เสื้อยืดปกติเราดูจากสี ทรง และผ้า แต่ GQ เพิ่มมิติที่ไม่มีใครถามหา คือ กลิ่น แล้วเลือกกลิ่นที่คนไทยคุ้นเคยอย่างก๋วยเตี๋ยวเรือ ซาลาเปา และนมอัดเม็ด
โปรเจกต์นี้ชื่อ GQ Wear The Flavor วางตัวเป็นเสื้อยืดที่รวมเสื้อผ้ากับอาหารเข้าด้วยกันเป็นครั้งแรกของโลก (คำโปรโมตของแบรนด์เอง) ประเด็นที่น่าคุยคือทำไมแบรนด์เสื้อผ้าต้องทำอะไรแบบนี้
เสื้อที่มีกลิ่นชวนหิว

สำหรับรุ่น Wear The Flavor เป็นเสื้อยืด Unisex (มีรุ่น Women แยกด้วย) มี 8 กลิ่น จับคู่กับ 8 สี:
- ก๋วยเตี๋ยวเรือ สีน้ำตาลเข้ม ลุคสตรีทดุดัน
- ทาร์ตไข่ สีเบจ ฟีลสายคาเฟ่
- นมอัดเม็ด สีฟ้าพาสเทล กลิ่นย้อนวัย
- เจลลี่ลิ้นจี่ สีชมพู
- ขนมชั้นอัญชัน สีฟ้าคราม
- ลูกอมเมนโทลิปตัส สีกรมท่า ลุคสปอร์ต
- ซาลาเปาหมูสับ สีขาว
- บัวลอยงาดำ สีดำสนิท
จุดขายที่แบรนด์เน้นคือประสบการณ์ตอนแกะกล่อง ซึ่งกลิ่นประจำรสจะลอยออกมาทันที แบรนด์เรียกว่าเปลี่ยนจาก Unboxing เสื้อ เป็น “Unboxing Flavor” อีกแนวคิดที่ชัดคือเสื้อแต่ละตัวไม่ได้บอกแค่ว่าวันนี้ใส่อะไร แต่บอกว่าวันนี้อยากเป็น Flavor ไหน
สังเกตว่าแต่ละกลิ่นถูกผูกกับคาแรกเตอร์ก๋วยเตี๋ยวเรือเท่กับสีเข้ม บัวลอยงาดำเป็นโหมดดาร์ก ทาร์ตไข่เป็นสายคาเฟ่ เสื้อจึงไม่ได้ขายแค่กลิ่น แต่ขายบุคลิกด้วย
ทำไมต้องเอาเสื้อมาผูกกับอาหาร
1) เสื้อยืดแข่งกันด้วยความต่างยาก ต้องหามิติใหม่
เสื้อยืดเป็นตลาดที่แข่งกันดุ ผ้าดีและทรงสวยกลายเป็นเรื่องพื้นฐาน เมื่อแข่งด้วยสเปกแล้วไม่ต่างกันมาก ทางที่เหลือคือสร้างประสบการณ์ในมิติที่คู่แข่งยังไม่แตะ ซึ่งก็คือประสาทสัมผัสที่ 4 อย่างการดมกลิ่น

2) กลิ่นสร้างความทรงจำและอารมณ์ได้เร็ว
กลิ่นเชื่อมกับความทรงจำและอารมณ์ได้ตรงกว่าภาพหรือเสียง เพราะสมองส่วนที่ประมวลกลิ่นอยู่ใกล้ส่วนที่จัดการอารมณ์และความจำ นมอัดเม็ดกับซาลาเปาจึงเป็นตัวเลือกที่ฉลาด เพราะพาคนกลับไปหาความทรงจำวัยเด็กได้ทันที ข้อความของแคมเปญเองก็ชี้ไปทางนี้ ว่าความทรงจำเรื่องอาหารบางครั้งเริ่มจากกลิ่น ไม่ใช่การชิม
3) เลือกกลิ่นที่คนไทยเข้าใจโดยไม่ต้องอธิบาย
กลิ่นก๋วยเตี๋ยวเรือ บัวลอย ขนมชั้น และลูกอมเมนโทลิปตัส เป็นกลิ่นของวัฒนธรรมร่วมที่คนไทยรู้จักหมด ไม่ต้องเสียเวลาอธิบายว่ากลิ่นนี้คืออะไร ข้อดีอีกอย่างคือกลิ่นเหล่านี้มีเรื่องเล่าและอารมณ์ขันในตัว เหมาะกับคนที่ชอบแชร์เรื่องแปลก ๆ
4) เปลี่ยนสินค้าให้เป็นคอนเทนต์
เสื้อยืดธรรมดาไม่มีอะไรให้โพสต์ แต่เสื้อกลิ่นก๋วยเตี๋ยวเรือมีคำถามชวนคุยทันที เช่น มันหอมจริงไหม จะเหมือนน้ำซุปหรือเปล่า ทำให้เกิดคลิปแกะกล่อง รีวิว และการแท็กเพื่อน โดยแบรนด์ไม่ต้องทุ่มค่าโฆษณาทั้งหมด
5) Unboxing
การซื้อเสื้อออนไลน์ไม่มีโอกาสให้ลูกค้าจับผ้าหรือลองกลิ่นในร้าน โมเมนต์แกะกล่องจึงเป็นช่วงที่แบรนด์ออกแบบความประทับใจได้เอง กลิ่นตอนเปิดกล่องเป็นการเปลี่ยนจุดที่ปกติจืด ๆ ให้กลายเป็นไฮไลต์ของสินค้า
สินค้าแนวนี้มักไม่ได้หวังกำไรจากตัวสินค้าอย่างเดียว แต่หวัง Brand Awareness และภาพจำว่า GQ เป็นแบรนด์เสื้อผ้าที่ไม่ธรรมดา
เคยมีอะไรแปลก ๆ แบบนี้มาก่อนไหม
การทำสินค้าผูกกับกลิ่นอาหารมีออกมาเป็นแคมเปญเรียกกระแสอยู่ตลอด ตัวอย่าง
Burger King: น้ำหอมกลิ่นเบอร์เกอร์
เบอร์เกอร์คิงเคยเล่นเรื่องนี้กับสเปรย์ฉีดตัวกลิ่นเบอร์เกอร์ชื่อ “Flame” ซึ่งสื่ออย่าง TechCrunch รายงานว่าขายราคา 3.99 ดอลลาร์ และขายหมดอย่างรวดเร็ว ต่อมาญี่ปุ่นมีโคโลญกลิ่นเนื้อย่างวอปเปอร์รุ่นจำกัด 1,000 ชิ้น ขายวันเดียวในวันที่ 1 เมษายน ราคา 5,000 เยนต่อการซื้อเบอร์เกอร์หนึ่งชุด
KFC: ครีมกันแดดกลิ่นไก่ทอด
ปี 2016 KFC เคยแจกครีมกันแดดที่บอกว่าหอมเหมือนไก่ทอด จำนวน 3,000 ขวด เพื่อโปรโมตไก่ Extra Crispy และหมดภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังขึ้นเว็บไซต์ หลังจากนั้น KFC ทำท่อนฟืนกลิ่นไก่ทอดในช่วงปี 2018-2019 และรองเท้า Crocs ที่ตัวติดตกแต่งมีกลิ่นไก่ทอด ผู้บริหารสื่อสารของ KFC ระบุว่าแคมเปญเหล่านี้คุยกันได้ทุกครั้งและขายหมดทุกครั้ง โดยอธิบายว่าเป็นผลจากวัฒนธรรมการแชร์ผ่านโซเชียล
Pizza Hut, McDonald’s
ปี 2012 Pizza Hut ผลิตน้ำหอมกลิ่นพิซซ่า 110 ขวดส่งให้แฟน ๆ หลังมุกจากเฟซบุ๊กของแบรนด์ไวรัล ส่วนแมคโดนัลด์ทำเทียนหอมกลิ่นวัตถุดิบควอเตอร์พาวน์เดอร์ 6 กลิ่นในปี 2020
Wear The Flavor คือตัวอย่างของแบรนด์ที่รู้ว่าสินค้าหลักแข่งกันด้วยสเปกยาก จึงเปลี่ยนสนามไปแข่งที่ประสบการณ์และเรื่องเล่า กลิ่นอาหารที่คนไทยคุ้นเคยช่วยให้เข้าใจง่าย ส่วนโมเมนต์แกะกล่องช่วยให้สินค้ามีเรื่องให้แชร์ สิ่งที่ตัดสินว่าโปรเจกต์นี้เป็นแค่กระแสหรือเป็นไลน์สินค้าระยะยาว คือกลิ่นที่ทนได้จริง ยอดขายซ้ำ และการต่อยอดรสใหม่ ๆ ในอนาคต
