ข่าววันนี้

ผ่าเส้นทางขรุขระสตาร์ตอัพ ในมุมมอง “อรรถพงศ์ ลิมศุภนาค”

ในยุคที่สตาร์ตอัพกำลังเฟื่องฟู กลายเป็นเป้าหมายของคนรุ่นใหม่ แต่เส้นทางนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ “ประชาชาติธุรกิจ” พาผ่าประสบการณ์ของ “อรรถพงศ์ ลิมศุภนาค” ผู้ก่อตั้ง Drivebot บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์เช็กรถยนต์ผ่านสมาร์ทโฟน ที่เคยผ่านทั้งโครงการ dtacAccelerate ปีที่ 2 เคยเปิดโครงการระดมเงินทุนผ่านเว็บไซต์ Indiegogo แค่ 6 วันก็ทำยอดทะลุเป้า $35,000

Q : ไม่ได้ทำ Drivebot แล้ว

แยกออกมาทำบริษัทใหม่ชื่อ แฮกซ์เตอร์ (haxter) โดยทำงานกับเอ็นเตอร์ไพรส์เพื่อให้เอ็นเตอร์ไพรส์อินโนเวตได้ด้วยความเร็วของสตาร์ตอัพ

Q : ทำไมถึงเปลี่ยน

ตั้งแต่เด็กชอบเขียนโปรแกรม อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ตั้งแต่เรียนวิศวะ คอมพิวเตอร์ ที่จุฬาฯ ปี 3 มีโครงการที่จะส่งนักเรียนไปเรียนแลกเปลี่ยนที่สแตมฟอร์ด 1 เดือน บรรยากาศที่นั่นไฮเอ็นเนอร์จี้ มีโอกาสเยอะ มีคนพร้อมให้เงิน จึงตั้งใจว่ากลับมาเป็นสตาร์ตอัพ พอกลับมาก็เริ่มรวมกลุ่มกับเพื่อนทำโปรเจ็กต์ ช่วงนั้นเป็นปี 2012 สตาร์ตอัพไทยเกิดพอดี ก็ไปประกวดบ้าง ได้เข้ารอบลึก ๆ แต่เขาบอกว่าไอเดียเก่าไปแล้ว ก็เคว้ง ก็เลยไปหาบริษัทที่จะรับทั้งทีม 5 คนเข้าทำงาน สุดท้ายได้ที่บิวท์ของพี่โบ๊ท (ไผท ผดุงถิ่น) เราเดินไปบอกว่า อยากเรียนรู้ประสบการณ์กับพี่bแต่ขออยู่แค่ 1 ปี พี่เขาก็รับ อยู่ในตำแหน่งซอฟต์แวร์เอ็นจิเนียร์ เพราะเด็ก 4-5 คนมาทำสตาร์ตอัพเองไม่น่ารอด ดีแทค เอ็กเซอเลอเรท ปี 2 เปิด เลยส่ง Drivebot เข้าโครงการ ตอนนั้นเราได้เงินมา 5 แสนบาท

Q : ได้ประสบการณ์อะไรบ้าง

ทำอยู่ปีหนึ่ง เรายังเด็กเจอปัญหาเยอะ ตอนนั้นตัวเครื่องผลิตที่จีนแล้ว เราเขียนซอฟต์แวร์ให้ สิ่งที่พบคือ เราคุมคอร์เทคโนโลยีไม่ได้ จะเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ก็ทำไม่ได้ คุมราคาไม่ได้ ขณะที่เทคโนโลยีมีใหม่เรื่อย ๆ เรื่องการเงิน เรื่องระดมทุน ก็เป็นเรื่องใหม่สำหรับเราหมด ได้มา 4 ล้านบาท เป็นบทเรียนเลยว่า มันเป็นเงินร้อน เป็นเงินที่มาพร้อมความคาดหวัง ทุกอย่างต้องรีบทำให้เห็นผล พอทำก็ได้รู้ว่า เราคิดต้นทุนผิดหมด ระหว่างทางมันมีต้นทุนโน่นนี่อีกเยอะที่ไม่รู้ แต่โชคดีที่เงินที่ได้มายังเกิน ก็ทำจนงานออกมาได้ ปรากฏว่าพอออกมาก็ติดตรุษจีน โรงงานหยุดไปเดือนหนึ่งก็ไม่รู้อีก

พอผลิตออกมาก็ได้รู้ว่า จะสเกลได้ต้องมีดิสทริบิวเตอร์ให้มาซื้อลอตใหญ่ ๆ ได้ แล้วจะทำของผ่านดิสทริบิวเตอร์ ถ้าของราคา 100 บาท ต้นทุนต้องไม่เกิน 12 บาท พอของที่ผลิตไว้จะหมด ก็ต้องตัดสินใจว่าจะสั่งต่อไหม เงินเป็นล้าน ๆ จะเอามาจากไหน และจะอัพเวอร์ชั่นใหม่ไหม เราก็อยากทำเวอร์ชั่นใหม่ เพราะปรากฏว่าฟีเจอร์เช็กรถที่เราคิดว่าเป็นอันดับ 1 ที่คนใช้เยอะ กลายเป็นอันดับ 3 ที่คนใช้เยอะจริง ๆ คือ เช็กพฤติกรรมการใช้รถ

แต่ปัญหาคือ ถ้าจะทำก็ต้องทำโมเดลใหม่ขึ้นมา อีกอย่าง VC จะไม่ค่อยสนใจลงทุนโมเดลธุรกิจแบบซื้อมาขายไป จะเน้นที่ซับสคริปชั่น หรือดาต้า ก็พยายามไปคุยกับพวกบริษัทประกัน สุดท้ายตกลงกันไม่ได้ เลยเลิกทำ Drivebot และคนในทีมเองก็เริ่มมีความสนใจต่างกัน

Q : เลยแยกตัวออกมาต่างหาก

มาทำ haxter ระดมทุนเพื่อโปรเจ็กต์ใหม่ ซึ่งค่อนข้างยาก ผมมาจากซอฟต์แวร์เพียว ๆ และเริ่มรู้สึกว่าฮาร์ดแวร์ไม่สนุกเลย เลยพับไว้และมารับงานดีไซน์ตามโจทย์ ก็เป๋ไปพัก กลายเป็นซอฟต์แวร์เฮาส์ทำรายได้หลายล้านอยู่

หลัง ๆ มีกระแสคอร์ปอเรตอินโนเวชั่นที่อยากทำแบบสตาร์ตอัพ มีพี่ชวนไปเป็นโปรเจ็กต์แมเนเจอร์ของบริษัทอสังหาฯ ไปทำจึงเข้าใจว่ามันมีธรรมชาติที่ต่างกันขององค์กรใหญ่กับสตาร์ตอัพ คือในฝั่งธุรกิจจะมีโจทย์ที่อยากได้

แต่ปัญหาคือมักเละ เพราะคนทำไม่เคยทำซอฟต์แวร์ แต่ต้องไปคุยกับนักพัฒนา

Q : haxter เข้าไปเป็นตัวกลาง

ต้องบอกว่ายังไม่แน่ใจเพราะเป็นไอเดีย คือเราจะช่วยเจเนอเรตไอเดีย บางโครงการก็อาจทำเอง บางโครงการก็เข้าไปช่วยหาทีมให้ แต่เชื่อว่าแย่สุดคือกลายเป็นซอฟต์แวร์เฮาส์ทั่ว ๆ ไป แต่ถ้าเวิร์ก ก็ช่วยวางแผนตั้งแต่แรกจนถึงระยะยาวให้คอร์ปอเรต

Q : ที่ผ่านมาถือว่าล้มเหลวไหม

ตั้งแต่ทำ Drivebot จนมาถึงตอนนี้ 4 ปี ทำไปเกือบ 10 โปรเจ็กต์ มีรายได้เป็นล้าน ไม่ได้มองว่ามันลุ่ม ๆ ดอน ๆ มองว่าเป็นจังหวะชีวิต ก็ได้เรียนรู้ระหว่างทาง ไม่ได้รู้สึกว่าเดินผิด รู้สึกถูกมาก ๆ ด้วย ดีใจที่อยู่สายเทคโนโลยี และทักษะที่ได้ส่งเสริมเรา และเชื่อว่าในอนาคตก็จะส่งเสริมต่อไป

ผมมองว่าทำอะไรก็ทำไปเถอะ ให้มาลองเจ็บเลย เพียงแต่ทำให้เจ็บน้อยสุด อย่างผมก็ไม่ได้ใช้เงินตัวเอง กระจายความเสี่ยง หารูปแบบที่เสี่ยงน้อยที่สุด และเมื่อพลาดก็ลุกให้เร็ว คือผมอยากเป็นคนทำ มีผลงานให้คนใช้ก็ภูมิใจแล้ว โดยตั้งใจว่าอายุ 30 ปี ต้องมีเงินร้อยล้าน ยังอีกไกล แต่ก็มั่นใจว่าได้ แต่ถ้าจะรวยก็ต้องรวยด้วยโปรดักต์ตัวเอง ไม่ใช่ปั่นมันนี่เกม ผมมองว่าเงินที่มาพร้อมกับความคาดหวังมันร้อน

Related Posts

ถอดกลยุทธ์ “นีเวีย” แบรนด์เยอรมัน เริ่มจากร้านขายยาเล็กๆ สู่ครีมตลับน้ำเงิน ขายแล้ว 1.1 แสนล้านตลับทั่วโลก
Trip.com Group เผยเทรนด์ตลาดเช่ารถขับเองทั่วโลกโต 81% ไทยติดกลุ่มตลาดที่เติบโตเร็วที่สุด