เอไอ
ในช่วงที่โลกธุรกิจกำลังเร่งเครื่องเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กลายเป็นหัวใจของการทำงานในเกือบทุกอุตสาหกรรม ส่งผลให้ SMEs ไทย ต้องมองหาแนวทางใหม่เพื่อเพิ่มความเร็ว ความแม่นยำ และลดความผิดพลาดในการตัดสินใจ ขณะเดียวกัน โลกก็ขยับเข้าสู่ “ฮวงจุ้ยยุค 9” (พ.ศ. 2567–2586) ซึ่งเป็นยุคที่พลังงานของสถานที่และจังหวะเวลา มีผลต่อการทำงานและสุขภาพทางอารมณ์มากขึ้นกว่ายุคที่ผ่านมา บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) โดยศูนย์เซเว่น อีเลฟเว่น สนับสนุนเอสเอ็มอี และสมาคมการค้าปลีกและเอสเอ็มอีทุนไทย ได้เสริมศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs เชิญวิทยากรจาก 2 วงการ ผนึก 2 องค์ความรู้ ทั้ง AI และฮวงจุ้ยเชิงเหตุผล มาเป็น “คู่แนวคิด” ใหม่ให้ SMEs เตรียมพร้อมสู่ “ปีมะเมีย 2569” คุณอัจฉริยะ ดาโรจน์ ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI เล่าว่า SMEs ไม่จำเป็นต้องใช้ AI ทุกอย่าง แต่ควรให้ AI รับหน้าที่เป็น “ผู้ช่วย” แก้ปัญหาที่ทำให้เสียเวลาในการทำงานประจำ ตัวอย่างเช่น การใช้ Manus AI ช่วยจัดการเอกสาร ตอบอีเมล ค้นข้อมูล หรือวางตารางงาน ทำให้ผู้ประกอบการมีเวลาไปโฟกัสงานขายและงานสร้างสรรค์มากขึ้น ไม่ต้องทำงานซ้ำซ้อ
คุณบัณยดา อินทาปัจ ผู้ช่วยผู้จัดการทีม Business Development จาก LINE ประเทศไทย กล่าวว่า การแชต ถือเป็นหัวใจสำคัญของตลาด Commerce ไทย เนื่องจากผู้บริโภคมีพฤติกรรมชอบพูดคุยสอบถามก่อนการซื้อขาย เห็นได้จากมูลค่าตลาด Chat Commerce ที่คาดว่าจะเพิ่มจาก 493 พันล้านบาทในปี 2024 สู่ 1.16 ล้านล้านบาทในปี 2029 หรือมีการเติบโตเฉลี่ย 18.8% ต่อปี พร้อมทั้งยังพบว่า 81% ของผู้บริโภคเลือกทักไปพูดคุยสอบถามร้านค้าในช่องทาง Official อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง” จากพฤติกรรมดังกล่าว ทำให้ LINE เป็นหนึ่งในกลยุทธ์การทำ Chat Commerce ที่หลากหลายธุรกิจเลือกใช้ เนื่องจากมีฐานผู้ใช้งานชาวไทยกว่า 56 ล้านคน ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงลูกค้าได้ในวงกว้าง ขณะเดียวกันผู้ใช้งาน LINE ยังมีความสนใจในหมวดหมู่ธุรกิจเกี่ยวกับ อาหารและเครื่องดื่ม 45% สุขภาพและความงาม 36% และแฟชั่น 32% ซึ่งเป็นหมวดหมู่ยอดนิยม ที่มีการทำการตลาดและปิดการขายผ่านแชตอยู่แล้ว ทำให้ LINE OA มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยปัจจุบัน แบรนด์มีการเปิดใช้งาน LINE OA รวมเกิน 7 ล้านบัญชี และคาดว่าภายในปีนี้จะเติบโตเพิ่มขึ้น 16% จากปีก่อน แสดงถึงความเชื่อมั่นของผ
บทความโดย : อมร อำไพรุ่งเรือง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านแฟรนไชส์ โลกแฟรนไชส์ กำลังเปลี่ยนโฉมอย่างมีนัยสำคัญในยุคที่เทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องมือช่วยเหลือเท่านั้น แต่กลายเป็นผู้ช่วยที่ฉลาดที่สุดในระบบธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) ที่เริ่มเข้ามามีบทบาทในแทบทุกขั้นตอนของธุรกิจ ตั้งแต่หลังบ้านยันหน้าร้าน สำหรับแฟรนไชซอร์ หรือเจ้าของระบบแฟรนไชส์ การนำ AI มาใช้งานไม่ใช่แค่การตามเทรนด์ แต่เป็นการยกระดับระบบให้กระจายได้อย่างมีประสิทธิภาพและรักษามาตรฐานได้ทั่วถึง ในบริบทที่การแข่งขันรุนแรง การเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และแรงงานมีข้อจำกัด AI จึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้แฟรนไชส์เติบโตได้อย่างมั่นคง AI ยังเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคโดยตรง ทำให้ลูกค้าคาดหวังความรวดเร็ว ความแม่นยำ และความเฉพาะตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้บริโภคยุคใหม่คุ้นเคยกับการสั่งสินค้าแบบอัตโนมัติ การได้รับคำแนะนำแบบเฉพาะบุคคล และการเปรียบเทียบราคาได้ทันทีผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ธุรกิจแฟรนไชส์ที่ยังไม่มีระบบรองรับหรือใช้วิธีบริหารจัดการแบบเดิมๆ จึงเสี่ยงที่จะถูกมองว่าล้าสมัย สำหรับแฟรนไชซอร์ การปรับตัวด
ข่าวจากลาซาด้า เผยผลรายงานวิจัยพบว่า ผู้ขายออนไลน์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความคุ้นเคยกับเทคโนโลยี AI เป็นอย่างมาก โดยในประเทศไทย ผู้ขาย 46% ระบุว่า รู้จักเทคโนโลยี AI และเชื่อว่าได้นำ AI มาใช้ใน 54% ของกระบวนการดำเนินธุรกิจ แม้จะมีการใช้งานจริงเพียง 39% ของกระบวนการดำเนินธุรกิจเท่านั้น แสดงให้เห็นถึงช่องว่างที่ชัดเจนระหว่างการรับรู้และการนำ AI ไปใช้จริง โดย ไทย ยังเป็นประเทศที่มีช่องว่างระหว่างการรับรู้และการนำ AI ไปใช้จริงสูงที่สุดในภูมิภาค อยู่ที่ราว 15% ชี้ให้เห็นโอกาสในการนำ AI มาใช้ในการดำเนินธุรกิจสำหรับผู้ขายที่ยังมีอีกมาก ซึ่งการประเมินความคุ้มค่าระหว่างประสิทธิภาพของ AI และต้นทุน ถือเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของผู้ขายไทย แม้ว่า 99% จะตระหนักถึงศักยภาพของ AI ในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ แต่กว่า 80% ยังคงไม่มั่นใจในประโยชน์ของ AI นอกจากนี้ ยังพบว่า ผู้ขายในไทยเป็นกลุ่มที่ให้ความสำคัญเรื่องค่าใช้จ่ายมากที่สุดในภูมิภาค โดย 84% กังวลกับค่าใช้จ่ายในการพัฒนาทักษะของทีมงาน แม้ผู้ขายทุกรายจะเห็นว่าการใช้ AI ช่วยประหยัดต้นทุนของธุรกิจได้ในระยะยาว นอกจา
กามเทพ AI แชตบอต แสนฉลาด จับคู่หารักแท้ เช็กข้อมูลไม่ตรงปก ปรากฏการณ์แชตบอตอัจฉริยะที่มาแรงมาก ไม่เพียงแต่ถูกใช้ในการให้บริการลูกค้า แต่ยังขยายไปรับบทกามเทพยุคออนไลน์ที่ฉลาดมากขึ้นในการช่วยผู้คนตามหารักแท้ เว็บไซต์ “บิสซิเนสอินไซเดอร์” ระบุว่า ทีมงานบางส่วนของแอปพลิเคชันแบ่งปันภาพถ่าย “ดิสโป” (Dispo) กำลังพัฒนาแอปพลิเคชันใหม่สำหรับหาคู่ ซึ่งมีชื่อว่า “ทีเซอร์ เอไอ” (Teaser AI) “ทีเซอร์ เอไอ” อธิบายตัวเองว่า “พูดน้อย ทำมาก” โดยเป็นแอปพลิเคชันหาคู่ใหม่ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเพื่อผนวกรวมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ากับการหาคู่ออนไลน์ โดยทีมผู้พัฒนาเดียวกันกับ “ดิสโป” “ทีเซอร์ เอไอ” ระบุว่า ผู้ใช้งานจะสามารถจับคู่และแชตพูดคุยในเวอร์ชัน AI ได้ โดยเมื่อเริ่มต้นใช้งานแอป เทคโนโลยี AI จะเริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับผู้ใช้งาน ผ่านประวัติที่แจ้งไว้และการพูดคุย ทำให้ฉลาดขึ้นทุกๆ ครั้งที่ใช้งาน คนที่ถูกจับคู่จะสามารถแชตกับ AI ของผู้ใช้งานได้ และผู้ใช้ก็สามารถทำแบบนั้นได้ เมื่อมีการจับคู่เกิดขึ้น แอปจะแสดงการสนทนาของ AI ในการแชต และคนทั้งคู่สามารถควบคุมในส่วนนี้ได้ “ทีเซอร์ เอไอ” มีกำหนดเปิดตัวปลายเดือน
ม.รังสิต พัฒนา AI ทำนายรอย COVID-19 จากภาพเอกซเรย์ถูกต้อง 100% รศ.นันทชัย ทองแป้น คณบดีวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า ทีมวิจัยจากวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ ม.รังสิต ที่ประกอบด้วยคณาจารย์และนักศึกษาวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ ได้ทำการวิจัยและประดิษฐ์คิดค้น ระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence ที่เรียกสั้นๆ ว่าระบบ AI ได้พัฒนาอัลกอริทึมโดยใช้หลักการเรียนรู้แบบ Deep Learning ที่เรียกว่า Resnet-50 Convolutional Neural Network มาใช้ในการพัฒนาอัลกอริทึมในการเรียนรู้เพื่อคัดแยกโรคปอดบวมหรือปอดอักเสบ (Pneumonia) จากฟิล์มภาพถ่ายของฟิล์มเอกซเรย์ จากตัวอย่างภาพเอกซเรย์ช่วงอกที่เป็นแบบปกติและมีรอยโรค Pneumonia จำนวน 322 รูป จากฐานข้อมูล NIH Clinical Center จากนั้นทำการทดสอบประสิทธิภาพโดยการนำภาพเอกซเรย์จำนวน 40 ภาพ ในจำนวนนี้มีรอยโรคในปอดของผู้ป่วย COVID-19 จำนวน 5 ภาพ ที่เป็นจากข้อมูลนอก Database ของ NIH Clinical Center ให้ระบบ AI ที่พัฒนาขึ้นมาทำการวินิจฉัยพบว่า อัลกอริทึมของระบบ AI ที่พัฒนาขึ้นมา สามารถทำวินิจฉัยโรคและแยกโรค Pneumonia ออกมาได้ถูกต้องถึง 87.
