เชียงใหม่
สบายใจ ไม่รวย แต่พอกิน! คนรุ่นใหม่ทำเกษตร ปลูกผักสลัดบนดอย มีรายได้หลักหมื่น แถมได้ดูแลพ่อแม่ “ถามว่ามีความสุขไหม ทำเกษตรแรกๆ คือร้องไห้เลย มือแตก มือลอก รู้สึกว่า “กูปิ๊กมาอะหยังวะ” ท้อมาก แม่ก็ไล่กลับไปอยู่เวียง (เชียงใหม่) แต่เรารู้สึกว่าไม่สนุก เลยกลับมาสู้ต่อ เพราะทำเกษตรสบายใจกว่า ไม่ต้องแข่งกับใคร แข่งกับตัวเองพอ ขยันมากก็ได้มาก และได้กลับมาอยู่กับพ่อแม่ด้วย” คำบอกเล่าจาก คุณกระแต-วนิดา สุขกำแหง สาววัย 27 ปี เธอเติบโตมาในครอบครัวชาวสวนลำไย จึงซึมซับวิถีเกษตรมาตั้งแต่เด็ก อีกทั้งเมื่อได้ลองทำงานประจำ แต่ไม่ตรงใจ การกลับมาทำเกษตร อาชีพดั้งเดิมของพ่อแม่ จึงเป็นความตั้งใจจริง นำมาสู่การสร้างรายได้ต่อเดือนที่มั่นคงจากผักสลัด ที่เริ่มจากปลูกเล็กๆ ในสวนลำไย สู่การเช่าพื้นที่บนดอยเพิ่มผลผลิต งานประจำไม่ใช่ทาง คุณกระแต เล่าให้ฟังว่า เธอไม่มีทุนเรียนต่อปริญญาตรี หลังจบ ปวส. ด้านอุตสาหกรรมการเกษตร ที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเชียงใหม่ จึงหยุดเรียนเพื่อหาทุนศึกษาต่อ โดยเลือกทำงานประจำ เป็นบาริสต้า เปิดร้านกาแฟ และเป็นบาร์เทนเดอร์ ใช้ชีวิตเป็นมนุษย์เงินเดือนนาน 2 ปี
“เชฟน้าๆ ที่นิวซีแลนด์มักสอนเราเสมอว่า ถ้าเราทำดี ทำอร่อย และซื่อสัตย์ ยังไงลูกค้าก็กลับมา” นี่คือจุดเริ่มต้นและหัวใจสำคัญของ Feed Boy Burger ร้านเบอร์เกอร์โฮมเมดที่เกิดจากแรงบันดาลใจของคุณเฟิร์น-พิมพิศา สมเกตุ อายุ 30 ปี และแฟนหนุ่ม หลังจากตัดสินใจโบกมือลาชีวิตคนทำร้านอาหารที่นิวซีแลนด์ กลับมาสานฝันสร้างธุรกิจร่วมกันที่ประเทศไทย แม้ที่บ้านคุณเฟิร์นจะมีธุรกิจวัสดุก่อสร้างอยู่แล้ว แต่ด้วยความตั้งใจที่อยากทำธุรกิจของตัวเอง จึงเลือกหยิบประสบการณ์ด้านอาหารมาต่อยอด โจทย์คือต้องเป็นเมนูที่คนไทยคุ้นเคยแต่มีช่องว่างให้เล่น ซึ่งคำตอบมาจบที่ “เบอร์เกอร์” “เรามองว่าในไทยอาหารไทยเยอะมาก และเราอาจไม่ได้เก่งเท่าคนที่เขาทำมานาน เลยเลือกขายเบอร์เกอร์เพราะเริ่มง่ายและลงทุนไม่สูงเกินไป” เธอกล่าว คุณเฟิร์นใช้เงินลงทุนก้อนแรกประมาณ 2 แสนบาท โดยอาศัยธุรกิจที่บ้านเพื่อซื้อวัสดุตกแต่งในราคาต้นทุน ทำให้ประหยัดค่าโครงสร้างร้านไปได้มาก งบส่วนใหญ่จึงทุ่มไปกับอุปกรณ์ ทั้งเตาย่าง เครื่องปั้นแป้ง และเครื่องฟรีซ เพื่อคงมาตรฐานโฮมเมดแท้ๆ โดยเลือกเช่าพื้นที่ครัวหลังคาเฟ่ของรุ่นพี่ เน้นรูปแบบ Grab & Go เป็นหล
จากฟรีแลนซ์สายโปรดักชัน ที่ทำเองทุกอย่างตั้งแต่ครีเอทีฟ ถ่ายทำ และตัดต่อ สู่การผันตัวมาเป็นแม่ค้าก๋วยเตี๋ยวไก่ ที่ขายเพียงชามละ 25 บาท วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาไปพูดคุยกับ คุณซอมพอ-ปาลิตา ชาลีพจน์ เจ้าของร้าน “ความลับของก๋วยเตี๋ยว” ร้านก๋วยเตี๋ยวไก่เทสต์ดี ในเชียงใหม่ ที่หากใครเคยไถฟีดในติ๊กต็อกอาจจะเคยเห็นคลิปเท่ๆ ที่มีควันก๋วยเตี๋ยวลอยอยู่ ประกอบกับเพลงสุดเพราะที่ช่วยเพิ่มดาเมจความเทสต์ดีของคลิป โดยเป็นร้านที่เกิดจากความชอบและมีการพัฒนาสูตรจนถูกปาก ต่อมาได้สร้างคอนเทนต์สุดครีเอทีฟ ด้วยการตั้งกล้องถ่ายและเซตติ้ง ร้านก๋วยเตี๋ยวไก่ เป็นเหมือนคลับดีเจ ที่เมิกซ์เพลงเทสต์ดี ดึงดูดความน่าสนใจและความต่างจากร้านก๋วยเตี๋ยวทั่วไป จนสามารถสร้างยอดขายพุ่งเกิน 400 ถ้วยต่อวัน จากงานโปรดักชันสู่แม่ค้าก๋วยเตี๋ยวไก่ แม้ว่าเธอจะเรียนจบนิเทศศาสตร์ สาขาการแสดง แต่งานที่ทำนั้นจะเกี่ยวกับด้านโปรดักชัน ที่เป็น One Man Production ทำทุกอย่างด้วยตัวเองทั้งหมด ตั้งแต่ครีเอทีฟ ถ่ายทำ ไปจนถึงตัดต่อ “จุดเริ่มต้นจากอยากเปลี่ยนงาน พอทำงานโปรดักชันมาพักใหญ่ ก็รู้สึกว่าเราคงไม่สามารถทำงานนี้ไปได้ตลอ
เมนูฮอตฮิตติดหูจริงๆ คือ ต้มยำกุ้งและผัดไทย พูดไปคนรู้เลยว่านี่คือเมนูจากประเทศไทย เชฟวินหวังว่า สักวันหนึ่ง “ข้าวซอย” จะได้มีโอกาสเป็นเหมือนต้มยำกุ้งและผัดไทย ที่แค่ได้ยินชื่อข้าวซอย ก็รู้ทันทีเลยว่ามาจากประเทศไทย ความฝันที่เต็มเปี่ยมไปด้วยแรงผลักดันของเชฟหนุ่มไฟแรง ที่อยากจะพาร้าน Khao-Sō-i ข้าวโซอิ ของตนเองมาเปิดขายในที่แห่งนี้ แล้วในที่สุด เขาก็ทำได้ Khao-Sō-i ข้าวโซอิ ร้านดังจากเชียงใหม่ ที่นำเสนอเมนูข้าวซอยในรูปแบบใหม่ ผสมผสานวัฒนธรรมอาหารไทยและญี่ปุ่นเข้าด้วยกัน จนกลายเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน พร้อมคอนเซ็ปต์ที่เจ้าของร้านอย่างเชฟวิน ได้กล่าวเอาไว้ว่า “อยากจะพาข้าวซอยไทยไปไกลถึงเวทีโลกให้ได้” เชฟวิน ศรีนวกุล เชฟนักธุรกิจ ได้นั่งพูดคุยพร้อมบอกถึงที่มาของการตัดสินใจมาเปิดสาขาที่สยามพารากอนว่า ปกติมาหาทานข้าวที่สยามพารากอนอยู่บ่อยๆ แล้วคิดว่า สักวันหนึ่งอยากจะพาร้านข้าวโซอิมาเจิดจรัสที่แห่งนี้อย่างเขาบ้าง ในช่วงแรกยังเกิดความกังวล ด้วยที่มาจากต่างจังหวัด ยังไม่เข้าใจในเรื่องของค่าเช่าที่เท่าไหร่นัก เลยตัดสินใจเปิดเป็น Stand Alone ก่อน เมื่อทุกอย่างพร้อม จึงเดิน
สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเปรูจัดงาน Peru–Lanna Nights จัดฉลองครบรอบ 60 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–เปรู โดยมี มิสซีซิเลีย กาลาร์เร็ตต้า เอกอัครราชทูตเปรู นายศรัณย์ เจริญสุวรรณ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายชัชวาลย์ ปัญญา รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ดร.หม่อมหลวงปรียพรรณ ศรีธวัช กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ เปรูฯ และมิสเตอร์อาร์โนด์ แบรีล ผู้จัดการทั่วไปโรงแรมอนันตรา เชียงใหม่ เข้าร่วม ด้วยการจัดดินเนอร์อาหารเปรู-ไทยล้านนา ระหว่างเชฟ อาเบล ออร์ตีซ อัลบาเรซ ชาวเปรู และ เชฟไทย นาถฤทัย เพชรสุวรรณ ถึง 2 คืน ทำให้งานประสบความสำเร็จอย่างน่าประทับใจ ณ โรงแรมอนันตรา เชียงใหม่ จากซ้ายไปขวา : มร.อาร์โนด์ แบรีล, ดร.หม่อมหลวงปรียพรรณ ศรีธวัช, มาดามวีรี ฐิติปุญญา เจริญสุวรรณ, นายศรัณย์ เจริญสุวรรณ, มิสซีซิเลีย กาลาร์เร็ตต้า เอกอัครราชทูตเปรูประจำประเทศไทย, นายชัชวาลย์ ปัญญา, มร.มาร์ติน อบาร์กา และ ดร.กุลภัทร์ พิสิษฐ์กุล
“ช่วงเวลาที่คนกรุงเทพฯ เข้างานมากที่สุดคือ 10 โมงเช้า ในขณะที่เชียงใหม่ ขอนแก่น อยู่ที่ 8 โมง การเดินทางไปทำงานไกลกว่า และอาจเสียเวลารถติดหรือเลี่ยงการเดินทางในชั่วโมงเร่งด่วน ซึ่งก็นำไปสู่แนวคิดการสร้างย่านละแวกหรือนโยบาย ‘เมือง 15 นาที’ ที่ช่วยให้ผู้คนได้ทำงาน หรือมีบริการที่จำเป็นในย่านละแวกบ้าน ลดเวลาการเดินทางเพื่อนำไปใช้ชีวิตที่ต้องการได้” ‘คนส่วนใหญ่เข้างานเช้าแค่ไหน เลิกงานกันกี่โมง และมีเวลาไปทำกิจกรรมอื่นมากน้อยแค่ไหน’ ‘เมืองใหญ่มีพื้นที่ให้กับกิจกรรมแบบไหน มีเพียงพื้นที่ทำงาน หรือมีพื้นที่หลากหลายให้คนได้พักผ่อนหย่อนใจ’ ‘คนสูงวัยใน 4 เมืองใหญ่ใช้ชีวิตกันอย่างไร กระจายตัวทั่วเมืองหรือไม่ หรือกระจุกตัวอยู่ในย่านที่คุ้นเคย’ นี่คือตัวอย่างของคำถามที่นำไปสู่การค้นหาและเปิดโลกเรื่อง ‘เมือง’ ในโปรเจ็กต์ชื่อว่า ‘Dynamic Cities via Mobility Data หลากชีวิตในเมืองที่โลดแล่น’ โปรเจ็กต์ที่ใช้ข้อมูล Mobility จากทรู โดยมีหมุดหมายในการศึกษาชีวิตผู้คนและเมืองที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ด้วยข้อมูลระดับ Big Data ที่มุ่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เรียกได้ว่าโปรเจ็กต์นี้มีความแปลกใหม่และน่าสนใจ 3 แง่มุม คือ ห
ยังฮอต! คนสนใจซื้อ/เช่าบ้าน ใน “กรุงเทพฯ” มากที่สุดในรอบปี 2567 ส่วนเชียงใหม่รั้งอันดับ 2 รับอานิสงส์การท่องเที่ยวฟื้น ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) แพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ของไทย เผยข้อมูลเชิงลึกจากผู้เข้าเยี่ยมชมในเว็บไซต์ www.DDproperty.com ในรอบปี 2567 (เก็บข้อมูลระหว่างเดือนมกราคม-ธันวาคม 2567) อัปเดตทำเลศักยภาพที่น่าจับตามอง “กรุงเทพฯ” ยืนหนึ่งจังหวัดยอดนิยมของคนหาบ้าน กรุงเทพมหานคร ยังคงครองความนิยมเป็นจังหวัดที่ได้รับความสนใจซื้อ/เช่าทั่วประเทศมากที่สุดในรอบปี 2567 ขณะที่หัวเมืองท่องเที่ยวอย่างเชียงใหม่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นจนครองอันดับ 2 ตามมาด้วยอันดับ 3 นนทบุรี, อันดับ 4 ภูเก็ต, อันดับ 5 ชลบุรี, อันดับ 6 ปทุมธานี, อันดับ 7 สมุทรปราการ, อันดับ 8 ประจวบคีรีขันธ์, อันดับ 9 ระยอง และอันดับ 10 ขอนแก่น ทั้งนี้ หัวเมืองท่องเที่ยวกลับมาติดอันดับต้นๆ จังหวัดยอดนิยมที่มีการค้นหาที่อยู่อาศัยมากขึ้น หลังจากตลาดอสังหาฯ ในปี 2567 ได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวส่งผลให้จำนวนชาวต่างชาติที่เข้ามาในไทยเพิ่มมากขึ้น หัวเมืองท่องเที่ยวจึงได้รับความสนใจซื้อ/เช่าเพื่อใช้เป็น
รัฐบาล “แพทองธาร” เร่งผลักดันเชียงใหม่ ขึ้นแท่น “เมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรม” นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า จากการที่รัฐบาลมีนโยบายในการส่งเสริมการท่องเที่ยวและ Soft Power ของไทยเป็นที่รู้จักแพร่หลายไปสู่ระดับนานาชาติ และนโยบายของกระทรวงวัฒนธรรม ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนาชุมชน สังคมอย่างยั่งยืน ซึ่งปีนี้ วธ. มุ่งขับเคลื่อนงานวัฒนธรรมด้วย 4 นโยบาย 3 แนวทาง 2 รูปแบบ สู่ 1 เป้าหมาย ทำให้ประเทศไทยเป็นหมุดหมายของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั่วโลกมาเที่ยวในมิติด้านศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม โดยในส่วนของการเสริมสร้างระบบนิเวศและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจวัฒนธรรม จะมีการยกระดับการบริการของพิพิธภัณฑ์โบราณสถาน อุทยานประวัติศาสตร์ หอสมุดแห่งชาติ และแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมของไทยให้เป็นที่รู้จักนั้น ล่าสุดได้หารือร่วมกับ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เกี่ยวกับการขับเคลื่อนเมืองเชียงใหม่สู่มรดกโลก ซึ่งแหล่งมรดกวัฒนธรรมเชียงใหม่ ซึ่งได้รับการประกาศรายชื่อในบัญชีชั่วคราว (Tentative List) ในชื่อ “อนุสรณ์สถาน แหล่งต่าง
ลงทุนไม่ถึงหมื่น! “ขายน้ำชงบนจักรยาน” วันละ 400 แก้ว เจาะกลุ่มคนงบน้อย แบงก์ 20 ใบเดียวทุกเมนู “ขายน้ำชงบนจักรยาน” คือไอเดียธุรกิจที่ คุณแก้ว-เกศรินทร์ ทาคำฟู วัย 29 ปี ใช้สร้างรายได้ให้ครอบครัว หลังจากลองทำเป็นอาชีพเสริมควบคู่กับร้านหม่าล่าที่นับวันยอดขายยิ่งเริ่มตก และร้านน้ำชงก็ไปได้ดีตั้งแต่วันแรก เธอจึงตัดสินใจทำอาชีพนี้เต็มตัว ซึ่งนอกจากขายได้วันละ 400 แก้ว ยังได้ออกกำลังกายไปในตัวอีกด้วย ร้านหม่าล่าสู่ร้านน้ำชง ก่อนหน้านี้ คุณแก้วสร้างรายได้จากการเปิดร้านหม่าล่าที่จังหวัดชียงใหม่มานานถึง 12 ปี จากขายอยู่หลัง ม.เชียงใหม่ ขยับมาขายในตลาดนัดช่วงเย็น กระทั่งลูกๆ เริ่มโตขึ้นและพวกเขาอยากมีเวลาอยู่กับเธอผู้เป็นแม่ในช่วงเย็น ประกอบกับยอดขายของร้านหม่าล่าตกลงทุกวัน ไหนจะทุนสำรองที่หมดไปในช่วงโควิด การหาอาชีพที่สามารถทำได้ระหว่างวันที่ลูกไปโรงเรียน จึงเป็นแนวคิดใหม่ที่ผุดขึ้นมา ขณะเดียวกัน บริเวณหมู่บ้านที่อยู่อาศัย มีโครงการก่อสร้างผุดขึ้นมาพร้อมๆ กับแคมป์คนงาน และลุงแถวบ้านก็ขับรถพ่วงไปขายลูกชิ้นทอดในช่วงพักเที่ยงแถวนั้น เธอจึงปิ๊งไอเดียขายน้ำชงตั้งแต่นั้นมา แต่
#คาเฟ่เชียงใหม่ ผุดเต็มเมือง กว่า 1,000 แห่ง ขณะที่ธุรกิจในภาคเหนือ ปิดตัวกว่า 900 ราย เชียงใหม่ เมืองท่องเที่ยวยอดฮิตของไทย นอกจากสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม วัดวาอาราม แหล่งศิลปวัฒธรรมต่างๆ แล้ว นั่นคือ การเติบโตของ “คาเฟ่” ที่ใครหลายคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่ว่าจะเดินไปที่ไหนก็เจอ หรือจะเรียกว่าเป็นเมืองแห่งร้านกาแฟเลยก็ว่าได้ จนมีชาวเน็ตออกมาแซวกันว่า “เดินสะดุดเป็นลมตรงไหน จะมีร้านกาแฟพร้อมให้บริการคุณ” มีไวรัลที่กำลังเป็นกระแสอยู่ตอนนี้ นั่นคือ มีผู้ใช้ X ได้โพสต์ภาพหมุดร้านกาแฟในเชียงใหม่ พร้อมข้อความว่า “อาทิตย์หน้าเจอกันเชียงใหม่นะคับ จะไปเที่ยวร้านกาแฟให้ครบทุกร้านเลย” โดยมีคนแชร์ไปกว่า 38,000 ครั้ง และมีคนดู 1.9 ล้านยอดวิว ซึ่งภาพที่เป็นไวรัลอยู่ตอนนี้ ไม่ใช่ภาพจริง แต่สร้างขึ้นมาเพื่อความบันเทิงเท่านั้น จัดทำโดยเพจ Socialer Coliving & Coworking Space โดยผู้โพสต์ได้ระบุไว้ในโพสต์ว่าไม่ใช่ภาพแผนที่ของจริง แต่ถึงอย่างไร ร้านกาแฟและคาเฟ่ในเชียงใหม่ที่ชาวเน็ตออกมาแซวว่ามีเยอะมากๆ ซึ่งความจริงแล้วก็มีมากกว่า 1,000 แห่งจริง โดยอ้างอิงข้อมูลจากผลสำรวจของ TheUr
