หลายคนคงคุ้นตากับ “ครีมตลับน้ำเงิน” ของ NIVEA (นีเวีย) ที่อยู่คู่ผู้บริโภคทั่วโลกมาอย่างยาวนาน โดยขายไปแล้วกว่า 1.1 แสนล้านตลับทั่วโลก หรือเฉลี่ย 5 ตลับต่อวินาที โดยปี 2025 สามารถดึงดูดผู้บริโภครายใหม่ได้ถึง 2.6 ล้านคนทั่วโลก
ย้อนตำนานนีเวียครองตลาดไทยครบ 100 ปี
คุณวราพร ลิขิตจรรยากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไบเออร์สด๊อรฟ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ก่อนเข้าสู่ประเทศไทยในปี 1926 นีเวียเริ่มมาจากร้านขายยาเล็กๆ ในเมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี โดย Mr. Paul C. Beiersdorf ทำงานร่วมกับ Dr. Paul Unna แพทย์ผิวหนัง ปี 1882 และ Oscar Troplowitz เภสัชกร เข้ามารับช่วงต่อในปี 1890 ก่อตั้งบริษัท Beiersdorf ขึ้นมา
กระทั่งในปี 1900 ได้มีการคิดค้นสารที่ชื่อว่า Eucerit ขึ้นมาเป็นครั้งแรกของโลก ทำให้น้ำและน้ำมันรวมตัวกันเป็นครีมได้ นับเป็นจุดต้นกำเนิดของการพัฒนาครีมในปัจจุบัน
โดยตั้งชื่อแบรนด์ว่า นีเวีย มาจากภาษาละติน แปลว่า ขาวเหมือนหิมะ ล้อไปกับ NIVEA Creme Tin ที่มีความขาวเนียน ละเอียดเหมือนหิมะ
ซึ่งก่อนจะเป็นครีมตลับเงินอันเป็นภาพจำของผู้บริโภคทั่วโลก แพ็กเกจจิ้งรุ่นแรก คือการใช้ลวดลายแบบ Art Nouveau (อาร์ตนูโว) ที่ได้รับความนิยมในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 จนถึงต้นศตวรรษที่ 20 และใช้สีเหลืองสื่อถึงความมั่งคั่งและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในยุคนั้น
กระทั่งปี 1925 ผู้อำนวยการด้านโฆษณาซึ่งมีแบ็คกราวน์เป็นทหารเรือ ได้นำไอเดียการใช้สีฟ้าสีน้ำเงินมาใช้ สื่อถึงความปลอดภัย ความเชื่อใจ ความกลมเกลียว หรือการเชื่อมต่ออย่างไม่มีที่สิ้นสุด จึงเป็นที่มาของการพัฒนาแพ็กเกจจิ้งตลับน้ำเงิน และมากกว่านั้นยังเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบโลโก้แบรนด์ในปัจจุบันด้วย
ทำไมนีเวียถึงเติบโต
ปัจจุบันมีผู้เล่นเข้าสู่ตลาด Body Care จำนวนมาก ทั้งแบรนด์ไทยและต่างประเทศ ทว่านีเวียยังเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งเป็นอันดับหนึ่งของผลิตภัณฑ์ดูแลผิวทั่วโลก
คุณวราพรเล่าถึงมุมมองการพัฒนาผลิตภัณฑ์ว่า นีเวียไม่ใช่แค่ครีมบำรุงผิว แต่คือความรู้สึกที่มอบให้จากรุ่นสู่รุ่น โดยเฉพาะ NIVEA Creme Tin หรือนีเวียตลับน้ำเงิน ที่มีความทรงจำมากมายกับผู้บริโภค
“การทำงานของนีเวีย เรายึดปรัชญา “ผิว” คือหัวใจของทุกสิ่ง ทุกวิจัย ทุกนวัตกรรม ทุกผลิตภัณฑ์ ต้องเริ่มต้นจากการเข้าใจความต้องการของผิวอย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเป็นผิวพรรณประเภทไหน”
โดยออกแบบผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกการดูแลผิว ไม่ว่าจะเป็น ผิวใต้วงแขน ผิวกาย การปกป้องผิวจากแสงแดด หรือผิวแห้งทั้งผู้หญิงผู้ชาย รวมไปถึงริมฝีปาก
หากเจาะลึกลงไปในตลาด Body Care ประเทศไทยพบว่า ผู้บริโภคมีความต้องการเรื่อง Even Tone หรือผิวกระจ่างใสมากถึง 74% ตามด้วย Moisturizer หรือความชุ่มชื้น 26%
ขณะเดียวกัน มีความกังวลเรื่อง Dry Skin หรือผิวแห้งมากถึง 32% ตั้งแต่แขน ลำตัว ต้นขา ขาช่วงล่าง ไปจนถึงแผ่นหลังและมือ ซึ่งนับเป็นปัญหาใหญ่ของผู้บริโภคไทย เพราะเป็นพื้นฐานสำคัญของผิวสุขภาพดี
อีกส่วนที่ทำให้นีเวียเติบโต คือ ความเป็น Multi Purpose Cream พบว่าผู้บริโภคนำครีมตลับน้ำเงินใช้หลากหลาย เช่น ทาข้อศอก ทาหัวเข่า มาร์กหน้า หรือแม้แต่ทารอยสักให้ชุ่มชื้น
ด้าน คุณสถิรวรรณ เอี่ยมอ่อง ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดนีเวียภูมิภาคอาเซียน กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์ที่เป็นพระเอกของแบรนด์คือ NIVEA Body milk กับ NIVEA Creme Tin ซึ่งเติบโตมากกว่าตลาดถึง 5 เท่า สามารถทำให้ตลาด Moisturizer ซึ่งเป็น Segment อันดับ 2 รองจาก Even Tone กลับมาเติบโตได้อีกครั้ง
และเพื่อเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น ในโอกาสครบ 100 ปีในประเทศไทย แบรนด์ได้ Collab กับศิลปินไทย อย่าง Sundae Kids ออกแบบลวดลายแพ็กเกจจิ้งวางจำหน่าย
อีกผลิตภัณฑ์ที่เป็นโลชันสามัญประจำบ้าน คือ NIVEA Body milk ซึ่งเข้าสู่ตลาดมา 60 กว่าปี โดยในปีนี้ได้เปิดตัวนวัตกรรมใหม่ คือ NIVEA Skin Refining Body Serum
นวัตกรรมมอยส์เจอไรซิ่งเซรั่มตัวแรกของนีเวียที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ปัญหาของผู้บริโภคที่ต้องการการบำรุงผิวให้ชุ่มชื้น แต่ไม่ต้องการความรู้สึกเหนียวเหนอะหนะ มาพร้อมเนื้อเซรั่มบางเบา ซึมซาบไว และให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวยาวนานถึง 72 ชั่วโมง
“100 ปีที่ผ่านมา ขอขอบคุณทุกท่าน ทำให้เรากลายเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งในใจผู้บริโภคไทยและทั่วโลก พรุ่งนี้ หรืออีก 100 ปีข้างหน้า เราเชื่อมั่นว่า นีเวียจะถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น” คุณสถิรวรรณกล่าวทิ้งท้าย
จากเรื่องราวของนีเวีย หากสรุปเป็นกลยุทธ์ความสำเร็จ
- นีเวียมีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกการดูแลผิว ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภค
- มีความเป็น Multi Purpose Cream ทำให้ “ครีมตลับน้ำเงิน” ใช้ได้มากกว่าการเป็นครีมบำรุงผิวทั่วไป
- Collab กับศิลปินไทย สร้างความสดใหม่และเชื่อมแบรนด์เข้ากับคนรุ่นใหม่
- ไม่หยุดพัฒนานวัตกรรมใหม่ ปรับผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์พฤติกรรมและปัญหาผิวของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป
