Featured SMEs เกษตร

เกษตรกรบึงกาฬเลี้ยงโคเนื้อ ใช้พื้นที่ 1 ไร่ สร้างรายได้มากกว่า 1 แสน ต่อปี

“เกษตรกรในจังหวัดบึงกาฬหลักๆ คือ ทำสวนยางพารา ซึ่งปัจจุบันพบว่าโคที่เลี้ยงมีปริมาณที่ลดลง อาจทำให้ในอนาคตเนื้อโคที่ใช้บริโภคมีปริมาณที่ไม่เพียงพอ จะเห็นได้จากสมัยก่อน โคและกระบือในจังหวัดบึงกาฬจะมีไม่ต่ำกว่า 50,000 ตัวขึ้นไป เมื่อมาเทียบกับปัจจุบันตอนนี้โคมีประมาณ 5,000 กว่าตัว ถ้านำมาบริโภค บอกได้เลยว่าไม่น่าจะเพียงพอ ซึ่งตอนนี้ทางปศุสัตว์เองก็ได้มีการส่งเสริมให้เลี้ยงมากขึ้น เพื่อให้เกษตรกรได้มีการเลี้ยงแบบทันสมัยมากขึ้น โดยทางปศุสัตว์มาทำการผสมเทียมให้ จึงทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงมีโคสายพันธุ์ที่ดี ที่มีลูกผสมตรงตามที่ตลาดต้องการ ก็สามารถทำเป็นอาชีพสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวอย่างยั่งยืน” คุณสมชาย กล่าว

คุณสมชาย อนันตจารุตระกูล ปศุสัตว์จังหวัดบึงกาฬ

คุณสมชาย อนันตจารุตระกูล ปศุสัตว์จังหวัดบึงกาฬ ให้ข้อมูลว่า การทำเกษตรส่วนใหญ่ของจังหวัดบึงกาฬ เกษตรกรนิยมที่จะปลูกพืชเชิงเดี่ยว เมื่อผลผลิตของพืชชนิดนั้นมีจำนวนที่มากขึ้นก็จะทำให้ราคาลดลง จึงเป็นผลทำให้เกษตรกรขายสินค้าได้ราคาต่ำกว่าทุน ซึ่งต่อมาภาครัฐได้มีการจัดการให้เกษตรกรทำพืชชนิดแบบตลาดนำ โดยไม่ปลูกพืชเชิงเดี่ยวมากเกินไป แต่ต้องหาสิ่งอื่นมาทดแทนเพื่อให้มีรายได้แบบหมุนเวียน

ซึ่งจังหวัดบึงกาฬจัดได้ว่าเกษตรกรส่วนใหญ่มีการทำสวนยางพาราเป็นอาชีพที่สามารถเลี้ยงครอบครัวได้ดี แต่ถ้าราคายางตกต่ำการมีอาชีพเสริมสำรองไว้เพื่อทดแทนจากการทำสวนยางจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ โดยการเลี้ยงปศุสัตว์เป็นอาชีพเสริมหลังกรีดยางก็สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้ด้วยเช่นกัน จึงได้มีการส่งเสริมให้เลี้ยงสัตว์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นไก่งวงหรือโคเนื้อที่ตลาดยังมีความต้องการมากขึ้น

คุณทองพูล สุรทัด อยู่บ้านเลขที่ 20 หมู่ที่ 4 ตำบลบึงกาฬ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ เป็นเกษตรกรต้นแบบของพี่น้องเกษตรกรรายอื่นๆ ในจังหวัดบึงกาฬ ที่สามารถเลี้ยงโคเนื้อแบบประณีตคือเลี้ยงในจำนวนที่ไม่มาก ดูแลได้ทั่วถึง ทำให้โคที่เลี้ยงมีสุขภาพดีเป็นที่ต้องการของตลาด โดยมีพ่อค้ามาจับจองขอซื้อถึงบ้านกันเลยทีเดียว

 

เห็นพื้นที่รอบบ้านว่าง จึงคิดทำปศุสัตว์

คุณทองพูล เล่าให้ฟังว่า เดิมมีอาชีพทำเกษตรกรรมอยู่แล้ว คือการปลูกข้าวโพดหวาน ต่อมาเห็นบริเวณรอบบ้านยังพอมีพื้นที่ว่างอยู่ จึงมองว่าน่าจะทำเกี่ยวกับเรื่องปศุสัตว์เพื่อสร้างรายได้ จึงตัดสินใจนำโคเนื้อมาเลี้ยงเพื่อใช้พื้นที่บริเวณบ้านให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งการเลี้ยงจะเน้นให้มีแต่โคแม่พันธุ์เท่านั้น

“ปี 2540 ช่วงแรกๆ ตอนที่จะเลี้ยงใช้เงินลงทุนไปประมาณ 30,000 บาท ซื้อเป็นแม่พันธุ์พร้อมลูกมา พอเราเห็นว่าพร้อมที่จะผสมพันธุ์ได้ ก็จะติดต่อให้ทางสำนักงานปศุสัตว์มาผสมเทียมให้ ก็ได้ลูกเพิ่มมาเรื่อยๆ ไม่ต้องซื้อเข้ามาเพิ่มอีก ซึ่งภายในฟาร์มจะเน้นเป็นสายพันธุ์บราห์มันขาว บราห์มันแดง ที่มีลูกผสมชาโรเลส์ โดยจะเน้นเลี้ยงให้มีแต่แม่พันธุ์อย่างเดียว ส่วนพ่อพันธุ์ไม่จำเป็นต้องมี เราสามารถผสมเทียมได้ ซึ่งตอนนี้มีแม่พันธุ์อยู่ประมาณ 7 ตัว สามารถผลิตลูกสร้างรายได้ให้เราได้อย่างดี” คุณทองพูล กล่าว

พื้นที่เลี้ยง

คุณทองพูล ให้เหตุผลว่า ถ้าเลี้ยงโคมากกว่า 15 ตัว กลัวจะมีเวลาดูแลได้ไม่มากพอ เพราะต้องมีเวลาสำหรับหาอาหารให้กับโคกินทุกวัน ถึงแม้ว่าจะมีจำนวนโคเนื้อที่เลี้ยงเพียงจำนวนเท่านี้ ก็สามารถทำเงินให้กับเขาได้ถึงปีละ 150,000 บาท และสามารถแบ่งเวลาไปทำการเกษตรด้านอื่นได้ด้วย

 

เลี้ยงให้ลูกโค มีอายุมากกว่า 1 ปีขึ้นไป

การทำปศุสัตว์สมัยนี้ไม่เหมือนกับอดีตที่เลี้ยงกันมา โดยไม่จำเป็นต้องปล่อยโคเดินตามไล่ทุ่งในพื้นที่กว้างๆ เหมือนแต่ก่อน โดยนำมาดัดแปลงเลี้ยงบริเวณพื้นที่ขนาดเล็กก็ได้ แต่ต้องมีการจัดการที่เหมาะสม ก็สามารถเลี้ยงโคเนื้อที่เป็นสัตว์ใหญ่ได้เช่นกัน

ซึ่งโรงเรือนสำหรับให้โคนอนของคุณทองพูล ก็ทำแบบง่ายๆ โดยเน้นให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก เพื่อป้องกันไม่ให้มีเชื้อโรคสะสม

โรงเรือนทำแบบง่ายๆ

“อาหารที่เราให้กินหลักๆ ก็จะเป็นหญ้าขนที่หาได้จากท้องถิ่น ฟางข้าวบ้าง และก็ต้นข้าวโพดที่ได้จากไร่ที่เราปลูกเอง โคจะกินอาหารในช่วงเช้าเวลา 08.00 น. และช่วงเย็น 16.00 น. ซึ่ง 1 ตัว วันหนึ่งจะกินประมาณตัวละ 30 กิโลกรัม ให้กินแบบนี้ทุกวันสลับกันไป ซึ่งถือว่าต้นทุนเราก็ไม่มีอะไรมาก เราหาวัตถุดิบที่หาได้จากพื้นที่ในย่านนี้เองได้” คุณทองพูล กล่าว

เมื่อแม่พันธุ์ที่มีอยู่ 7 ตัว พร้อมผสมพันธุ์ก็จะติดต่อให้เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์มาทำการผสมเทียมให้ จากนั้นรอจนแม่โคออกลูกถ้าเป็นตัวเมียที่มีลักษณะดีก็จะเก็บไว้เลี้ยงเป็นแม่พันธุ์ต่อไป ส่วนตัวผู้ก็จะเลี้ยงให้มีอายุอย่างน้อย 1 ปี ก็จะขายให้กับคนที่มาติดต่อซื้อ

ในเรื่องของการดูแลป้องกันโรค คุณทองพูล บอกว่า จะทำวัคซีนให้กับโคเนื้อที่เลี้ยงปีละ 2 ครั้ง เพื่อป้องกันโรคปากเปื่อยเท้าเปื่อย รวมถึงโรคคอบวมด้วย โดยทำวัคซีนในช่วงเดือนมกราคม ส่วนการทำวัคซีนครั้งที่ 2 จะทำในช่วงเดือนมิถุนายนอีกครั้งหนึ่ง ฉีดเฉพาะวัคซีนโรคปากเปื่อยเท้าเปื่อยเพียงอย่างเดียว

“การเลี้ยงโคในชุมชนยิ่งอยู่ใกล้บ้านเรา ใกล้บ้านคน เราต้องมีการจัดการที่ดี อย่างช่วงหน้าฝนพื้นที่เลี้ยงจะแฉะจะทำให้มีกลิ่นได้ วิธีแก้ก็คือเราก็เอาหญ้าให้กินข้างในคอก แล้วพวกนั้นจะช่วยซับน้ำก็จะทำให้กลิ่นไม่ค่อยมี พอหมดช่วงหน้าฝน เราก็สามารถเอามูลมาตากแห้ง สร้างรายได้เสริมได้อีกด้วย” คุณทองพูล บอกถึงวิธีการจัดการ

 

โคที่เลี้ยง มีคนมาติดต่อขอซื้อถึงบ้าน

เมื่อลูกโคเนื้อที่เลี้ยงมีอายุครบ 1 ปี จะมีผู้ที่สนใจซื้อมาติดต่อขอดูถึงบ้าน เพื่อนำไปเลี้ยงต่อเป็นโคขุนหรืออาจจะเป็นพ่อแม่พันธุ์ไว้ใช้ภายในฟาร์ม ซึ่งราคาที่ขายตกอยู่ที่ตัวละ 25,000-30,000 บาท ภายใน 1 ปี ขายได้อยู่ประมาณ 5-6 ตัว สามารถทำเงินให้ตกอยู่ที่ปีละ 150,000 บาท คุณทองพูล บอกว่า แม้จะเลี้ยงอยู่ในเนื้อที่แค่ประมาณ 1 ไร่ ที่มีบ้านของเขาอยู่ในบริเวณเลี้ยงด้วยก็ตาม ยังสามารถทำเงินให้ได้หลักแสนต่อปี จึงถือว่าเป็นอาชีพที่ทำรายได้เลี้ยงครอบครัวได้เป็นอย่างดี

“โคเนื้อมันไม่ได้ขายได้แต่ตัวอย่างเดียว ของเหลืออย่างมูลก็สามารถทำเป็นเงินได้ พอมีเราก็ขุดออกจากโรงเรือน ผมก็ขายอยู่ที่กระสอบละ 50 บาท ตกปีหนึ่งได้เงินจากขายมูลโคอยู่ที่ปีละ 25,000 บาท เพราะคนที่เพาะปลูกเขาก็มาติดต่อขอซื้อเรื่อยๆ มันเหมือนเรามีแต่ได้กับได้ อาหารก็หาเองในพื้นที่ ขอให้เราขยันในเรื่องการหาอาหาร มันก็เหมือนเราลงแรงในการเลี้ยงอย่างเดียว ยังไงก็มีรายได้จากการเลี้ยงแน่นอน” คุณทองพูล กล่าว

การประกอบอาชีพทางด้านปศุสัตว์ให้ประสบผลสำเร็จนั้น คุณทองพูล บอกว่า ขอให้มีใจที่เต็มร้อยเพียงอย่างเดียว เพราะต้องมีความอดทนในการรอเวลาจนกว่าโคที่เลี้ยงจะโตจนขายได้ และที่สำคัญต้องมีกำลังกายที่พร้อมในการหาหญ้าให้โคกิน เมื่อโคเจริญเติบโตจนสามารถขายได้ก็จะได้เงินอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย สมกับที่เสียแรงกายในการดูแล แต่ถ้าซื้อโคไปฝากให้กับคนอื่นเลี้ยง ก็จะทำให้มีต้นทุนที่เพิ่มขึ้น รายได้ก็จะลดลงตามไปด้วย

ปุ๋ยคอก กระสอบละ 50 บาท

สำหรับผู้ที่สนใจอยากจะเลี้ยงสัตว์แต่ยังไม่กล้าที่จะตัดสินใจ คุณทองพูล ให้คำแนะนำว่า

“การเลี้ยงสัตว์อย่าเพิ่งไปคิดว่าเราต้องมีเนื้อที่มากๆ แล้วจึงจะเลี้ยง มันเลี้ยงได้หมดถ้าเราจะเลี้ยง มีพื้นที่ไม่ถึงไร่จะเลี้ยงจริงๆ ยังเลี้ยงได้เลย อย่างที่ผมเจอมา คนส่วนมากจะคิดว่าการเลี้ยงสัตว์ต้องใช้พื้นที่มากๆ มันไม่จำเป็นสำหรับผมมองนะ ขออย่างเดียวให้มีใจเต็มร้อยเท่านั้นแหละ และอีกอย่างให้ลองถามใจตัวเองก่อนว่า เราชอบที่จะเลี้ยงสัตว์ไหม สัตว์ชนิดไหนเหมาะสมกับเรา ไม่จำเป็นต้องเลี้ยงแต่โคเนื้ออย่างเดียวก็ได้ เห็นว่าใจชอบด้วยก็จัดการได้เลย ซึ่งการใช้พื้นที่น้อยก็คือว่าเราดูแลได้ทั่วถึง เลี้ยงแบบค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป ยังไงเราก็มีเงินรายได้อย่างผมแน่นอน”

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณทองพูล สุรทัด หมายเลขโทรศัพท์ (086) 229-0480

ขอบพระคุณ คุณสมชาย อนันตจารุตระกูล ปศุสัตว์จังหวัดบึงกาฬ ที่พาลงพื้นที่ พบปะเกษตรกร

Related Posts

รวมที่พักในกรุงเทพฯ ทั้งแบบโฮสเทล - โฮมเทล นอนสบาย ได้ฟีลเหมือนบ้าน และสัมผัสเสน่ห์แต่ละย่าน
5 สัญญาณที่บอกว่า “ยอดขายดี” ไม่ได้แปลว่าธุรกิจแข็งแรง
พส.ไทย ปลุกเทรนด์ใหม่! “มาลัยเกล้าผม” จากพวงมาลัยไหว้พระ สู่แอกเซสซอรีสุดชิค ถ่ายรูปตามย่านจนไวรัล
รู้จัก “Wonder AI” ระบบที่จะพลิกโฉมค้าปลีกไทย ใช้กล้อง CCTV วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า รู้ว่าสนใจอะไร ตอบรับโปรไหน
สามพี่น้องปั้น “LUCK” ผ้าขนหนูอัจฉริยะ คิดไกลกว่าความนุ่มและการซับน้ำ ชูนวัตกรรมบอกอายุการใช้งาน
อาร์ตไดเร็กเตอร์หยิบ “ปลาดุกไทย” มาเล่าใหม่ เป็น “ปลาดุกไร้ก้าง” เมนูไวรัลฟีลอิซากายะ ยอดขายวันละ 20,000 บาท