนบางครั้งทำให้เกิดคำถามบั่นทอนจิตใจลอยเข้ามาในหัวทันทีว่า “ทำไมเรายังอยู่ที่เดิม” หรือจริงๆ แล้วเราไม่ได้เก่งพอ ความกดดันจากการเปรียบเทียบในสายอาชีพเป็นบาดแผลเงียบๆ ที่คนทำงานยุคนี้ต้องแบกรับโดยไม่รู้ตัว มันค่อยๆ บั่นทอนพลังใจ จนทำให้งานตรงหน้าที่เคยทำได้ดี กลายเป็นเรื่องน่าอึดอัดและไร้ความหมาย ทำไมเราถึงหยุดเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นไม่ได้? ทฤษฎีการเปรียบเทียบทางสังคมของ Leon Festinger อธิบายว่า มนุษย์เรามีแนวโน้มประเมินคุณค่า ความสำเร็จ และความก้าวหน้าของตัวเองโดยวัดจาก “คนรอบข้าง” ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมรุ่น มหาวิทยาลัยเดียวกัน หรือคนที่เริ่มทำงานพร้อมกัน เมื่อเราเห็นเพื่อนก้าวหน้า สมองจะตีความว่าเรากำลังตกอยู่ในสภาวะล้าหลัง หรือ Upward Social Comparison จนเกิดเป็นความกังวลและความกลัว สิ่งนี้ถูกกระตุ้นให้รุนแรงขึ้นในยุคดิจิทัล จากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่เปรียบเสมือนพื้นที่จัดแสด
OnDemand ผู้นำด้านการแนะแนวการศึกษาในเครือ LEARN Corporation จัดกิจกรรม “ฮีลใจ” หลังสอบ เพื่อดูแลผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายในช่วงเวลาที่ต้องเผชิญทั้งความกดดันและความไม่มั่นใจ ให้ได้ตั้งหลักและก้าวต่อไปอย่างมีทิศทาง สะท้อนบทบาทของ OnDemand ในการพัฒนาระบบสนับสนุนผู้เรียนแบบต่อเนื่องที่ยืนระยะมากว่า 20 ปี หลังการสอบ TPAT1 ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา OnDemand ตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสภาวะทางอารมณ์ในช่วงหลังสอบ จึงจัดกิจกรรมดูแลนักเรียน “สอบเสร็จ… ไปเดทกับพี่ออน” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเปลี่ยนผ่านความเครียดสะสมให้กลายเป็นพลังในการวางแผนอนาคต และแทนคำขอบคุณที่ให้ OnDemand ได้ร่วมเดินเคียงข้างในทุกความฝัน โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 150 คน ผ่านกิจกรรมที่ออกแบบอย่างเป็นระบบ ได้แก่ นางสาวณัฐฐาพร กอวรกุล (ซ้าย) นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา หนึ่งในผู้ร่วมกิจกรรมกล่าวว่า “ก่อนมางานยังรู้สึกกังวลมากค่ะ เพราะหลังสอบจะคิดวนตลอดว่าทำได้ดีพอหรือยัง แต่พอได้ร่วมกิจกรรมและมีทีมงานคอยดูแลตั้งแต่บริเวณสนามสอบ ทำให้รู้สึกว่าไม่ได้ต้องรับมือกับความกดดันคนเดียว
