จากกรณีชาวเน็ตวิพากษ์วิจารณ์ แทน-วัชรินทร์ ตันกุรานันท์ ซึ่งเป็นนายแบบถ่ายรูปวาบหวิว ได้โพสต์ภาพในเฟซบุ๊ก โชว์บัตรคนจน พร้อมกับโทรศัพท์มือถือ นาฬิกา นั่งอยู่ในร้านกาแฟแห่งหนึ่ง โดยได้โพสต์ข้อความว่า “ได้บัตรแล้ว เปลี่ยนสถานะไหม่แล้วนะครับ จนจริงอะไรจริง” โดยมีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก และกรมบัญชีกลาง มีการรับเรื่องเพื่อนำไปตรวจสอบ และสรุปว่า เป็นไปตามหลักเกณฑ์ โดยที่ครอบครัวของหนุ่มรายนี้ออกมายืนยันว่าตนเป็นคนจนจริงๆนั้น
ล่าสุด หนุ่มแทน ได้กลับมาโพสต์ภาพทางสื่อโซเชียลอีกครั้ง และยังคงโพสต์ภาพทางอาหารในห้าง โดยระบุว่า มากับเพื่อน และภาพเหมือนอยู่ในฟิตเนส พร้อมระบุว่า “แทนขอขอบคุณเพื่อนๆพี่ๆน้องๆทั้ง 77 จังหวัดที่ติดตามข่าว แทนสัญญาว่าจะผลิตผลงาน ที่สำคัญจะเป็นคนดีของสังคม ขอบคุณแผ่นดินไทยที่ทำให้ผมมีวันนี้” ซึ่งชาวเน็ตยังคงเข้าไปตอบโต้กับหนุ่มแทนจำนวนมาก
Latest Posts
ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หลายคนคงเคยเห็นคลิปวิดีโอที่นำเสนอเรื่องราวอาหารริมทางในไทย ถ่ายทอดผ่านคาแร็กเตอร์ชายชาวญี่ปุ่นในชุดทำงาน เป็นเสื้อเชิ้ตแบบเรียบง่าย ซึ่งภายในคลิปมักจะเดินทางไปลิ้มลองอาหารไทยที่มีรสชาติจัดจ้าน พร้อมกับเครื่องดื่มกระป๋องเขียวที่เป็นซิกเนเจอร์คู่ใจ และต้องพูดคำว่า “โอ้โห” ทุกครั้ง เพราะเป็นเอกลักษณ์ประจำคลิป วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ มีโอกาสได้พูดคุยกับคุณ Yasuharu Nishio (ยาสุฮารุ นิชิโอะ) ชาวญี่ปุ่นวัย 51 ปี ที่หลงรักในอาหารไทย และได้ท่องเที่ยวทั่วไทยไปแล้วกว่า 70 จังหวัด ในเวลาเพียง 3-4 ปี ปัจจุบันเขาได้ทำธุรกิจมากมาย ไม่ว่าจะเป็น การเขียนบล็อกภาษาญี่ปุ่น แนะนำร้านอาหารท้องถิ่นทั่วไทย ชื่อว่า ‘激旨!タイ食堂’ ต่อมาได้จัดตั้งบริษัททัวร์ที่ให้บริการชาวญี่ปุ่นในการท่องเที่ยวไทย TRIPULL และล่าสุดกับบทบาทอินฟลูเอนเซอร์สายอาหารชื่อดัง เจ้าของช่อง Asia Gourmet Story ที่เน้นถ่ายทอดเรื่องราวผ่านคาแร็กเตอร์มนุษย์เงินเดือนที่ชื่นชอบสตรีตฟู้ดไทย ในรูปแบบคลิปวิดีโอแนว Cinematic ชีวิตบรรณาธิการในโอซาก้า นิชิโอะ เล่าถึงชีวิตในญี่ปุ่นว่า เขาเคยทำงานเกี่ยวกับการทำนิตยสารมาก่อน
จาก “ชาเย็น” สู่ “ชาเขียว” สร้างปรากฏการณ์ชาเย็นที่จริงใจเสร็จ แบรนด์ก็หันมาปั้นชาเขียวต่อ “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” คือแบรนด์ชาไทยที่เคยสร้างปรากฏการณ์ฮิตบนหน้าฟีดโซเชียลมาแล้ว โดยช่วงนั้นชาไทยเป็นเครื่องดื่มที่กำลังอยู่ในกระแส คนกำลังนิยมอย่างมาก หันไปทางไหนก็เจอเมนูชาไทย ทั้งเค้กชาไทย ไอศกรีมชาไทย ชานมไข่มุกชาไทย และหนึ่งในแบรนด์ที่ทำให้คนรักชาไทยต้องพูดถึงบ่อย ๆ คือ “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” ด้วยการทำชาเย็นที่เข้มข้นถึงรสชาเย็นแท้ ทำให้คนรักเมนูนี้ต่างก็ยกให้แบรนด์ “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” (everyday.thai.tea) เป็นแบรนด์หนึ่งในดวงใจ เมนูซิกเนเจอร์ของร้านนี้เป็นที่รู้จักกันดี ทั้ง ‘สลัชชี่ชาไทย’ และ ‘ชาเย็นรสเข้มข้น’ ดำเนินการโดย บริษัท เบทเทอร์บีมฟู้ด จำกัด จดทะเบียนจัดตั้งไปเมื่อ 13 ก.ค. 2566 ด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท ในปี 2566 รายได้รวม 14 ล้านบาท กำไรสุทธิ 2.5 ล้านบาท แต่นอกจากฉันจะกินชาเย็นทุกวัน ปีที่ผ่านมายังได้แตกแบรนด์โกโก้-กาแฟ แบรนด์ “เข้ม” เสริมแกร่งให้พอร์ตโฟลิโอ กระทั่งเมื่อ April Fool’s Day แบรนด์ได้ร่วมล้อไปกับกระแสแกล้งผู้บริโภคว่าจะเปิดแบรนด์น้องใหม่ “ฉันจะกินชาเขียวทุกวัน
“ผมแค่อยากพาครอบครัวไปทานอาหารแล้วไม่ต้องดูราคา ผมแค่อยากใช้ชีวิตสบายๆ แต่คำว่าสบายมันต้องใช้เงิน” ประโยคที่ฟังดูจริงใจ ไม่ปรุงแต่งนี้ คือคำพูดแรกของ คุณจี-จีรภัทร ศรีทองคำ ผู้ก่อตั้ง “พาสต้า อาม่า” เมื่อถูกขอให้เล่าถึงเส้นทางธุรกิจจากศูนย์ ก่อนจะกลายมาเป็นเจ้าของอาณาจักรร้านอาหาร 400 ล้านบาทในปีนี้ จากอดีตพนักงาน HR Business Development ที่บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง CP ประจำภาคเหนือ เริ่มต้นจากการเป็นพนักงานออฟฟิศที่มีความฝันว่าอยากจะรวย อยากสบาย กลายเป็นสิ่งผลักดันให้เขากล้าลอง กล้าเริ่ม กล้าล้ม คุณจีเริ่มเล่าว่า ตนเองเป็นนักศึกษาคณะจิตวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งคณะนี้สามารถแบ่งออกได้เป็นนักจิตวิทยาสายคลินิก กับคนที่มาสายองค์กรเพื่อพัฒนาสายธุรกิจ ตอนที่เป็นพนักงานประจำก็ขับมอเตอร์ไซค์ไปทำงานยังไม่มีรถยนต์ขับ ที่บ้านไม่ได้มีธุรกิจ พ่อเป็นข้าราชการ แม่ขายก๋วยเตี๋ยวและอาหารตามสั่ง หลังเรียนจบมาก็มาเป็นพนักงานประจำอยู่ในสาย HR ล้วน 7 ปี “ผมอยากรวยครับ อยากใช้ชีวิตแบบสบายๆ ซึ่งคำว่าสบายๆ นี้มันต้องพึ่งพาสิ่งที่เรียกว่ามันนี่ ถ้าไม่มีตัวนี้ก็ไม่สบาย” เมื่อตอนสิบปีที่แล้วนั้น เงินเดือนสตาร์
หากพูดถึงคาเฟ่ หลายคนอาจนึกถึงร้านกาแฟที่มีบรรยากาศดีและเมนูอร่อย แต่ “พาเฟ่” (PAfé) เป็นมากกว่านั้น พาเฟ่ เป็นร้านกาแฟที่เปิดภายใต้แนวคิด “สุขที่ได้แบ่งปัน” ต่อยอดมาจากภารกิจหลักของ “มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย” โดยมีสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงเป็นประธานกรรมการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ภารกิจหลักของมูลนิธิฯ คือการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย เพื่อให้ผู้ประสบภัยสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด สามารถพึ่งพาตนเองและดำเนินชีวิตได้อย่างยั่งยืน หลายพื้นที่ที่มูลนิธิฯ เข้าไปช่วยเหลือส่วนใหญ่เป็นชุมชนเกษตรกรรม หนึ่งในอาชีพสำคัญที่ช่วยสร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่คือ “การปลูกกาแฟ” ที่สามารถสร้างรายได้เลี้ยงดูครอบครัวได้อย่างต่อเนื่อง และยังเป็นพืชที่ช่วยในการรักษาป่า เพราะสามารถเติบโตได้ดีใต้ร่มไม้ใหญ่ โดยเฉพาะในพื้นที่ป่าต้นน้ำ ต่อมา เมื่อมูลนิธิฯ ได้ย้ายที่ตั้งสำนักงานมายังอาคารอนุรักษ์ของกรมศิลปากรในปัจจุบัน จึงได้จัดสรรพื้นที่เพื่อสนับสนุนภารกิจก




