ข่าววันนี้

ก.ล.ต.เผยชีวิตหลังเกษียณต้องมีอย่างน้อย 3 ล้าน-ห่วงกว่าครึ่งมีเงินก้อนหลังเกษียณไม่ถึงล้าน!

วันที่ 4 ต.ค.2560 ผู้สื่อข่าวประชาชาติธุรกิจออนไลน์รายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. จัดงาน “SEC Retirement Savings Symposium 2017” ให้ความรู้และกระตุ้นนายจ้าง-ลูกจ้าง ที่เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) เล็งเห็นความสำคัญของการออมและวางแผนการเงินการลงทุนอย่างถูกวิธี

โดย รพี สุจริตกุล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า ก.ล.ต. จัดงาน “SEC Retirement Savings Symposium 2017” ขึ้น เนื่องจากประเทศไทยอยู่ในช่วงกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในปี 2568 ซึ่งจะมีผู้สูงอายุเป็นจำนวน 20% ของประชากรทั้งหมด ดังนั้นการออมเงินเพื่อให้มีใช้จ่ายอย่างเพียงพอหลังเกษียณ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งมีสมาชิกในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ มีเพียงประมาณ 3 ล้านคน หรือ 21.5% ของแรงงานในระบบ โดยมีจำนวนนายจ้างประมาณ 17,000 บริษัท หรือเพียง 2.8% เท่านั้น

“ผลสำรวจพบว่า 50% ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด มีเงินก้อนในวันเกษียณไม่ถึง 1 ล้านบาท ซึ่งงานวิจัยระบุว่า หากต้องการมีเงินใช้จ่ายอย่างเพียงพอสำหรับใช้ชีวิตหลังเกษียณ ต้องมีเงินอย่างน้อย 3 ล้านบาท” เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าว

จากนั้นศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “เกษียณสุขเพียงพอ…ออมตามรอยพ่ออย่างยั่งยืน”

โดยอาจารย์ธงทอง กล่าวถึงการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่มีพระราชดำรัสครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2517 มาเป็นแนวทางในการออมเงินเพื่อวัยเกษียณว่า ต้องออมในแบบพอเพียง และใช้เงินแบบพอประมาณสมควรแก่ฐานะ และยังระบุต่อไปอีกว่า สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตมีอยู่ 3 อย่างด้วยกันคือ คนไทยมีอายุขัยเฉลี่ยที่มากขึ้น สิ่งนี้เป็นเหรียญที่มี 2 ด้านคือ เราจะได้อยู่ในโลกนี้ไปอีกช้านาน เห็นความภาคภูมิใจ แต่อีกด้านคือมีภาระกังวลกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นบนเงื่อนไขที่ว่าอาจจะมีโรคภัยตามมา

ข้อต่อมาคือสังคมเป็นครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น ซึ่งหมายความว่า เมื่อเกษียณอายุแล้ว เราต้องอยู่โดยลำพัง ส่วนข้อสุดท้ายคือ ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องตระหนักรู้อย่างยิ่ง

อาจารย์ธงทอง กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของการออมนั้น ปัจจัย 4 อย่างที่อยู่อาศัยเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ซึ่งจะต้องวางแผนอยู่ตามอัตภาพฐานะของตัวเอง และจะต้องเริ่มออมให้เร็วที่สุดคือ การออมตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำงาน

จากนั้นเป็นเสวนาในหัวข้อ “บริษัทได้อะไร…ถ้าลูกจ้างมั่นใจว่าเกษียณมั่นคง” โดย รศ.ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการกำกับตลาดทุน , อภิชาติ ขันธวิธิ HR – The Next Gen และ เสวก มีลาภกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บมจ.ซีพีแลนด์

โดย พรอนงค์ บุษราตระกูล ระบุว่า จากการสำรวจผู้ที่เกษียณอายุจริงจากข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ประชากรที่มีอายุเกิน 60 ปี มีอยู่ 16% จากจำนวนประชากรทั้งหมด โดยเฉลี่ยมีการใช้จ่ายอยู่ 4,000-5,000 บาทต่อเดือน แต่ 2 ใน 3 ของคนสูงวัยรายได้ต่อเดือนนั้นต่ำกว่าเส้นยากจนที่ 2,467 บาท ส่วนคนที่เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่เกษียณอายุไปแล้วจะใช้จ่ายอยู่ที่เดือนละ 8,000 บาท

ด้าน อภิชาติ ขันธวิธิ กล่าวว่า แผนกทรัพยากรบุคคล เองมีเป้าหมายที่จะต้องการดึงศักยภาพของพนักงานให้ออกมามีประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่งสิ่งที่มารบกวนให้ศักยภาพของพนักงานบริษัทลดลงคือ ความเครียด ความกังวลต่างๆ ในการทำงาน ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากเรื่องของเงิน การมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัทนั้นจะทำให้นายจ้างเข้าไปมีส่วนร่วมกับลูกจ้างมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการให้ความรู้ การมีโบนัส ทำให้พนักงานทำงานออกมาได้อย่างเต็มที่สร้างผลดีให้กับบริษัท สิ่งเหล่านี้ก็จะทำให้พนักงานและบริษัทได้ผลดีในแบบวินวิน เช่นเดียวกัน

ส่วนข้อจำกัดในการสื่อสารในการลงทุนต่างๆ กับคนรุ่นใหม่ในบริษัทนั้น เจ้าของเพจ HR-The Next Gen ระบุว่า

“คนรุ่นใหม่มักจะทำงานกับบริษัทได้ไม่นานและมักจะออกไปแสวงหาความท้าทายใหม่ ทำให้การลงทุน การออมกับบริษัทยังไม่ได้เป็นที่สนใจของคนเหล่านี้มากนัก แต่สิ่งที่เราต้องให้คือความรู้ ถึงแม้ว่าการเกษียณอายุจะเป็นเรื่องไกลตัว” อภิชาติ กล่าว และว่า ให้บริษัทต่างๆ ลองมองดูสวัสดิการที่มีมานานว่า สวัสดิการบางอย่างอาจมีความล้าหลังหรือไม่ และลองปรับให้เป็นสวัสดิการ หรือกองทุนอื่นๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์ที่ชัดเจนมากขึ้น

ขณะเดียวกัน สเวก มีลาภกิจ ได้ยกตัวอย่างการสนับสนุนให้พนักงานบริหารจัดการเงิน เตรียมตัวใช้เงินในเวลาที่เกษียณให้เพียงพอของบริษัทซีพีแลนด์ว่า บริษัทต้องวางแผนให้พนักงานมีความสุข ลดความเครียดและเปลี่ยนแปลงค่านิยมของการใช้เงินให้ได้ โดย ซีพีแลนด์ได้จัดทำโครงการอยู่ 2 โครงการคือ Happy life to work, Happy work at CP Land และโครงการปลดหนี้สร้างสุข ส่งเสริมการออม เพื่อให้พนักงานทุกคนมีทัศนคติการใช้เงินที่ดีขึ้น และจะต้องไม่สร้างหนี้ใหม่ พร้อมกับใช้หนี้เก่าให้หมด

จากนั้นเป็นการเสวนาในหัวข้อ “สนับสนุนลูกจ้างอย่างไร ให้ปลายทางมีเงินเพียงพอ” โดย อารยา ธีระโกเมน กรรมการอำนวยการ บลจ.ทิสโก้, วิน พรหมแพทย์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล และ ดร. รินใจ ชาครพิพัฒน์ รองผู้จัดการหัวหน้าสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

อารยา ธีระโกเมน เผยถึง 3 ประเด็นที่จะทำให้มีเงินออมอย่างพอเพียงนั้นคือ ระยะเวลาที่ควรจะเริ่มออมตั้งแต่อายุยังน้อย, จำนวนเงิน โดยบริษัทควรสนับสนุนให้ลูกค้าสะสมเงินแบบเต็มสิทธิที่ 15% และการลงทุนเพื่อเพิ่มผลตอบแทน

ขณะที่ วิน พรหมแพทย์ ระบุว่า ประเทศไทยมีคนวัยแรงงานอยู่ที่ 38 ล้านคน แต่อยู่ในระบบที่มีนายจ้าง 13 และ ไม่มีนายจ้าง 25 ล้านคน ซึ่งเป็นบุคคลที่มีเงินออมในภาคเอกชนมีแค่ 3 ล้านคนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และมีเงินออมเฉลี่ยเพียงคนละ 3 แสนบาทเท่านั้น

โดยปัญหาของประเทศไทยคือ จะไปดูแลคนที่ไม่มีเงินออม และอยู่นอกระบบเหล่านี้ได้อย่างไรให้เริ่มมีเงินออมมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนซีไอเอ็มบี ระบุว่า จะต้องออมอย่างไร ซึ่งปัญหาที่พบคือการออมที่น้อย และเลือกลงทุนในแผนที่มีความเสี่ยงต่ำเกินไปทำให้เงินเติบโตได้ช้า

ด้าน รินใจ ชาครพิพัฒน์ เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์มีโครงการ “เงินทอง ต้องวางแผน” ที่จะช่วยสอนทุกอย่าง พร้อมวางแผนให้มนุษย์เงินเดือนมีเงินเพียงพอใช้ โดยสนับสนุนให้บริษัทมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และมีทางเลือกในการลงทุนที่เหมาะสมให้กับพนักงาน

ทั้งนี้วิทยาการทั้งหมดมีความเห็นที่ตรงกันว่า การออมเงินนั้นจะต้องออมให้เป็น และเริ่มอย่างเร็วที่สุด พร้อมกับต้องตระหนักใช้เงินให้ถูกต้องเหมาะสม และเตรียมพร้อมกับวัยเกษียณได้อย่างถูกวิธี

 

 

ที่มา ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

Related Posts

“อภัยภูเบศร” ชูสมุนไพรไทยรับโลกเปลี่ยน สร้างความมั่นคงสุขภาพ หนุนประชาชนพึ่งตนเองในยุควิกฤต
เที่ยวไทยง่ายขึ้น! ไทยเปิด QR Payment ให้นักท่องเที่ยวสแกนจ่ายได้เหมือนคนไทย รองรับ 9 สกุลเงิน
วิทยาลัยดุสิตธานี เปิดหลักสูตรใหม่ “เทคโนโลยีอาหารและการประกอบอาหารสร้างสรรค์” สายงานที่ตลาดต้องการกว่า 4 หมื่นคน