เมาแล้วขับ
สรุป 5 วัน เทศกาลปีใหม่ เสียชีวิต 256 ราย “เมาแล้วขับ” สาเหตุอันดับ 1 เมื่อวันที่ 1 ม.ค.63 ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้สรุปสถิติ 7 วันอันตราย วันที่ 5 ของเทศกาลปีใหม่ ( ระหว่างวันที่ 27-31 ธันวาคม 2562) พบว่า เกิดอุบัติเหตุรวม 2,529 ครั้ง จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ (76 ครั้ง) รองลงมาได้แก่ จังหวัดนครศรีธรรมราช (71 ครั้ง) และจังหวัดนครปฐม ลำปาง (67 ครั้ง) ส่วนจำนวนผู้เสียชีวิตมีจำนวน 256 ราย จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (12 ราย) รองลงมาได้แก่ จังหวัดเชียงราย (11 ราย) และจังหวัดสกลนคร (10 ราย) และผู้บาดเจ็บ จำนวน 2,588 คน โดยจังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ (77 คน) รองลงมาได้แก่ จังหวัดนครปฐม (76 คน) และจังหวัดลำปาง (75 คน) รายงานข่าวระบุว่า สาเหตุการเกิดอุบัติเหตุ 3 อันดับแรก คือ เมาแล้วขับ ร้อยละ 32.29 รองลงมา คือ ขับรถเร็วเกินกำหนด ร้อยละ 29.52 และฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร ร้อยละ 0.37
เสี่ยเบนซ์ ขอเลิกเหล้าตลอดชีวิต! เมาขับชนตร.-เมียดับ เตรียมเจอหน้าลูกสาวผู้ตาย ตำรวจแจ้งเพิ่ม 2 ข้อหาหนัก เสี่ยเบนซ์ เมาขับชน รองผกก.-เมีย ดับสลด ลูกสาววัย 12 ปี เจ็บสาหัส วอนสังคมให้อภัย เผยเป็นบทเรียนสาหัสที่สุดในชีวิต ลั่น! ขอเลิกเหล้าตลอดชีวิต เตรียมเจอหน้าครอบครัวผู้ตาย จากกรณี นายสมชาย เวโรจน์พิพัฒน์ อายุ 57 ปี ก่อเหตุเมาแล้วขับ รถเบนซ์ อี250 สีบรอนซ์ ทะเบียน ษฮ789 กรุงเทพมหานคร ชนรถยนต์ ยี่ห้อซูซูกิ สวิฟท์ สีขาว ทะเบียน 2กก3653 กรุงเทพฯ เป็นเหตุให้ พ.ต.ท.จตุพร งามสุวิชชากุล รอง ผกก.(สอบสวน) กก.2 บก.ป. เสียชีวิตคาที่ ส่วน นางนุชนาถ งามสุวิชชากุล 44 ปี ภรรยา และ ด.ญ.พิญาภา งามสุวิชชากุล อายุ 12 ปี ลูกสาว ได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่นางนุชนาถไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาลในเวลาต่อมา ตามที่เสนอไปแล้วนั้น โดยศาลให้ทางพนักงานสอบสวนทำสำนวนแจ้งข้อหา แก่นายสมชาย เพียง 3 ข้อหา คือ 1.ขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย 2.ขับรถในขณะมึนเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัส และ 3.ขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้มีทรัพย์สินได้รับความเสียหาย ล่าสุดเมื่อวันที่ 15 เม.ย. พ.ต.อ.กฤตินาท ตุลยลักษณ์
‘บิ๊กป้อม’ ใช้ยาแรง!! เมาแล้วขับผิดฐานเจตนาฆ่า ยังไม่ห้ามสงกรานต์ เล่นน้ำ ท้ายรถกระบะ! เมาแล้วขับ – เมื่อเวลา 08.15 น. วันที่ 5 เม.ย. ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรมว.กลาโหม กล่าวถึงการดูแลช่วงเทศกาลสงกรานต์ว่า ยังคงใช้มาตรการเช่นเดิมปีที่ผ่านมา แต่จะมีการเพิ่มเติมว่าหากมีการทำให้ผู้อื่นเสียชีวิต เราจะใช้มาตรการที่รุนแรงมากขึ้น เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทั่วประเทศสามารถทำสำนวนได้ เมื่อถามว่า จะสามารถนั่งท้ายรถกระบะเล่นน้ำสงกรานต์ได้หรือไม่นั้น พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ก็ปล่อยไปก่อน เมื่อถามว่า เป็นห่วงสิ่งใดบ้าง พล.อ.ประวิตร ว่า ตนเป็นห่วงเรื่องการขับรถเร็วและดื่มสุราที่จะทำให้ผู้อื่นเสียชีวิตไปด้วย ซึ่งเราจะต้องพยายามลดสาเหตุการเสียชีวิตจากกรณีดังกล่าวให้ได้ ดังนั้นใครขับรถเร็วและทำให้ผู้อื่นเสียชีวิตจะถือว่าเป็นเจตนาฆ่า ซึ่งทางเจ้าหน้าที่จะดำเนินการในรูปแบบดังกล่าว ส่วนมาตรการเมาแล้วขับจับยึดรถยังคงมีเหมือนเดิม เมื่อถามว่าจะมียาแรงใดหรือไม่ในการดำเนินการมาตรการเมาแล้วขับจับยึดรถ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า จะทำให้เรื่องคดีมีความแรงมากขึ้น เพราะถ
ชาวเน็ตแห่ให้กำลังใจ บังอัช เดินหน้าต่อ หลังเพลิงวอด 80 ล้าน คนเมาพุ่งชน จากอุบัติเหตุที่ทำให้กลายเป็นความสะเทือนใจ เพราะสาเหตุเกิดจากเมาแล้วขับ จนพุ่งชนร้านเฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่ ไฟลุกไหม้ทั้งโกดัง มูลค่าความเสียหายถึง 80 ล้าน โดยเจ้าของร้านไม่ได้ทำประกันเอาไว้ ส่วนหนุ่มคนขับรถก็คิดว่าคงไม่สามารถชดใช้ได้ โดยเจ้าของร้านคือ นายอัชอารีย์ วันดับดุลเลาะฮ์ หรือ บังอัชอารีย์ อายุ 50 ปี ได้เปิดใจถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นด้วยความมีสติ พร้อมกับปลอบคนในครอบครัวที่ต้องสูญเสียทรัพย์สินที่สะสมทำงานมาถึง 25 ปี แต่วอดหมดไปในกองเพลิง ว่า ให้มีสติ อย่าร้องไห้ และพยายามทำใจว่า เหตุการณ์นี้เขาและครอบครัวคงไม่ได้ค่าชดใช้คืน เพราะหากผู้ก่อเหตุไม่มีเงินจ่ายก็ต้องฟ้องร้องเอา ถึงขั้นตอนนั้น ทำได้เพียงฟ้องล้มละลาย ชาวเน็ตซึ่งได้ติดตามข่าวนี้ ได้แสดงความคิดเห็นอย่างหนักในเรื่องดังกล่าว พร้อมกันนั้นยังมีชาวเน็ตเข้าไปแสดงความคิดเห็นใน เพจ บางกอกลิฟวิ่งมอลล์ หาดใหญ่ของนายอัชอารีย์ หรือ บังอัช ซึ่งได้โพสต์ขอบคุณกำลังใจ พร้อมเดินหน้าต่อไป เพราะยังคงมีเฟอร์นิเจอร์ในร้านที่เหลืออยู่ โดยมีชาวเน็ตเข้าไปให้กำลังใจกันจำนวนมาก
บังสุดช้ำ หนุ่มเมาทำเดือดร้อน100ชีวิต 80ล้านส่อสูญ-โทรหาตัดสาย หวังคนยื่นมือช่วย 80ล้านส่อไม่ได้คืนกฎหมายก็ทำอะไรไม่ได้ – นายอัชอารีย์ วันดับดุลเลาะฮ์ หรือ บังอัชอารีย์ อายุ 50 ปี เจ้าของร้าน เปิดใจ วันที่ร้านเฟอร์นิเจอร์ของตัวเอง ถูกนายพฤหัส แซ่จิว อายุ 26 ปี ขับรถชนไฟลุกทั้งร้าน วอดวาย สูญ 80 ล้าน ที่สะสมมา 25 ปี ว่า ตนบอกเมีย และ คนในครอบครัว ให้มีสติ อย่าร้องไห้ ตอนนี้มีทางเลือก 2 ทาง คือ ทำใจให้เข้มแข็ง หรือ โศกเศร้า เราต้องเข้มแข็ง เพื่อให้มีสติ โทรบอกลูกทุกคนที่เรียนต่างจังหวัด ต่างประเทศที่ซาอุฯ ให้ทราบเรื่องและบอกไม่ต้องคิดอะไร ให้เข้มแข็ง ร้านเราใหญ่ที่สุดในหาดใหญ่ ตอนเกิดเหตุ ได้ยินทหารมาเรียก ไฟไหม้ ออกมาเจอ ไฟลุกหมดแล้ว ทหารก็เอาตัวคนขับรถออกมา เห็นว่า เขาก็บาดเจ็บ แล้วก็เมาไม่ได้สติ พูดไม่รู้เรื่อง ช่วงกู้ภัยทำแผล ก่อนไปโรงพยาบาล ยืนมองจนไฟไหม้วอดหมด เพราะทำอะไรไม่ได้แล้ว ด้าน ทนาย รณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม กล่าวว่า ผู้ก่อเหตุ ไม่สามารถ ใช้คืน 80 ล้านได้ ต่อให้เจ้าของร้านไปฟ้องศาล ศาลตัดสินให้ชดใช้ 80 ล้าน เขาไม่มีจ่าย จะทำยังไง เพร
หนุ่มเมาซิ่งยังจรวด กล้องแทบจับไม่ทัน ชนร้านเฟอร์นิเจอร์วอด80ล้าน เจ้าของทรุด(คลิป) ทรุดธุรกิจวอด80ล้านต่อหน้าหนุ่มเมาขับชนทีเดียว – เตือนสติคนเมาทำคนอื่นเดือดร้อนเสียหายเกินกำลังจะชดใช้ จากกรณี ชายหนุ่มอายุ 26 ปี ซึ่งอยู่ในอาการมึนเมา ขับรถเก๋งโตโยต้า โคโรล่า สีเทา หมายเลขทะเบียน ขท 1452 สงขลา พุ่งชนร้านขายเฟอร์นิเจอร์ จนเกิดไฟลุกไหม้ ริมถนนกาญจนวนวนิช เขตเทศบาลเมืองคอหงส์ จ.สงขลา จนนายพฤหัส แซ่จิว คนขับบาดเจ็บสาหัส ส่วนร้านเฟอร์นิเตอร์ไฟไหม้เสียหายทั้งหมด ค่าเสียหายประมาณ 80 ล้านบาท เหตุเกิดเมื่อกลางดึกวันที่ 18 ก.พ.ที่ผ่านมา ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดของห้างสรรพสินค้าที่อยู่ข้างเคียง สามารถบันทึกเหตุการณ์ขณะรถเก๋งคันดังกล่าวพุ่งเข้าชนร้านเฟอร์นิเจอร์เอาไว้ได้ ซึ่งเกิดขึ้นเร็วมากภายในเสี้ยววินาที เนื่องจากรถขับมาด้วยความเร็วสูงมากอาจจะถึง 150 กม./ชม. นายอัชอารีย์ วันดับดุลเลาะฮ์ อายุ 50 ปี เจ้าของร้านเปิดเผยว่า ขณะเกิดเหตุตนและลูกน้องนอนอยู่ที่ห้องพักหลังร้าน มีทหารไปเรียกว่าเกิดไฟไหม้จึงได้พากันหนีออกมาพร้อมกับรีบนำรถส่วนตัวและรถของร้านทั้งรถยนต
โฆษกศาลยันเมาเเล้วขับติดคุกสถานเดียวไม่ใช่เรื่องจริง ชี้การรอลงอาญาเป็นดุลพินิจของศาล เตือนประชาชนเเชร์ข้อมูลเท็จอาจทำให้สังคมตื่นตระหนก เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจวัดแอลกอฮอล์ เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวถึงการที่ประชาชนเเชร์ข้อความ “วันนี้เป็นวันแรก ของการบังคับใช้กฎหมายเมาแล้วขับ ปรับ 1 หมื่น คุก 1 เดือน ไม่รอลงอาญาไม่บำเพ็ญประโยชน์ แปลว่า…เป่าเจอ ไปติดคุกเลย โปรดทราบแจ้งเพื่อนๆ ในกลุ่มประชาสัมพันธ์ด้วยนะครับ หากรับราชการโดนไล่ออกเลยครับ” ว่า การรณรงค์สร้างจิตสำนึกสาธารณะกรณีเมาแล้วขับถือเป็นสิ่งดี แต่ในแง่ของตัวกฎหมายจราจรที่บังคับใช้ในปัจจุบัน จากการตรวจสอบพบว่าการเเก้ไขพระราชบัญญัติจราจรทางบก ล่าสุดในปี 2560 เเก้ไขเรื่องเกี่ยวกับปริมาณเเอลกอฮอล์ สำหรับผู้ขับขี่บางประเภทหรือคำสั่ง คสช. ล่าสุดก็เป็นเรื่องมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยจราจรทางบก ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษในชั้นศาล ดังนั้น ส่วนที่บอกว่าหากโดนข้อหานี้เเล้วบทลงโทษจะต้องถูกจำคุกสถานเดียวนั้น จึงไม่ใช่ข้อเท็จจริง การสั่งลงโทษหรือให้รอการลงโทษหรือไม่นั้น จึงย
เมื่อวันที่ 11 เมษายน ที่กรมคุมประพฤติ นายประสาร มหาลี้ตระกูล อธิบดีกรมคุมประพฤติ นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม นายประเสริฐ โหล่วประดิษฐ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงดอนเมือง ร่วมกันแถลงข่าวการใช้ “EM” หรือเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์กับคดีเมาแล้วขับ ช่วงเทศกาลสงกรานต์ นายสราวุธ กล่าววว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นการประสานงานความร่วมมือระหว่างสำนักงานศาลยุติธรรมและกรมคุมประพฤติ ในการนำเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัวของสำนักงานศาลยุติธรรมมาใช้กับกลุ่มผู้ถูกคุมประพฤติ เป็นนโยบายของนายชีพ จุลมนต์ ประธานศาลฎีกา ที่นำมาใช้ดูแลการปล่อยชั่วคราว ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในกรณีเมาแล้วขับ เมื่อศาลมีคำสั่งลงโทษและมีเงื่อนไขคุมประพฤติ ก็สามารถนำอุปกรณ์อีเอ็มของสำนักงานศาลมาใช้กับกลุ่มผู้ถูกคุมความประพฤติได้ ซึ่งมีอยู่ 5,000 เครื่อง แต่ยังไม่ทราบตัวเลขของผู้กระทำผิดเมาแล้วขับ หากมีไม่ถึง 5,000 คนก็สามารถใส่อุปกรณ์ติดตามตัวอีเอ็มได้ครบทุกคน ทั้งนี้จะทำให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยจะนำมาใช้กับกลุ่มผู้ถูกคุมความประพฤติในคดี
เมื่อวันที่ 4 ต.ค. นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี กระทรวงคมนาคมได้รายงานแนวทางและมาตรการการลดอุบัติเหตุบนท้องถนนให้ครม.รับทราบ มาตรการหนึ่งที่พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความสนใจมากเป็นพิเศษและเน้นย้ำให้กระทรวงคมนาคมเร่งดำเนินการ คือการแก้ไขปัญหาเมาแล้วขับ โดยสั่งการให้ไปศึกษาเกี่ยวกับกฎหมายของต่างประเทศที่มีการกำหนดบทลงโทษเอาผิดถึงผู้โดยสารที่นั่งในรถคันที่คนขับเมาด้วยว่าสามารถนำมาบังคับใช้กับไทยได้หรือไม่ เพื่อลดปัญหาเมาแล้วขับ ขณะที่พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กำชับให้มีการเข้มงวดเรื่องการขอใบอนุญาตขับขี่ให้ออกยากยึดง่าย โดยในอนาคตให้กรมการขนส่งทางบกผขบ.)ปรับเพิ่มเกณฑ์การสอบผ่านข้อเขียนให้เพิ่มมากขึ้นจากปัจจุบันที่ต้องทำให้ 90% จึงจะถือว่าสอบผ่านข้อเขียน ส่วนการขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดได้มีการแก้ไข ลดความเร็วในเขตเมืองในอัตราที่เหมาะสม และเพิ่มอัตราโทษสำหรับผู้กระทำความผิดให้สูงขึ้น นายออมสินกล่าวต่อถึงแนวทางการออกใบอนุญาตขับขี่ว่า ได้รายงานที่ประชุมครม.ว่าขณะนี้
