โคเนื้อ
ธ.ก.ส. เปิดโครงการประกันภัยโคเนื้อ ช่วยเกษตรกร ลดเสี่ยงโคเนื้อเจ็บป่วย-ตายจากอุบัติเหตุ เว็บไซต์ สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ เผยข่าว นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. จัดทำโครงการประกันภัยโคเนื้อ เพื่อช่วยบรรเทาความเสียหายของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ เนื่องจากการตายของโคเนื้อที่เจ็บป่วย หรืออุบัติเหตุ ให้สามารถพยุงตัวได้และมีทุนเหลือเพียงพอต่อการเริ่มต้นใหม่ ในอัตราค่าเบี้ยประกันภัยตัวละ 400 บาท โดยให้ความคุ้มครองการตายจากการเจ็บป่วยของโคเนื้อ ไม่เกิน 30,000 บาทต่อตัว และการตายจากอุบัติเหตุ ไฟไหม้ ฟ้าผ่า น้ำท่วม ดินถล่ม พายุ และแผ่นดินไหว ไม่เกิน 30,000 บาทต่อตัว ระยะเวลาคุ้มครองสิ้นสุดเมื่อส่งขายคอกกลาง หรือ 6 เดือนนับจากวันขอเอาประกันภัย สำหรับเงื่อนไขผู้ขอเอาประกันภัย ต้องเป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อและได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมปศุสัตว์ ด้านโคเนื้อที่ขอเอาประกันภัยต้องมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ ไม่พิการ ซึ่งมีผลกับสุขภาวะ ไม่เป็นโรคเรื้อรังและไม่อยู่ระหว่างการรักษาพยาบาล มีอายุไม่เกิน 36 เดือน รวมทั้งขึ้นทะเบียนกับกรมปศุสัตว์และ
นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ เปิดเผยถึงแนวทางบริหารจัดการพื้นที่ตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก ใน พื้นที่จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 (สศท.4) จังหวัดขอนแก่น ได้ทำ การศึกษาสินค้าเกษตรที่สำคัญ 4 ชนิด ของจังหวัด พบว่า ข้าวเหนียวนาปี, อ้อยโรงงาน, โคเนื้อ และกระบือ เป็น 4 สินค้าสำคัญที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงสุดของจังหวัด โดยทำการศึกษาเปรียบ เทียบระหว่างพื้นที่เหมาะสม (เอส1,เอส2) กับพื้นที่ไม่เหมาะสม (เอส3,เอ็น) เพื่อนำมา วิเคราะห์แนวทางการบริหารจัดการพื้นที่ และนำเสนอสินค้าเกษตรทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนสูงให้แก่ เกษตรกร สำหรับใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการปรับเปลี่ยนการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสม ของนาข้าวตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก นางสาวทัศนีย์ กล่าวว่า จากการศึกษา พบว่า ปัจจุบัน จังหวัดมหาสารคาม มีพื้นที่เหมาะสม สำหรับ การปลูกข้าว จำนวน 1,380,100 ไร่ และพื้นที่ไม่เหมาะสม จำนวน 789,800 ไร่ ในขณะที่อ้อย โรงงาน มีพื้นที่เหมาะสม สำหรับการปลูกจำนวน 90,956 ไร่ และพื้นที่ไม่เหมาะสม จำนวน 8
คุณจำนงค์ จังอินทร์ หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดศรีสะเกษ ให้ข้อมูลว่า จังหวัดศรีสะเกษมีเกษตรกรผู้เลี้ยงโคมากกว่า 45,000 ราย มีจำนวนโคทั้งสิ้น ประมาณ 190,000 ตัว จึงถือเป็นแหล่งที่เลี้ยงโคมากเป็น อันดับ 2 ของประเทศ โดยส่วนใหญ่จะเลี้ยงแบบผลิตลูกที่ปล่อยตามหัวไร่ปลายนา และอีกบางส่วนเลี้ยงแบบยืนโรงหาอาหารให้กินตลอดจนเสริมด้วยอาหารข้น เพื่อสร้างเป็นโคขุนส่งขายเนื้อ “โคที่เลี้ยงส่วนใหญ่เป็นลูกผสมชาร์โรเล่ส์กับบราห์มัน โดยปรับให้มีเลือดของชาร์โรเล่ส์สูงกว่าเป็นโครงสร้างของโคขุนที่ให้เนื้อมาก หรือเกษตรกรบางรายก็ชอบที่จะให้มีสายเลือดของบราห์มันมากกว่า ซึ่งแล้วแต่ว่าจะนำมาใช้ประโยชน์ด้านใด ซึ่งโดยทั่วไปเกษตรกรที่เน้นเลี้ยงขุนส่งขายเนื้อก็จะให้มีสายเลือดของชาร์โรเล่ส์มากกว่า แต่ต้องไม่เกิน 75 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลืออีก 25 เปอร์เซ็นต์ จะเป็นบราห์มันหรือพื้นเมืองก็ได้ จึงนับว่าเป็นโอกาสทำรายได้ให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อได้เป็นอย่างดี” คุณจำนงค์ กล่าว คุณทองเตียง บริบาล อยู่บ้านเลขที่ 33 หมู่ที่ 5 ตำบลส้มป่อย อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ เป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงโคอ
“เกษตรกรในจังหวัดบึงกาฬหลักๆ คือ ทำสวนยางพารา ซึ่งปัจจุบันพบว่าโคที่เลี้ยงมีปริมาณที่ลดลง อาจทำให้ในอนาคตเนื้อโคที่ใช้บริโภคมีปริมาณที่ไม่เพียงพอ จะเห็นได้จากสมัยก่อน โคและกระบือในจังหวัดบึงกาฬจะมีไม่ต่ำกว่า 50,000 ตัวขึ้นไป เมื่อมาเทียบกับปัจจุบันตอนนี้โคมีประมาณ 5,000 กว่าตัว ถ้านำมาบริโภค บอกได้เลยว่าไม่น่าจะเพียงพอ ซึ่งตอนนี้ทางปศุสัตว์เองก็ได้มีการส่งเสริมให้เลี้ยงมากขึ้น เพื่อให้เกษตรกรได้มีการเลี้ยงแบบทันสมัยมากขึ้น โดยทางปศุสัตว์มาทำการผสมเทียมให้ จึงทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงมีโคสายพันธุ์ที่ดี ที่มีลูกผสมตรงตามที่ตลาดต้องการ ก็สามารถทำเป็นอาชีพสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวอย่างยั่งยืน” คุณสมชาย กล่าว คุณสมชาย อนันตจารุตระกูล ปศุสัตว์จังหวัดบึงกาฬ คุณสมชาย อนันตจารุตระกูล ปศุสัตว์จังหวัดบึงกาฬ ให้ข้อมูลว่า การทำเกษตรส่วนใหญ่ของจังหวัดบึงกาฬ เกษตรกรนิยมที่จะปลูกพืชเชิงเดี่ยว เมื่อผลผลิตของพืชชนิดนั้นมีจำนวนที่มากขึ้นก็จะทำให้ราคาลดลง จึงเป็นผลทำให้เกษตรกรขายสินค้าได้ราคาต่ำกว่าทุน ซึ่งต่อมาภาครัฐได้มีการจัดการให้เกษตรกรทำพืชชนิดแบบตลาดนำ โดยไม่ปลูกพืชเชิงเดี่ยวมากเกินไป แต่ต้องหาสิ่งอื่น
