เพลงบางเพลง แค่ได้ยินเสียง ในหัวเราก็ฉายหน้านักร้องกับท่าเต้นสุดบาดใจของเขาได้แล้ว
รู้หรือไม่ว่า เบื้องหลังความสำเร็จของเพลงและท่าเต้นเหล่านี้ ล้วนมาจาก ‘กลยุทธ์การตลาด’ ที่ค่ายคิดมาอย่างแนบเนียน
ต่อให้คุณจะติดตาม K-Pop หรือไม่ ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า คุณไม่เคยได้ยิน หรือได้เห็นท่าเต้น K-Pop มาก่อน เพราะทุกอย่างมันแมสเสียจนต้องเคยผ่านหูผ่านตากันมาบ้าง
ย้อนกลับไปเกือบยี่สิบปีก่อน เพลงระดับตำนานที่เคยสร้างปรากฏการณ์เมกะฮิตทั่วโลก อย่าง เพลง “Sorry, Sorry” วง Super Junior ท่าเต้นล้างมือที่ GenY ทุกคนต้องรู้จัก
ถัดมาเพลง “Nobody” ของ Wonder Girls กับท่าเต้นปรบมือตามจังหวะ ร้องเล่นเต้นตามกันได้ทั่วโลก จน Wonder Girls กลายเป็นเกิร์ลกรุ๊ปที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในวงการ K-Pop
ขยับมาหน่อยก็เจอ Gangnam Style ของ PSY พร้อมท่าเต้นควบม้าสไตล์หนุ่มกังนัมคนเท่ ก็ดังพลุแตก จนทำให้นักร้องกลายเป็นศิลปินที่ร่ำรวยที่สุดในเกาหลี กวาดเงินจากความนิยมไปได้อย่างมหาศาล เรียกได้ว่าชาตินี้ก็ใช้ไม่หมด

ศิลปิน เพลง ท่าเต้น = สินค้า
เพลงคือสินค้าอย่างหนึ่ง ที่ฝ่ายการตลาดของค่ายต้องตีโจทย์ให้แตกว่า จะทำอย่างไรให้มันดูน่าสนใจและขายออก ดังนั้นแล้ว เพลงทุกเพลงในอุตสาหกรรม K-Pop ไม่เคยถูกปล่อยออกมาเพียงเพื่ออยากจะเต้นอยากจะร้องเท่านั้น
เพราะการจะปล่อยเพลงหนึ่งเพลง ต้องอาศัยทุนสร้างมหาศาล การถ่ายทำ MV ก็ไม่ง่าย ทุกอย่างต้องใช้เงินลงทุน ทีมการตลาดจึงต้องทำงานร่วมกับทุกฝ่าย เพื่อออกแบบให้เพลงเป็นสินค้าที่ดูจะขายได้ โน้มน้าวนักลงทุนให้มาทุ่มเงินได้
จะบีทเพลงติดหู เนื้อร้องวนซ้ำคำจนหลอนสมอง หรือท่าเต้นมีกิมมิคก็ดี ล้วนแต่เป็นการตลาดทั้งสิ้น
ในช่วงแรกการแสดง K-Pop ไม่ได้เน้นการออกแบบท่าเต้นมากนัก ส่วนใหญ่จะเป็นการแสดงที่แทบไม่มีท่าเต้นเลย แต่เมื่อเข้าสู่ยุค 1990 อิทธิพลจากตะวันตกและโทรทัศน์ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมเกาหลีใต้มากขึ้น
แล้ววง Seo Taiji and the Boys ศิลปินที่มาพร้อมสไตล์ท่าเต้นฮิปฮอป ผสานสไตล์เบรกกิ้งและบูการู การเดบิวต์ของวงนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นอิทธิพลคนผิวดำในวงการ K-Pop ท่าเต้นที่ทรงพลังและดุดันของ Seo Taiji and the Boys ถือว่าแปลกใหม่สำหรับเกาหลีใต้ในเวลานั้น แต่กลับกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับวงไอดอลรุ่นต่อไปในวงการ

ต่อมา บริษัทค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ก็ได้ก่อตั้งขึ้น SM, YG และ JYP Entertainment แล้วทำเป็นโรงงานผลิตนักร้องไอดอลออกมาเป็นสูตรเดียวกัน
สไตล์การเต้นแต่ละค่ายก็ต่างกัน
SM รักษาการเต้นที่ประสานกัน ดูสมูธ เรียกว่า “การเต้นแบบทหาร” (gunmu)
YG ไม่เน้นการเต้นมาก ปล่อยใจไปกับบรรยากาศ ไฮป์คนดู สนุกสนาน
JYP เน้นไลน์เต้นพร้อมเพรียง ล็อคท่า
ในเกาหลีมีอาชีพหนึ่งที่ได้รับค่าตอบแทนสูง ทุกบริษัทพร้อมแย่งตัวคือ นักออกแบบท่าเต้น(Dance Choreography) เพราะเป็นอาชีพที่อยู่เบื้องหลังการออกแบบท่าเต้นแบบ Point Choreography (การออกแบบท่าเต้นเฉพาะจุด) ใน K-Pop อันเป็นสูตรลับที่ทำให้ท่าเต้น K-Pop ดูไอคอนิก
Point Choreography คืออะไร
Point Choreography คือท่าเต้นที่เป็นเอกลักษณ์ ซ้ำๆ กัน 4-8 จังหวะ มีจุดเด่นสะดุดตาและเลียนแบบได้ง่าย ทำหน้าที่เป็นจุดดึงดูดสายตาที่สำคัญของเพลง กระตุ้นให้เกิดกระแสการเต้นตาม หรือที่ชาวเน็ตเรียกอีกอย่างว่า “killing part”
การเคลื่อนไหวที่ซ้ำๆ กันของสมาชิกช่วยสร้างโครงสร้างและความสม่ำเสมอให้กับการแสดง ลองนึกถึงภาพ การโยกสะโพกของ Brown Eyed Girls ในเพลง “Abracadabra” หรือการยิงปืนของ BLACKPINK ในเพลง “Kill This Love” ท่าเต้นที่เป็นเอกลักษณ์จะมีลักษณะคล้าย ๆ แบบนั้น
เพื่อสร้างการจดจำแบรนด์ให้กับวง บางครั้งท่าเต้นจะถูกนำไปใช้ในการโปรโมทเพลงก่อนที่เพลงจะวางจำหน่ายเสียอีก
กลยุทธ์การตลาดเบื้องหลังเพลง
กลยุทธ์การโปรโมตเพลง K-pop ยุคนี้จึงต้องมาพร้อมชาเลนจ์ท่าเต้นแบบง่ายหรือย่อส่วนออกมาด้วยเสมอ บางค่ายถึงกับจ้างทีมงานเฉพาะเพื่อผลิตวิดีโอสั้นโดยเฉพาะ
กลยุทธ์นี้คือสิ่งที่นักการตลาดมองเห็นจากกรณีศึกษาของเพลง “Any Song” ของ Zico ที่กลายเป็นกระแสไวรัลทั่วโลก เพียงการแสดงท่าทางง่ายๆ ตามจังหวะเพลง

รวมไปถึงซิงเกิล “Cupid” ของ Fifty Fifty ที่มีชาเลนจ์ท่าเต้นน่ารัก ส่งผลให้เพลงที่กล่าวมาโด่งดังไกลเกินกว่าเกาหลีสู่ตลาดเพลงโลก
บางครั้งท่าเต้นสำคัญเท่ากับเพลง
การปล่อยวิดีโอ Dance Performance ในห้องซ้อมของเหล่าไอดอล สะท้อนว่าการออกแบบท่าเต้นมีความสำคัญอย่างไรใน K-Pop
โดยปกติแล้วคลิปเหล่านี้จะถูกระบุว่าเป็น “Dance Music Video” หรือ “Live performance” ของเพลง
วงไอดอลมักคิดค้นท่าเต้นใหม่ ๆ ที่สร้างสรรค์เพื่อดึงความสนใจ ให้คนมองหน้าจอไม่ละสายตา ส่วนใหญ่รูปแบบการเต้นคือฮิปฮอป สตรีทสไตล์ เช่น popping และ Breaking เน้นการเคลื่อนไหวแขนและขาแบบดุดัน เฉียบคม อย่างวง BTS และ SEVENTEEN
วง SEVENTEEN เป็นตัวอย่างที่ดีของการออกแบบท่าที่แปลกใหม่ วงมักผสมผสานการแยกส่วน (isolation) เข้าไปในท่าเต้นของพวกเขา มีการใช้เทคนิค Power Blocking ให้สวยงามแม้จะมีสมาชิกมากถึง 13 คน

#Challenge เรียกไวรัล
ถือกำเนิดกระแส “Challenge” อันได้รับความนิยมอย่างมากบนแพลตฟอร์มวิดีโอสั้น เช่น TikTok, Instagram Reels และ YouTube Shorts
ชาเลนจ์ หมายถึงวิดีโอสั้นๆ ที่มีความยาวไม่เกินหนึ่งนาที ซึ่งผู้เข้าร่วมจะทำภารกิจ จะแสดงท่าเต้นตามเพลงยอดนิยม
ยุคนี้ไอดอลจึงต้องทำคอนเทนต์กับเพื่อนร่วมวง แล้วส่งให้ทีมคอนเทนต์อนุมัติ ก่อนอัปโหลดลงบัญชีทางการของวง
เมื่อไม่นานมานี้ สิ่งที่พิสูจน์ความสำเร็จของ Point Choreography คือไวรัลท่าเต้น killing part ของ SAN สมาชิกวง ATEEZ จากเพลงใหม่ “BAD” คลิปเต้นดังกล่าวกลายเป็นไวรัลในโซเชียลมีเดีย กำลังถูกพูดถึงอย่างมากในชุมชนออนไลน์ และทำให้เพลง BAD มียอดวิว 24 ล้านครั้ง ภายใน 13 วันเท่านั้น
