Collaboration
จากเรื่องราวของวัยรุ่นสร้างตัวที่เดินตามความฝัน “อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง” ทำให้ ซันนี่–วีรสรณ์ ลิ้มเจริญ และ ไอซ์–จักรภัทร มุ่งจิตภิญโญ ตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาปั้นธุรกิจสมูทตี้ดีลิเวอรี ที่เริ่มต้นจากยอดขายเพียง 1 แก้ว สู่การเปิดหน้าร้านในซอยสาทร 11 ภายใต้ชื่อ WOOPS ถึงปัจจุบันธุรกิจของพวกเขาเติบโตครบ 1 ปี สามารถขยายสาขาได้ถึง 4 แห่ง และยังได้ร่วม Collab กับแบรนด์ระดับพรีเมียมมากมาย พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า WOOPS ไม่ใช่แค่แบรนด์สมูทตี้ที่ขายน้ำผลไม้ปั่นธรรมดา แต่คือแบรนด์ของคนรุ่นใหม่ที่มีเป้าหมายชัดเจน กับความฝันที่ใหญ่กว่าเดิม คือการเป็น “Global Thai Smoothie Brand” ที่คนทั่วโลกรู้จัก และในวันนี้ WOOPS สามารถสร้างรายได้หลักล้านต่อเดือน เปิด 4 สาขา ใน 1 ปี บน “ทำเลที่ใช่” WOOPS เป็นแบรนด์สมูทตี้ที่คุณซันนี่และคุณไอซ์ร่วมกันเปิดบนแพลตฟอร์มดีลิเวอรี แม้จะเป็นธุรกิจเล็กๆ แต่ทั้งคู่กลับมองเห็นศักยภาพในการเติบโต และพร้อมที่จะมีหน้าร้านสาขาแรกที่ตึกเอ็มไพร์ แต่เพราะขาดประสบการณ์และความรู้ ทำให้มีปัญหาหลายอย่างตามมา ทั้งโดนรื้อแบบ มีปัญหากับผู้รับเหมา จึงได้ขยับมาเปิดสาขาแรกในซอยสาทร
บางทีรสสัมผัสของกลิ่น ก็พาเราดำดิ่งไปสู่อีกมิติหนึ่งได้อย่างเหลือเชื่อ เชื่อมโยงความรู้สึกของเรา ให้ซึมลึกไปกับเรื่องราวตรงหน้า หรือนี่จะเป็นโค้ดลับนำไปสู่ความอร่อยที่แบรนด์ชาชีสที่จริงใจอย่าง NOSE TEA เลือกสร้างมูลค่าให้กับแบรนด์ ด้วยการสร้างความแตกต่างจากการทำ Collaboration กับแบรนด์ที่หลากหลายอยู่เสมอ เพื่อยกระดับการสื่อสารแบรนด์ สร้างจุดเด่น และเพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างกว้างขวาง วันนี้ NOSE TEA เติบโตอีกขั้น ชนิดที่ว่าสร้างความแปลกใหม่ให้กับอุตสาหกรรมเครื่องดื่มและอุตสาหกรรมบันเทิง เพราะเราจับมือร่วมกันกับ สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล เดินหน้าทำโปรเจ็กต์คอลแลบกับภาพยนตร์สยองขวัญเรื่อง ท่าแร่ ที่ผลักดันแก่นเรื่องราวความเชื่อ ความศรัทธา และเรื่องราวอันลี้ลับ มืดดำ จนเกิดเป็นศาสตร์ของเครื่องดื่ม ที่เป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกถึงสองตัว เพราะผู้บริโภคจะไม่เพียงแค่ต่อแถวซื้อชา แต่กำลังต่อแถวซื้อตั๋วเข้าสู่โลกของท่าแร่ ผ่านเครื่องดื่มที่ NOSE TEA ดีไซน์ขึ้นมาใหม่โดยเฉพาะ ชาจิบศรัทธา (HOLY SIP) เมนูชาที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากวัตถุส่วนหนึ่งของพิธีกรรมที่ปรากฏบนภา
“คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย” โบราณท่านว่าไว้ เอามาใช้ได้ แม้ในการทำธุรกิจ การทำธุรกิจแบบ “หันหลังพิงกัน” คือ การพึ่งพาอาศัยกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ให้เดินหน้าไปสู่เป้าหมายที่หวังด้วยกัน สมัยนี้เรียกว่า “Collaboration” แปลเป็นไทยคือ การร่วมมือกัน เราอาจเห็นการเขียนย่อ “X” เช่น บอกว่า แบรนด์ ก ไก่ X แบรนด์ ข ไข่ ก็หมายถึง แบรนด์ ก ไก่ และแบรนด์ ข ไข่ มีการ Collab หรือ Collaboration กัน นั่นเอง แต่ผมขอเรียกง่ายๆ แบบชาวบ้านๆ ว่า “หันหลังพิงกัน” นะครับ การหันหลังพิงกันในธุรกิจ ไม่ใช่เพิ่งเกิด ไม่ใช่ว่าเพิ่งมาฮิตกันในปีสองปีนี้เท่านั้น แต่มีมานานแล้ว คนรุ่นปู่ย่าตายายพวกเรา โดยเฉพาะคนจีนที่เข้ามาทำธุรกิจในเมืองไทย ท่านเหล่านั้น ล้วนเป็นนักคอลแลบทั้งสิ้น นิยมทำธุรกิจแบบหันหลังพิงกัน ช่วยกัน เอื้ออาทรกัน เบสิคการหันหลังพิงกัน ของคนขายสตรีตฟู้ดทั้งหลายคือ การยินยอมให้ลูกค้าของอีกเจ้า มานั่งกินที่โต๊ะของร้านเรา นึกภาพสตรีตฟู้ด ที่แต่ละเจ้าก็มีโต๊ะ เก้าอี้ แค่ 2-3 ชุด แต่บางทีลูกค้ามากันเป็นกลุ่ม คนนี้อยากกินร้านนี้ อีกคนอยากกินร้านนั้น แต่ปัญหาคือ ร้านนี้ไม่เสิร์ฟ ถ้าคุณนั่งโต๊ะอีกร้าน อีก
