Skip to content
กลับสู่ ข่าวสด
เส้นทางเศรษฐี
  • SMEs
    • Inspiration
    • Exclusive
    • SMEs เกษตร
    • รอบโลก
  • How to
    • หลักสูตรเรียนฟรี
    • ชี้เป้าแหล่งซื้อขาย
    • แจกสูตรอาหาร และเครื่องดื่ม
    • Leadership
    • กฏหมายธุรกิจ
    • เคล็ดลับผู้ประกอบการ
  • แฟรนไชส์
    • แฟรนไชส์บริการ
    • แฟรนไชส์อาหาร – เครื่องดื่ม
    • แฟรนไชส์ เบเกอรี – ของหวาน
    • แฟรนไชส์ประจำเดือน
  • การเงิน และการตลาด
  • ETC.
    • สุขภาพ
    • เสริมดวงเศรษฐี
  • PR News
  • Video Content
ข่าววันนี้

พนัส แอสเซมบลีย์ จับมือ สวทช. ลุยปั้น LogTech ครั้งแรกของเมืองไทย เสาะหา Open Innovation สุดเจ๋ง พลิกโฉมอุตสาหกรรมโลจิสติกส์

14 กันยายน 2560 เจี๊ยบ

บริษัท พนัส แอสเซมบลีย์ จำกัด ได้ริเริ่มโครงการ Panus Thailand LogTech Award 2017 ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยี เพื่อเฟ้นหาสตาร์ทอัพด้านธุรกิจโลจิสติกส์ (LogTech) เป็นรายแรกของประเทศไทย ร่วมเข้าคอร์ส ติวเข้ม ผลักดันนวัตกรรมหรือไอเดียที่เป็นไปได้สู่การนำไปใช้จริงในภาคการขนส่ง ส่อจัดตั้งกองทุน หนุนสตาร์ทอัพ หวังต่อยอด Open Innovation เพื่อพัฒนาธุรกิจโลจิสติกส์ให้แข็งแกร่งทั้งใน และต่างประเทศ พร้อมเชื่อมโยงและยกระดับอุตสาหกรรมภาคการขนส่งของประเทศทั้งองคาพยพ  

นายพนัส วัฒนชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พนัส แอสเซมบลีย์ จำกัด ผู้นำตลาดในภาค ธุรกิจขนส่งมากว่า 47 ปี กล่าวว่า บริษัทพนัสฯ เป็นบริษัทคนไทยที่ให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม การขนส่งมาโดยตลอด ธุรกิจเริ่มต้นจากการต่อประกอบรถกะบะบรรทุกและสิบล้อไม้ สำหรับใช้บรรทุกข้าวและสินค้า ทางการเกษตร ต่อมาได้มีการพัฒนานวัตกรรมรถประเภทอื่นๆ ป้อนเข้าสู่ระบบการขนส่งภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยพนัสฯ เป็นบริษัทแรกที่ริเริ่มผลิตรถพ่วงและรถกึ่งพ่วง ผลิตรถคอนเทนเนอร์พื้นเรียบและแชสซีคอนเทนเนอร์ เพื่อรองรับการนำเข้า-ส่งออกสินค้าที่ขนส่งด้วยระบบตู้คอนเทนเนอร์ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเป็นผู้ผลิตและส่งออก ไปยังต่างประเทศ เช่น ออสเตรเลีย ลาว พม่า กัมพูชา ฯลฯ และพัฒนาการออกแบบการผลิตรถขนส่งคุณภาพสูงหลายประเภท ให้สอดคล้องกับความต้องการใช้งานของลูกค้าทั้งในและต่างประเทศด้วย

ปัจจุบันบริษัทฯ ได้แบ่งธุรกิจเกี่ยวกับการขนส่งออกเป็น 5 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ กลุ่มรถเพื่อใช้ในการขนส่ง (Logistics) กลุ่มสินค้าเพื่อส่งออกไปยังต่างประเทศ (Fabrication) กลุ่มอุปกรณ์สนับสนุนภาคพื้นสนามบิน  (Ground Support Equipment) กลุ่มรถที่ใช้ในราชการทหาร (Defense) และกลุ่มงานบริการ (Service) ซึ่งมีศูนย์บริการ Panus S Plus 100 สาขา และต่างประเทศ เช่น ออสเตรเลีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แอฟริกาใต้ เป็นต้น ในปี 2559 มีรายได้มาจากธุรกิจในประเทศ 60% โดยกลุ่มโลจิสติกส์ถือเป็นธุรกิจหลัก และธุรกิจส่งออก 40% การเติบโตของธุรกิจโดยภาพรวมเฉลี่ยอยู่ที่ 10% ต่อปี ทั้งนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายไว้ว่าภายในปี 2020 จะเป็นผู้นำและเป็นผู้เชี่ยวชาญในภูมิภาคอาเซียน+6 เรื่องพาหนะ ระบบ อุปกรณ์ และบริการที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายสินค้า และเป็นผู้ให้คำตอบด้านการขนส่ง

“บริษัทฯ ตอบสนองภาคการขนส่งในประเทศเกือบ 100% และถือเป็นกระดูกสันหลังที่ขับเคลื่อนความสำเร็จ ของแทบทุกอุตสาหกรรม หัวใจสำคัญที่ทำให้บริษัทฯ เป็นผู้นำในธุรกิจขนส่งอย่างแข็งแรงจนถึงทุกวันนี้คือ การวิจัย และพัฒนานวัตกรรมด้านโลจิสติกส์ ที่สามารถตอบสนองความต้องการ และการใช้งานที่หลากหลายของลูกค้า ในแต่ละอุตสาหกรรมได้ ปัจจุบันเรามีแบบรถต่างๆ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่ง และทำให้ต้นทุนของลูกค้าต่ำที่สุด และยังได้รับการรองรับจากกรมการขนส่งทางบกว่าเป็นอู่ผู้ผลิตระดับ 1

ปัจจุบันภาครัฐได้ยกระดับสตาร์ทอัพให้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อเป็นกลไลหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล ของประเทศ เราเห็นว่ายังไม่มีกิจกรรมใดที่ให้การสนับสนุนนวัตกรรมด้านการขนส่ง รวมทั้งสร้างผู้ประกอบการใหม่ ที่เป็นสตาร์ทอัพด้านโลจิสติกส์ หรือ LogTech จึงได้จัดทำโครงการ Panus Thailand LogTech Award 2017 ขึ้น เพื่อเป็นเวทีประกวดแนวคิดธุรกิจและโครงการด้านธุรกิจโลจิสติกส์เป็นครั้งแรกของประเทศไทย”

“ไอเดียหรือนวัตกรรมด้านโลจิสติกส์ที่มีศักยภาพ จะได้รับการสนับสนุนต่อยอดให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์และบริการ ที่ตอบสนองอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ของประเทศ หรือระดับภูมิภาคต่อไป ซึ่งบริษัทฯ เองมีแผนจะพิจารณา จัดตั้งกองทุนสนับสนุนสตาร์ทอัพกลุ่ม LogTech เราเชื่อว่าหากนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้รับการสนับสนุนที่ถูกต้อง และทันเวลา จะเกื้อหนุนและสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ภาคโลจิสติกส์ดำเนินไปในทิศทางที่ดีขึ้น กล่าวคือ ทันสมัย เร็วขึ้น ลดต้นทุน มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งมีบทบาทที่สำคัญในการผลักดันให้เมกะโปรเจ็กต์ เช่น ระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) และ EECi  รถไฟความเร็วสูง เกิดเร็วขึ้นหรือแข็งแรงขึ้นตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งย่อมจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยภาพรวมของประเทศ”

นายพนัสกล่าวเสริมว่า โครงการ Panus Thailand LogTech Award 2017 ที่จัดประกวดในหัวข้อ “Logistics Innovation” พร้อมเปิดกว้างทุกไอเดียที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจด้านโลจิสติกส์ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาซอฟต์แวร์หรือแอปพลิเคชั่น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์ เช่น ระบบบริหารคลังสินค้า การพัฒนาด้านฮาร์ดแวร์ หรือผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ๆ เช่น รถหรืออุปกรณ์สนับสนุนการขนส่งทางบก-อากาศ-น้ำ ตลอดจนการเชื่อมโยง ธุรกิจโลจิสติกส์เข้ากับธุรกิจอื่นๆ เช่น Logistics Market Place เป็นต้น โดยการประกวดจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโลจิสติกส์ และกลุ่มนิสิตนักศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่มีแนวคิดใหม่ๆ ในการพัฒนาธุรกิจด้านโลจิสติกส์

ด้าน ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า ภารกิจหลักของ สวทช. โดยศูนย์บ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยี ภายใต้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คือ การสนับสนุนผู้ประกอบการใหม่ด้านเทคโนโลยี หรือ Tech Startup ให้สามารถเริ่มต้นธุรกิจ เติบโต และดำเนินกิจการ ได้อย่างประสบความสำเร็จ ที่ผ่านมามีการแบ่งเซ็กเตอร์ของสตาร์ทอัพออกเป็น 9 กลุ่ม อาทิ กลุ่มธุรกิจภาครัฐและการศึกษา (GovTech & EdTech) กลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตแห่งอนาคต (IndustryTech) กลุ่มเทคโนโลยีการเงิน (FinTech) กลุ่มเทคโนโลยีอสังหาริมทรัพย์ (Propertytech) เป็นต้น แต่ยังคงมีเซ็กเตอร์หนึ่ง ที่ฝังตัวอยู่ในกลุ่ม IndustryTech คือ กลุ่มภาคการขนส่ง หรือ LogTech ซึ่ง ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยี สวทช. จึงร่วมมือกับบริษัทพนัสฯ ส่งเสริมสตาร์ทอัพกลุ่มนี้ในรูปแบบประชารัฐ ภายใต้โครงการ Panus Thailand LogTech Award 2017 นอกจากจะเป็นการค้นหาบุคลากรรุ่นใหม่ที่มีความรู้ ความสามารถ ป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมโลจิสติกส์แล้ว โครงการดังกล่าว ยังเป็นสะพานเชื่อมสตาร์ทอัพเกิดใหม่ในกลุ่ม LogTech เข้ากับองค์กร บริษัทใหญ่ที่แสวงหานวัตกรรมใหม่ๆ ในรูปแบบ Open Innovation ด้วย

“โลจิสติกส์เป็นอุตสาหกรรมใหม่แห่งอนาคต จัดอยู่ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย New S-Curve ที่รัฐบาล กำลังส่งเสริมและผลักดันอย่างเต็มที่ เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคต (New Engine of Growth) สู่ประเทศไทย 4.0 LogTech จึงเป็นเซ็กเตอร์ที่มีศักยภาพสูง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการ Panus Thailand LogTech Award 2017 จะได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มนักศึกษาและกลุ่มผู้ประกอบการ ในการนำเสนอความคิดสร้างสรรค์ หรือผลงานนวัตกรรม ด้านโลจิสติกส์ ทีมที่ผ่านการคัดเลือกในรอบแรกจะมีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรม LogTech BoothCamp ซึ่งจะมีผู้เชี่ยวชาญ ในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์มาเติมเต็มความรู้ แนวคิด ปรับปรุงแผนธุรกิจ และเป็นการเตรียมความพร้อม ในการแข่งขันรอบพิชชิ่ง เพื่อเฟ้นหาแนวคิดและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่สามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ได้จริง จึงเชื่อมั่นว่าจะก่อให้เกิดการร่วมลงทุนเพื่อต่อยอดทางธุรกิจ รวมทั้งการสร้างคอมมูนิตี้ของกลุ่มโลจิสติกส์อย่างแน่นอน”

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่ชนะเลิศการประกวดผลงานในโครงการ Panus Thailand LogTech Award 2017 จะได้รับเงินรางวัลจำนวน 100,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและเกียรติบัตร ทั้งยังได้รับโอกาสในการไปดูงานโลจิสติกส์โลก ที่ประเทศเยอรมนี รองชนะเลิศอันดับ 1 รับเงินรางวัลจำนวน 50,000 บาท และรองชนะเลิศอันดับ 2 รับเงินรางวัลจำนวน 30,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและเกียรติบัตรการเข้าร่วมแข่งขันประกวดผลงาน สำหรับนิสิตนักศึกษาที่ชนะการประกวด ไอเดียธุรกิจ LogTech รับเงินรางวัลจำนวน 50,000 บาท รองชนะเลิศอันดับ 1 รับเงินรางวัลจำนวน 30,000 บาท และรองชนะเลิศอันดับ 2 รับเงินรางวัลจำนวน 10,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและเกียรติบัตรการเข้าร่วมแข่งขันประกวดผลงาน

ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมประกวดในโครงการ Panus Thailand LogTech Award 2017 ผ่านทางเว็บไซต์ www.panuslogtechaward.com ตั้งแต่วันนี้ – 30 กันยายน 2560 หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่คุณภรณ์ไพรินทร์ สายสุทธ์ (คุณหนึ่ง) เบอร์ติดต่อ 063-197-7124

Latest Posts

"ข้าวแช่นารา" จับใจจู "จูเลีย มอร์ลีย์" ชิมครั้งแรกติดใจ
Featured ข่าววันนี้
“ข้าวแช่นารา” จับใจจู “จูเลีย มอร์ลีย์” ชิมครั้งแรกติดใจ ยอดขายทะลุ 10,000 เซ็ต ดันซอฟต์พาวเวอร์อาหารไทยสู่เวทีนางงามโลก

กระแสอาหารไทยโบราณยังแรงต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมนูประจำฤดูร้อนอย่าง “ข้าวแช่นารา” ของ NARA Thai Cuisine ที่สร้างยอดขายกว่า 10,000 เซ็ต ภายในระยะเวลาเพียง 2 เดือน กลายเป็นเมนูอันดับหนึ่งของร้านในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ภายใต้แคมเปญ “สำรับไทย..ไว้ใจนารา” หรือ TASTE NARA – TASTE OF THAILAND ตอกย้ำจุดยืนการยกระดับอาหารไทยสู่มาตรฐานสากล ผ่านการนำเสนอสำรับไทยโบราณในรูปแบบร่วมสมัย เบื้องหลังความสำเร็จของ ข้าวแช่นารา โดยปีนี้นาราไทย คูซีน ยังได้นางเอกซุปตาร์อย่าง ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่ เป็นตัวแทนถ่ายทอดเสน่ห์สำรับไทยประจำฤดูกาล ผ่านเมนู ‘ข้าวแช่นารา’ จนสามารถขยายฐานกลุ่มนักชิมสู่คนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น ปลุกกระแสความนิยมอาหารไทยโบราณให้กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง  นอกจากกระแสตอบรับจากนักชิมชาวไทยแล้ว ล่าสุดยังได้รับความสนใจจากบุคคลระดับโลก เมื่อ จูเลีย มอร์ลีย์  ประธานและซีอีโอองค์กรมิสเวิลด์ พร้อมด้วย ปิยาภรณ์ แสนโกศิก หรือ แม่ปุ้ย TPN ผู้ถือลิขสิทธิ์เวทีประกวด Miss World Thailand และเวทีนางงามระดับนานาชาติ ร่วมรับประทานอาหารไทย โดยมี คุณยีน-สิริโสภา จุลเสวก ผู้บริหารนารา กรุ๊ป ให้การต้อนรับที่ร้านนาราไท

16 พฤษภาคม 2569
Featured รอบโลก
‘จาง จุนเจี๋ย’ อดีตเด็กกำพร้าเร่ร่อน สู่มหาเศรษฐีหมื่นล้านในวัย 33 ปี เจ้าของ CHAGEE แบรนด์ชานมยอดฮิต ขยายไปแล้วกว่า 6,000 สาขา

เรียกได้ว่ากระแสร้านชาในปัจจุบัน ได้รับความนิยมเป็นจำนวนมาก อีกทั้งหลายแบรนด์ยังมีการปรับรสชาติให้เข้ากับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่มากขึ้น อาทิ CHAGEE (ชาจี) แบรนด์ชานมเจ้าดังจากจีน ที่ขยายสาขาไปแล้วกว่า 6,000 แห่ง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเข้ามาบุกตลาดไทยสาขาแรก ‘เซ็นทรัลเวิลด์’ โดย บริษัท อีสบริดจ์ จำกัด และ บริษัท ที เนชั่น จำกัด   จากอดีตเด็กกำพร้า-ลูกมือร้านชานมไข่มุก Zhang Junjie (จาง จุนเจี๋ย) มหาเศรษฐีผู้สร้างตัวด้วยตัวเอง ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ CHAGEE (ชาจี) แบรนด์ชานมระดับโลก  ย้อนกลับไปตอนที่เขาอายุเพียง 10 ขวบ เขาต้องเผชิญกับความสูญเสียครั้งใหญ่จนกลายเป็นเด็กกำพร้าหลังจากที่พ่อและแม่ของเขาเสียชีวิต  โดยเขาเกิดมาในครอบครัวที่ยากจนในเมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน และต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดอยู่บนท้องถนนนานถึง 7 ปี โดยไม่มีบ้านอยู่เป็นหลักแหล่งและไม่ได้รับการศึกษาในระบบ ต่อมา จาง จุนเจี๋ย เคยทำงานเป็นลูกมือในร้านชานมไข่มุกมาก่อน และทำให้เขาได้รับประสบการณ์ด้านการดูแลกิจการ ขณะทำงานที่บริษัทสตาร์ทอัปแห่งหนึ่งในเซี่ยงไฮ้ หลังจากนั้นจึงได้ก่อตั้งแบรนด์ CHAGEE ขึ้น  กำเ

30 สิงหาคม 2569
PR News
เปิดใจ 2 ร้านสุดปัง โกยออร์เดอร์ทะลุล้าน-ยอดขายโต 10 เท่า ถอดสูตรความสำเร็จดีลิเวอรีพร้อมลุย “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40”

ท่ามกลางบรรยากาศความคึกคักของโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ก่อนที่จะเปิดให้ร้านอาหารลงทะเบียนเลือกเข้าร่วมแพลตฟอร์มดีลิเวอรีในวันที่ 10 มิถุนายนนี้ หลายแพลตฟอร์มได้ทำแคมเปญพิเศษเพื่อขานรับโครงการ อย่างแกร็บฟู้ดที่มีการลดค่าคอมมิชชันให้เหลือ 9% แถมด้วยแพ็กเกจสิทธิประโยชน์ถึง 10 เด้งเพื่อสนับสนุนเหล่าร้านอาหาร ซึ่งหากย้อนดูความสำเร็จจากโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เมื่อปีที่ผ่านมา มีร้านอาหารหลายแห่งที่สามารถต่อยอดโอกาสจากโครงการดังกล่าวจนสร้างการเติบโตทางธุรกิจได้อย่างน่าสนใจ หนึ่งในนั้นคือ “ปุ๊ เย็นตาโฟ พระราม 9” ที่สามารถสร้างรายได้ทะลุหลักล้าน และ “PREP & POUR by Kitchen 501” ที่มียอดขายเติบโตต่อเนื่องสูงเกือบ 10 เท่าแม้จะจบโครงการไปแล้ว ซึ่งถือเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารในการเตรียมความพร้อมเพื่อคว้าโอกาสใหญ่ที่กำลังจะมาถึง “ปุ๊ เย็นตาโฟ พระราม 9” ราคาดี ระบบเป๊ะ สูตรลับยอดขายโตทะลุล้าน  สำหรับร้าน “ปุ๊ เย็นตาโฟ พระราม 9” ภายใต้การดูแลของ นุ้ย – อรุณี เอื้อวิทยาศุภร เบื้องหลังยอดขายทะลุล้านมาจากแนวคิด “อาหารคุณภาพดีในราคาที่เข้าถึงได้” รวมถึงการใช้กลยุทธ์เพิ่มมู

4 มิถุนายน 2569
PR News
เปิดใจ “GrabRanger” กลุ่มไรเดอร์จิตอาสา เจ้าของฉายา “ฮีโร่แห่งท้องถนน” กับภารกิจส่งต่อสิ่งดีๆ ในสังคม

เวลาบนท้องถนนทุกนาทีล้วนมีค่า โดยเฉพาะกลุ่มไรเดอร์ เพราะนั่นคือโอกาสทองในการสร้างรายได้ แต่มีไรเดอร์กลุ่มหนึ่งที่เลือก “เสียสละ” เวลาในการหารายได้เพื่อช่วยเหลือคนที่เดือดร้อน โดยไม่เคยคาดหวังคำขอบคุณหรือค่าตอบแทนใดๆ พวกเขาเหล่านี้เรียกตัวเองว่า “GrabRanger” กลุ่มไรเดอร์จิตอาสา ที่จะคอยช่วยเหลือกันในคอมมูนิตี้คนขับ รวมถึงผู้ใช้ถนนคนอื่นๆ ที่พวกเขาพบเห็น แม้จะมีเส้นทางชีวิตที่ต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ GrabRanger มีเหมือนกันคือ “จิตสาธารณะ” ที่พร้อมให้ความช่วยเหลือ ซึ่งช่วยเติมเต็มวันดีๆ ให้กับพวกเขาและส่งต่อพลังบวกให้เกิดขึ้นในสังคมในฐานะ “ฮีโร่แห่งท้องถนน” จากวันที่ไม่มีใครหยุดช่วย…สู่คนที่ไม่เคยละเลยใคร จุดเริ่มต้นกลุ่ม GrabRanger เริ่มจาก “ประสบการณ์ตรง” ของ เชิดชัย ภานุวงศ์ หรือ “พี่เชิด” ไรเดอร์วัย 58 ปี หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง GrabRanger ที่เคยเผชิญปัญหาบนถนนเพียงลำพัง “ตอนนั้นผมน้ำมันหมดกลางทาง ต้องเข็นรถบนถนนอยู่คนเดียวไกลมากๆ มีรถเป็นร้อยๆ คันที่ขับผ่านมาก็ขับผ่านไปเฉยๆ ไม่มีใครช่วยเลย มันรู้สึกท้อใจมาก แต่แล้วก็มีคนหนึ่งยอมจอดลงมาช่วยเข็นรถผมไปด้วยกันจนถึงปั๊มใกล้เคียง วินาทีนั้นผม

19 พฤษภาคม 2569

Tags

Related Posts

PR News ข่าววันนี้
ฟิตเนส เฟิรส์ท เผยเทรนด์คนเมืองยุคใหม่เลือกออกกำลังกาย ‘สั้นแต่เข้มข้น’ ใช้เวลาน้อยแต่ผลลัพธ์ชัด

เมื่อเวลาและไลฟ์สไตล์ของคนเมืองกลายเป็นโจทย์สำคัญในการดูแลสุขภาพ การออกกำลังกายในวันนี้จึงไม่ได้วัดกันที่ใช้เวลานานแค่ไหน แต่คือเวลาที่ใช้ให้ผลลัพธ์ได้มากแค่ไหน ส่งผลให้การออกกำลังกายแบบ “สั้นแต่เข้มข้น” ได้รับความสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะการออกกำลังกายรูปแบบ HIIT (High Intensity Interval Training) ที่ผสานช่วงการออกกำลังกายความเข้มข้นสูงเข้ากับช่วงพักหรือการออกแรงในระดับที่เบาลง ช่วยให้การฝึกมีความท้าทายและสามารถพัฒนาสมรรถภาพร่างกายได้ในระยะเวลาที่กระชับ จากข้อมูลของ ฟิตเนส เฟิรส์ท พบว่า จำนวนผู้เข้าร่วมคลาส HIIT เฉลี่ยอยู่ที่ 17,000 คนต่อเดือน เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10% เมื่อเทียบกับปี 2025 สะท้อนความสนใจของคนออกกำลังกายที่มองหาคลาสที่ตอบโจทย์ทั้งเรื่องเวลาและประสิทธิภาพ โดยความหลากหลายของคลาส HIIT ทำให้ผู้เข้าร่วมสามารถเลือกให้เหมาะกับเป้าหมายของตนเองได้ ตั้งแต่การสร้างความแข็งแรง ความอึด ไปจนถึงการพัฒนาสมรรถภาพร่างกาย  คุณพาขวัญ สุพานิชรัตนา National Health and Fitness Manager บริษัท อีโวลูชั่น เวลล์เนสส์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า โจทย์ของการออกกำลังกายยุคนี้ไม่ใช่แค่สุขภาพดี แต่คือการใช้เวลาให้คุ้ม

7 กันยายน 2569
ข่าววันนี้
ทีวียังไม่ตาย แต่กำลังเปลี่ยนผ่าน จากยุคไล่ล่าเรตติ้ง สู่จอโฆษณาที่สร้างความน่าเชื่อถือให้แบรนด์

“ผมไม่คิดว่าทีวีจะไม่มีวันตาย แต่ทีวีต้องเปลี่ยนแน่นอน โจทย์ใหม่ของสถานีโทรทัศน์และนักการตลาดในวันนี้ไม่ใช่การวิ่งไล่ตามตัวเลขเรตติ้งแบบเดิม ๆ แต่คือการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็น Demand Generator หรือผู้สร้างความต้องการซื้อ ควบคู่ไปกับการสร้างมูลค่าทางธุรกิจ (Brand Equity) ให้แก่แบรนด์ โดยใช้ทีวีเป็นฐานในการสร้างความน่าเชื่อถือ และใช้สื่อออนไลน์ในการปิดการขาย” -ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย (MAT) เผยมุมมองการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมสื่อในงานเสวนา TV Demand Generator 2026 จัดขี้นโดย สมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล (ประเทศไทย), สมาพันธ์สมาคมวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ และ สภาวิชาชีพกิจการการแพร่ภาพและการกระจายเสียง (ประเทศไทย) โดย MAT ชี้ชัด “ทีวียังไม่ตาย” แต่กำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคการไล่ล่าเรตติ้ง สู่โจทย์ใหม่ในการเป็นเครื่องมือสร้างความต้องการซื้อ (Demand Generator) และสร้างความไว้วางใจเพื่อสร้างมูลค่าที่ยั่งยืนให้แก่แบรนด์ในระยะยาว ชู 3 จุดแข็ง “Universal – Companion – Trusted” ที่สื่อออนไลน์ไม่สามารถทดแทนได้ หวังกระตุ้นนักการตล

7 กันยายน 2569
ถอดกลยุทธ์ “นีเวีย” แบรนด์เยอรมัน เริ่มจากร้านขายยาเล็กๆ สู่ครีมตลับน้ำเงิน ขายแล้ว 1.1 แสนล้านตลับทั่วโลก
Featured ข่าววันนี้
ถอดกลยุทธ์ “นีเวีย” แบรนด์เยอรมัน เริ่มจากร้านขายยาเล็กๆ สู่ครีมตลับน้ำเงิน ขายแล้ว 1.1 แสนล้านตลับทั่วโลก

หลายคนคงคุ้นตากับ “ครีมตลับน้ำเงิน” ของ NIVEA (นีเวีย) ที่อยู่คู่ผู้บริโภคทั่วโลกมาอย่างยาวนาน โดยขายไปแล้วกว่า 1.1 แสนล้านตลับทั่วโลก หรือเฉลี่ย 5 ตลับต่อวินาที โดยปี 2025 สามารถดึงดูดผู้บริโภครายใหม่ได้ถึง 2.6 ล้านคนทั่วโลก ย้อนตำนานนีเวียครองตลาดไทยครบ 100 ปี คุณวราพร ลิขิตจรรยากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไบเออร์สด๊อรฟ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ก่อนเข้าสู่ประเทศไทยในปี 1926 นีเวียเริ่มมาจากร้านขายยาเล็กๆ ในเมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี โดย Mr. Paul C. Beiersdorf ทำงานร่วมกับ Dr. Paul Unna แพทย์ผิวหนัง ปี 1882 และ Oscar Troplowitz เภสัชกร เข้ามารับช่วงต่อในปี 1890 ก่อตั้งบริษัท Beiersdorf ขึ้นมา  กระทั่งในปี 1900 ได้มีการคิดค้นสารที่ชื่อว่า Eucerit ขึ้นมาเป็นครั้งแรกของโลก ทำให้น้ำและน้ำมันรวมตัวกันเป็นครีมได้ นับเป็นจุดต้นกำเนิดของการพัฒนาครีมในปัจจุบัน  โดยตั้งชื่อแบรนด์ว่า นีเวีย มาจากภาษาละติน แปลว่า ขาวเหมือนหิมะ ล้อไปกับ NIVEA Creme Tin ที่มีความขาวเนียน ละเอียดเหมือนหิมะ  ซึ่งก่อนจะเป็นครีมตลับเงินอันเป็นภาพจำของผู้บริโภคทั่วโลก แพ็กเกจจิ้งรุ่นแรก คือการใช้ลวดลายแบบ Art Nouveau

7 กันยายน 2569
Trip.com Group เผยเทรนด์ตลาดเช่ารถขับเองทั่วโลกโต 81% ไทยติดกลุ่มตลาดที่เติบโตเร็วที่สุด
Featured ข่าววันนี้
เปิดเทรนด์นักเดินทางยุคใหม่ “เช่ารถขับเอง” ญี่ปุ่นครองแชมป์ยอดจองโต 119%

Trip.com Group เผยข้อมูลจากรายงานพบว่า นักเดินทางจำนวนมากขึ้นเลือกที่จะสำรวจจุดหมายปลายทางในแบบของตัวเอง โดยการเช่ารถขับเอง ซึ่งเป็นตัวช่วยให้สามารถเดินทางได้อย่างอิสระ เดินทางไปได้ไกลกว่าเส้นทางเดิมๆ และยังได้ค้นพบสถานที่ใหม่ๆ ที่อาจจะเข้าถึงได้ยากกว่าเดิม เทรนด์ประเทศไทย ประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นมาเป็นทั้งจุดหมายปลายทางในการเช่ารถขับเองที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง และเป็นตลาดต้นทางที่มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ โดยยอดจองรถเช่าเพื่อเดินทางในประเทศไทยเติบโตขึ้น 59% เมื่อเทียบปีต่อปี ขณะที่ยอดจองของนักเดินทางไทยที่มุ่งหน้าไปต่างประเทศพุ่งสูงถึง 78% ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลุ่มตลาดขาออกที่เติบโตเร็วที่สุดในภูมิภาค ผลสำรวจผู้บริโภคตอกย้ำโมเมนตัมนี้อย่างชัดเจน โดย Trip.com เป็นแบรนด์เช่ารถรายเดียวที่มีอัตราการรับรู้แบรนด์สูงกว่า 60% ทั้งในกลุ่มผู้ที่เคยเช่ารถแล้วและกลุ่มที่กำลังพิจารณาเช่ารถ ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ไม่มีแพลตฟอร์มอื่นใดในตลาดทำได้ นอกจากนี้ในกลุ่มผู้ใช้งาน Trip.com ที่กำลังตัดสินใจเลือกเช่ารถครั้งต่อไป Trip.com ยังเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่มนักเดินทางรุ่นใหม่ที่ให้การตอบร

5 กันยายน 2569
Featured ข่าววันนี้
SaWaDiKa เพลงใหม่ “ลิซ่า” ขนความเป็นไทยมาจัดเต็ม ทั้ง มวยไทย รถตุ๊กตุ๊ก ว่าวจุฬา

หากจะพูดถึงไอคอนแห่ง Soft Power ไทยที่สร้างอิมแพ็กระดับโลก คงต้องยกให้ ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล ผู้สร้างปรากฏการณ์ไวรัลได้ทุกครั้งที่ปล่อยผลงาน ตั้งแต่การสอดแทรกอัตลักษณ์ไทย อย่าง ‘ปราสาทพนมรุ้ง’ ในเพลง LALISA หรือการเนรมิต ‘ย่านเยาวราช’ ให้กลายเป็นหมุดหมายระดับโลกในเพลง ROCKSTAR จนมาถึงผลงานล่าสุดอย่าง SaWaDiKa ที่ครั้งนี้เธอกลับมาพร้อมการปักหมุดโลเคชันถ่ายทำในไทยแบบจัดเต็มยิ่งกว่าเดิม ซึ่งเพลง SaWaDiKa เป็นซิงเกิลแรกจากอัลบั้ม “PRESS PLAY” ที่สร้างปรากฏการณ์ความแรงแบบฉุดไม่อยู่ ด้วยการทำยอดวิวทะลุ 2 ล้านวิวภายในเวลาเพียง 2 ชั่วโมง การคัมแบ็กครั้งนี้ ลิซ่า ได้พาเอกลักษณ์ความเป็นไทยไปเฉิดฉายบนเวทีโลกอย่างจัดเต็ม โดยเฉพาะการเลือกใช้ชื่อเพลงว่า “สวัสดีค่ะ” ที่เป็นคำทักทายของคนไทย ภายใน MV ได้มีการสอดแทรกวัฒนธรรมและสัญลักษณ์เด่นของไทยไว้มาครบ ไม่ว่าจะเป็น มวยไทย, รถตุ๊กตุ๊ก, ว่าวจุฬา, งานผ้าไทย ไปจนถึง ลายไทยประยุกต์ ที่นำมาปรับใช้ให้เข้ากับความร่วมสมัยได้อย่างลงตัว ด้านเนื้อเพลงมีการสอดแทรกคีย์เวิร์ดภาษาไทยและคำศัพท์ติดหูที่คนต่างชาติคุ้นเคยและเข้าใจง่าย เช่น คำว่า geng mak (เก่งมาก) รวมถึงคำว

4 กันยายน 2569
Featured ข่าววันนี้
กรุงเทพฯ คว้าอันดับ 1 เมืองที่มีสถานบันเทิงยามค่ำคืน ดีที่สุดในโลก ประจำปี 2026

Time Out สื่อและนิตยสารระดับโลกด้านไลฟ์สไตล์ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว ได้เผยการจัดอันดับ Time Out’s Best Cities for Nightlife 2026 หรือเมืองที่มีสถานบันเทิงยามค่ำคืนที่ดีที่สุดในโลกประจำปี 2026 การจัดอันดับนี้จัดทำขึ้นหลังจากสอบถามความคิดเห็นจากผู้คนกว่า 24,000 คนทั่วโลก เพื่อให้คะแนนวัฒนธรรมยามค่ำคืนในเมืองของตนเอง สอบถามคนท้องถิ่นเกี่ยวกับทุกเรื่อง ตั้งแต่คลับและบาร์ค็อกเทลไปจนถึงค่าใช้จ่ายในการเที่ยวกลางคืน คุณภาพโดยรวมของสถานบันเทิงยามค่ำคืน ความง่ายในการหาชุมชน และความรู้สึกปลอดภัย น่าตื่นเต้น เป็นมิตร และหลากหลายของเมืองนั้นๆ ปรากฏว่า กรุงเทพฯ คว้าอันดับ 1 มาครอง โดยส่วนใหญ่บอกว่าหาเพื่อนฝูงได้ง่ายในกรุงเทพฯ โดยให้คะแนนสูงถึง 95% เลยทีเดียว นั่นอาจเป็นเพราะความหลากหลายที่มีให้เลือกมากมาย ชีวิตกลางคืนของกรุงเทพฯ ไม่ได้มีแค่คลับใหญ่ๆ เท่านั้น ยังมีบาร์บนดาดฟ้า ร้านค็อกเทลเล็กๆ บาร์ริมทาง ร้านอาหารเปิดดึก และย่าน LGBTQ+ ที่มีชีวิตชีวาเป็นที่รู้จักกันดี ส่วนเบอร์ลินตามมาเป็นอันดับที่ 2 ตามด้วยนิวยอร์กซิตี้ในอันดับที่ 3 โดยมีเมลเบิร์นและเซาเปาโลติด 5 อันดับแรก  เมเดยินครองอันดับที่ 6

3 กันยายน 2569

สำนักงาน บริษัท ข่าวสด จำกัด
หนังสือพิมพ์ข่าวสด - ข่าวสดออนไลน์
ที่อยู่ เลขที่ 40/10 ถนนเทศบาลนิมิตใต้ หมู่บ้านประชานิเวศน์ 1 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทร. 02-589-0020

ติดต่อโฆษณา
อีเมล: [email protected]
โทร : 02-580-0021 ต่อ 1606

  • SMEs
    • Inspiration
    • Exclusive
    • SMEs เกษตร
    • รอบโลก
  • How to
    • หลักสูตรเรียนฟรี
    • ชี้เป้าแหล่งซื้อขาย
    • แจกสูตรอาหาร และเครื่องดื่ม
    • Leadership
    • กฏหมายธุรกิจ
    • เคล็ดลับผู้ประกอบการ
  • แฟรนไชส์
    • แฟรนไชส์บริการ
    • แฟรนไชส์อาหาร – เครื่องดื่ม
    • แฟรนไชส์ เบเกอรี – ของหวาน
    • แฟรนไชส์ประจำเดือน
  • การเงิน และการตลาด
  • ETC.
    • สุขภาพ
    • เสริมดวงเศรษฐี
  • PR News
  • Video Content