เลี้ยงกบ
คุณเกษร ป้องฉิม อยู่บ้านเลขที่ 65/2 หมู่ที่ 1 ตำบลนางบวช อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ต้องเจอกับปัญหานี้เช่นกัน คือเธอมีอาชีพทำนาเป็นรายได้หลักของครอบครัว ในช่วงที่ไม่ได้ทำนาเช่นนี้ เธอยังมุ่งมั่นหาอาชีพเสริม ด้วยการเลี้ยงกบและเลี้ยงปลาดุก และนำกบที่เลี้ยงมาเพิ่มมูลค่า ด้วยการประกอบอาหารขาย เป็นการสร้างรายได้เป็นอย่างดี คุณเกษร ป้องฉิม คุณเกษร เล่าว่า ครอบครัวของเธอทำนามากกว่า 20 ปี แต่ระยะหลังๆ ราคาข้าวไม่แน่นอนทำให้ต้องเริ่มมองหาอาชีพเสริม เพื่อให้มีรายได้มากขึ้น “ทำนามานานมาก บางทีรายได้มันไม่เพียงพอ เมื่อประมาณปี 54 ก็เลยลองหากบมาเลี้ยงดู ก็เลยเริ่มเลี้ยง ตอนนั้นไปซื้อที่อื่นมาก่อน 200 ตัว พอมันโต ก็จับมายำทำเป็นกับข้าวขาย ก็คิดว่ามันน่าจะไปได้ ก็เลยอยากเลี้ยงจริงจังเลยทีนี้” คุณเกษร เล่าถึงความเป็นมา ลูกกบ จากการซื้อลูกกบตัวเล็กๆ มาเลี้ยงในคราวนั้น อาจเรียกได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนของการหารายได้เสริม คุณเกษร บอกว่า ตัดสินใจเป็นที่แน่นอนแล้วว่าจะเลี้ยงกบ จึงได้ไปหาคนที่ขายกบให้กับเธอในทันที “เราก็ไปเลย ไปหาคนที่เขาขายให้ คือไหนๆ จะทำแล้ว ต้องลองผิดลองถูกดู ก็นานเหมือนกันกว่าจะทำ
ที่บ้านน้อยจอมศรี อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร ชาวบ้านส่วนใหญ่ยึดอาชีพทำการเกษตร ทำนา ทำไร่ ส่วนใหญ่ใช้น้ำจาก “เขื่อนน้ำอูน” สำหรับทำการเกษตร ฉะนั้น ผู้ที่เดินทางไปจังหวัดสกลนคร จะพบพื้นที่เขียวชะอุ่มไปด้วยข้าวนาปรัง พืชฤดูแล้ง ตลอดจนบ่อเลี้ยงปลาและเลี้ยงกบ ห่างตัวเมืองสกลนคร ประมาณ 12 กิโลกรัม มีหมู่บ้านเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของเมืองสกลนคร คือ บ้านน้อยจอมศรี ต.ฮางโฮง ชาวบ้านที่อาศัยอยู่มีกลุ่มอาชีพหลากหลาย อาทิ กลุ่มทำหมอนขิด กลุ่มเกษตรกรทำนา กลุ่มเลี้ยงปลา และกลุ่มเลี้ยงกบ โดยเฉพาะกลุ่มเลี้ยงกบ ที่มีมากที่สุดของจังหวัดสกลนคร กว่า 10 ราย คุณรัตนา ศรีบุรมย์ และคุณกมลชัย ศรีบุรมย์ อยู่บ้านเลขที่ 218 ตำบลฮางโฮง อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร สองสามีภรรยา เป็นหนึ่งในกลุ่มเลี้ยงกบ ที่กบพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ กว่า 3,000 ตัว โดยคุณรัตนา เล่าว่า ก่อนเลี้ยงกบเป็นอาชีพ ได้ทำนาและทำไร่มาก่อน รวมทั้งเป็นลูกจ้างกรรมกรในตัวเมือง “นอกจากทำนาปลูกข้าวแล้ว ชาวบ้านแห่งนี้ยังมีอาชีพเสริมคือการทำเกษตรปลูกพืชฤดูแล้ง เลี้ยงสัตว์ และบางส่วนเลี้ยงกบ ขายพันธุ์กบเป็นส่วนน้อย เน้นขายตัวอ่อนของกบหรือฮวก (ลูกอ๊อด) เป็นส่วนใหญ่
การเลี้ยงกบ ยังเป็นอาชีพที่หลายคนสนใจ เพราะกบเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่เลี้ยงง่าย กินง่าย โตเร็ว สามารถเลี้ยงโดยไม่จำกัดพื้นที่ ขยายพันธุ์ได้เอง จับขายได้เงินทันที ขณะเดียวกันตลาดผู้บริโภคกบในตอนนี้ให้ความสนใจมากทั้งในและต่างประเทศ เพราะเนื้อกบมีไขมันน้อย เหมาะกับการนำไปปรุงอาหารหลายประเภท เช่น กบทอดกระเทียม กบย่างรมควัน กบผัดใบกะเพรา ยำกบ กบผัดเผ็ด จึงเกิดอาชีพเลี้ยงกบทั้งเป็นรายได้เสริมและรายได้หลัก ในบรรดาสายพันธุ์กบที่เลี้ยงเป็นอาชีพ ขณะนี้มีทั้งพันธุ์ต่างประเทศและพื้นเมือง โดยแต่ละพันธุ์มีข้อดีและด้อยต่างกัน การเลือกสายพันธุ์กบจึงถือเป็นข้อพิจารณาของผู้เลี้ยงที่เน้นความต้องการของตลาดเป็นสำคัญ แต่ส่วนมากแล้วผู้เลี้ยงดึงเอาลักษณะเด่นของแต่ละพันธุ์ออกมาพิจารณาควบคู่กับความต้องการของตลาด รวมทั้งต้นทุนในการเลี้ยง คุณประเชิน-คุณตุ้งหนิง อินทร์สิงห์ คู่สามี-ภรรยา ที่มีบ้านพักอยู่ เลขที่ 108/1 หมู่ที่ 5 ตำบลท่าฉนวน อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท ประสบความสำเร็จจากการเพาะเลี้ยงกบเป็นอาชีพมานานกว่า 18 ปี ด้วยการใช้พันธุ์กบพื้นบ้าน เนื่องจากเลี้ยงง่าย แข็งแรง ตัวใหญ่ ต้นทุนน้อย โตเร็ว มีจำหน่าย
การขาดแคลนน้ำสำหรับใช้ทำนายังคงสร้างปัญหาให้แก่พี่น้องเกษตรกรทางภาคอีสาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากนาผืนนั้นอยู่ห่างไกลแหล่งน้ำทางธรรมชาติ หรือไม่ได้อยู่ในเขตชลประทาน ฉะนั้น ทางออกของชาวบ้านที่ดีที่สุดคือ การเปลี่ยนไปทำเกษตรกรรมแบบใช้น้ำน้อย อย่าง คุณวีระชัย ศรีสด อยู่บ้านเลขที่ 39 หมู่ที่ 8 บ้านโนนแดง ตำบลยาว อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ จากเดิมที่เคยมีพื้นที่ทำนาเป็น 100 ไร่ แต่กลับไม่ได้ใช้ประโยชน์เนื่องจากขาดแคลนน้ำ แถมยิ่งทำ ยิ่งมีหนี้สิน จึงตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพการเกษตรหลายชนิดที่ใช้น้ำน้อย แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ จนมาจบที่การเพาะพันธุ์ปลาขาย พ่วงด้วยการเพาะพันธุ์กบและเลี้ยงกบเนื้อ สร้างรายได้รวมแล้วปีละเป็นแสนบาท คุณวีระชัย ศรีสด กับภรรยา น้ำน้อย ทำนาไม่ได้ เปลี่ยนมาเพาะปลา-เลี้ยงกบ คุณวีระชัย เจ้าของ “วีระฟาร์ม” เล่าว่า เดิมมีอาชีพทำนาบนเนื้อที่กว่า 100 ไร่ หาเลี้ยงครอบครัว ไม่นานพบว่ามีปัญหาอุปสรรคนานัปการที่ต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแหล่งน้ำ ต้นทุนค่าปุ๋ย ยา ค่าแรง รวมถึงราคาข้าวที่ตกต่ำ เพราะยิ่งทำนากลับเพิ่มหนี้สินมากมาย จึงตัดสินใจหยุดชั่วคราวแล้วลองหันมาทดลองเพาะพันธุ์ปลาแ
จากปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นกับบ้านเราเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ทำให้การเกษตรหลายอย่างต้องหยุดการเพาะปลูก เพื่อให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่ภายในแหล่งเก็บน้ำในที่ต่างๆ มีใช้อย่างเพียงพอ เพื่อรอฤดูฝนใหม่ที่จะมาถึง แม้แต่เกษตรกรทางด้านการประมงก็เช่นกัน ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งในครั้งนี้ จึงทำให้เกษตรกรที่ไม่มีบ่อเก็บน้ำสำรองจึงต้องหยุดเลี้ยงปลาไปสักระยะเพื่อรอน้ำมาประกอบอาชีพต่อไป แต่ยังมีเกษตรกรอีกจำนวนไม่น้อยที่สามารถทำการประมงได้ตลอดทั้งปี โดยเลือกเลี้ยงสัตว์น้ำบางชนิด ที่ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำมากก็สามารถทำเงินได้ คือ คุณสมพรชัย องอาจ อยู่บ้านเลขที่ 280 หมู่ที่ 5 ตำบลบึงกาฬ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่มีความสนใจในเรื่องของการประมง เขาจึงหาวิธีเลือกเลี้ยงสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่เหมาะกับพื้นที่บ้าน คือการเลี้ยงกบในกระชังบกที่มีการใช้น้ำในปริมาณที่น้อย แต่สามารถโตจนทำเงินได้มาก ที่เรียกง่ายๆ ว่า เลี้ยงจนมีปริมาณที่ผลิตไม่พอขายกันเลยทีเดียว สนใจการเลี้ยงกบ เพื่อสร้างรายได้ คุณสมพรชัย เล่าให้ฟังว่า เริ่มแรกเดิมทีทำการเกษตรอยู่ที่จังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นบ้านเกิดของภรรยา โดยเขาเองก็ได้ไปอยู
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านเลขที่ 70 ถนนชัยณรงค์ ในตัวเมืองชัยนาท เป็นบ้านของคุณวิเชียร สมศรี อายุ47ปี อดีตผู้ช่วยผู้จัดการสาขาห้างสรรพสินค้าชื่อดัง ที่ได้ผันตัวมาใช้ชีวิตวิถีพอเพียง โดยลาออกจากงานประจำที่จำเป็นจะต้องโยกย้ายสถานที่ทำงาน จากตำแหน่งที่ปรับเลื่อน ทำให้ต้องห่างบ้านห่างครอบครัวอยู่เป็นประจำ เมื่อลาออกมาอยู่ที่บ้านได้ศึกษาและยึดอาชีพการเลี้ยงกบในกระชังบก ที่ไม่ต้องใช้บ่อหรือสร้างโรงเรือนที่มีต้นทุนสูง ครั้งแรกทดลองเลี้ยงลูกกบที่สั่งซื้อจากฟาร์มมาจำนวน1,000ตัวในราคาตัวละ2บาทรวม2,000บาท โดยใช้เวลาในการเลี้ยงประมาณ90วันก็จะไดขนาดตัวละ300กรัม หรือ3ขีด สามารถจับขายส่งได้ราคากิโลกรัมละ80บาท หรือขายปลีกจะได้ราคากิโลกรัมละ100บาท ซึ่งจาการลงลูกกบเลี้ยงแบบรุ่นต่อรุ่น ทำใหมีรายได้จากการขายกบเดือนละกว่า10,000บาท แม้จะน้อยกว่าเงินเดือนประจำ แต่ก็เหลือเก็บมากกว่าตอนทำงานประจำ เพราะอยู่บ้านตัวเอง ไม้ต้องเช่าห้อง แถมครอบครัวอบอุ่นและสุขใจที่ได้อยู่พร้อมหน้ากัน
