น้องเบียร์ อายุ 16 ปี นักเรียนชั้นม.4 อาศัยอยู่กับย่าตั้งแต่เล็ก พ่อแม่ของเบียร์แยกทางกัน พ่อฝากเบียร์ไว้กับย่าและไปทำงานอยู่ที่กรุงเทพ ตอนเบียร์อายุ 10 ปี พ่อกลับมาหาแต่เสียชีวิตกะทันหันด้วยอาการปอดติดเชื้อ เบียร์กับย่าอยู่กันอย่างพอมีพอกินเพราะมีเงินใช้แค่เบี้ยเลี้ยงผู้สูงอายุกับเงินจากรับจ้างเล็กๆ น้อยๆ ของย่าเท่านั้น เมื่อเบียร์จบชั้นป.6 จึงตัดสินใจไม่เรียนต่อและออกไปทำงานที่บ่อเลี้ยงกุ้งฝอยเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัว อนาคตของเบียร์อาจหยุดอยู่เพียงเท่านี้ ถ้าไม่มีผู้ใหญ่รอบข้างให้โอกาส
บริจาคช่วยเหลือน้องเบียร์เพิ่มเติมได้ที่ชื่อบัญชี นายเอกพล ภูทองพันธ์ ธนาคารกรุงไทย สาขากาฬสินธุ์พลาซ่า เลขที่บัญชี 392-0-45029-9
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อร่วมช่วยเหลือเยาวชนคนเก่ง หัวใจแกร่ง ได้ที่ http://www.facebook.com/Sarnrakkonkeng
Latest Posts
จาก “ชาเย็น” สู่ “ชาเขียว” สร้างปรากฏการณ์ชาเย็นที่จริงใจเสร็จ แบรนด์ก็หันมาปั้นชาเขียวต่อ “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” คือแบรนด์ชาไทยที่เคยสร้างปรากฏการณ์ฮิตบนหน้าฟีดโซเชียลมาแล้ว โดยช่วงนั้นชาไทยเป็นเครื่องดื่มที่กำลังอยู่ในกระแส คนกำลังนิยมอย่างมาก หันไปทางไหนก็เจอเมนูชาไทย ทั้งเค้กชาไทย ไอศกรีมชาไทย ชานมไข่มุกชาไทย และหนึ่งในแบรนด์ที่ทำให้คนรักชาไทยต้องพูดถึงบ่อย ๆ คือ “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” ด้วยการทำชาเย็นที่เข้มข้นถึงรสชาเย็นแท้ ทำให้คนรักเมนูนี้ต่างก็ยกให้แบรนด์ “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” (everyday.thai.tea) เป็นแบรนด์หนึ่งในดวงใจ เมนูซิกเนเจอร์ของร้านนี้เป็นที่รู้จักกันดี ทั้ง ‘สลัชชี่ชาไทย’ และ ‘ชาเย็นรสเข้มข้น’ ดำเนินการโดย บริษัท เบทเทอร์บีมฟู้ด จำกัด จดทะเบียนจัดตั้งไปเมื่อ 13 ก.ค. 2566 ด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท ในปี 2566 รายได้รวม 14 ล้านบาท กำไรสุทธิ 2.5 ล้านบาท แต่นอกจากฉันจะกินชาเย็นทุกวัน ปีที่ผ่านมายังได้แตกแบรนด์โกโก้-กาแฟ แบรนด์ “เข้ม” เสริมแกร่งให้พอร์ตโฟลิโอ กระทั่งเมื่อ April Fool’s Day แบรนด์ได้ร่วมล้อไปกับกระแสแกล้งผู้บริโภคว่าจะเปิดแบรนด์น้องใหม่ “ฉันจะกินชาเขียวทุกวัน
ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หลายคนคงเคยเห็นคลิปวิดีโอที่นำเสนอเรื่องราวอาหารริมทางในไทย ถ่ายทอดผ่านคาแร็กเตอร์ชายชาวญี่ปุ่นในชุดทำงาน เป็นเสื้อเชิ้ตแบบเรียบง่าย ซึ่งภายในคลิปมักจะเดินทางไปลิ้มลองอาหารไทยที่มีรสชาติจัดจ้าน พร้อมกับเครื่องดื่มกระป๋องเขียวที่เป็นซิกเนเจอร์คู่ใจ และต้องพูดคำว่า “โอ้โห” ทุกครั้ง เพราะเป็นเอกลักษณ์ประจำคลิป วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ มีโอกาสได้พูดคุยกับคุณ Yasuharu Nishio (ยาสุฮารุ นิชิโอะ) ชาวญี่ปุ่นวัย 51 ปี ที่หลงรักในอาหารไทย และได้ท่องเที่ยวทั่วไทยไปแล้วกว่า 70 จังหวัด ในเวลาเพียง 3-4 ปี ปัจจุบันเขาได้ทำธุรกิจมากมาย ไม่ว่าจะเป็น การเขียนบล็อกภาษาญี่ปุ่น แนะนำร้านอาหารท้องถิ่นทั่วไทย ชื่อว่า ‘激旨!タイ食堂’ ต่อมาได้จัดตั้งบริษัททัวร์ที่ให้บริการชาวญี่ปุ่นในการท่องเที่ยวไทย TRIPULL และล่าสุดกับบทบาทอินฟลูเอนเซอร์สายอาหารชื่อดัง เจ้าของช่อง Asia Gourmet Story ที่เน้นถ่ายทอดเรื่องราวผ่านคาแร็กเตอร์มนุษย์เงินเดือนที่ชื่นชอบสตรีตฟู้ดไทย ในรูปแบบคลิปวิดีโอแนว Cinematic ชีวิตบรรณาธิการในโอซาก้า นิชิโอะ เล่าถึงชีวิตในญี่ปุ่นว่า เขาเคยทำงานเกี่ยวกับการทำนิตยสารมาก่อน
กระแสอาหารไทยโบราณยังแรงต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมนูประจำฤดูร้อนอย่าง “ข้าวแช่นารา” ของ NARA Thai Cuisine ที่สร้างยอดขายกว่า 10,000 เซ็ต ภายในระยะเวลาเพียง 2 เดือน กลายเป็นเมนูอันดับหนึ่งของร้านในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ภายใต้แคมเปญ “สำรับไทย..ไว้ใจนารา” หรือ TASTE NARA – TASTE OF THAILAND ตอกย้ำจุดยืนการยกระดับอาหารไทยสู่มาตรฐานสากล ผ่านการนำเสนอสำรับไทยโบราณในรูปแบบร่วมสมัย เบื้องหลังความสำเร็จของ ข้าวแช่นารา โดยปีนี้นาราไทย คูซีน ยังได้นางเอกซุปตาร์อย่าง ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่ เป็นตัวแทนถ่ายทอดเสน่ห์สำรับไทยประจำฤดูกาล ผ่านเมนู ‘ข้าวแช่นารา’ จนสามารถขยายฐานกลุ่มนักชิมสู่คนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น ปลุกกระแสความนิยมอาหารไทยโบราณให้กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง นอกจากกระแสตอบรับจากนักชิมชาวไทยแล้ว ล่าสุดยังได้รับความสนใจจากบุคคลระดับโลก เมื่อ จูเลีย มอร์ลีย์ ประธานและซีอีโอองค์กรมิสเวิลด์ พร้อมด้วย ปิยาภรณ์ แสนโกศิก หรือ แม่ปุ้ย TPN ผู้ถือลิขสิทธิ์เวทีประกวด Miss World Thailand และเวทีนางงามระดับนานาชาติ ร่วมรับประทานอาหารไทย โดยมี คุณยีน-สิริโสภา จุลเสวก ผู้บริหารนารา กรุ๊ป ให้การต้อนรับที่ร้านนาราไท
เรื่องราวของ “ทำสวนกับมาดาม” เกิดขึ้นเมื่อตอนโควิด-19 เป็นช่วงที่ทำให้ คุณยุ้ย-อภิรดี นกสุวรรณ อยากปลูกผักกินเอง หลังจากนั้นเมื่อเริ่มปลูกเยอะขึ้นจนทำให้ทานไม่ทัน เธอจึงชวนรุ่นพี่ที่สนิทกันอย่าง คุณแหม่ม-พัฐพศิญา ทิพย์สุมณฑา มาขยายความฝัน สร้างพื้นที่ปลูกให้ใหญ่ขึ้น แต่ทว่าหลังจากหาพื้นที่ได้แล้ว กลับต้องเผชิญกับปัญหาดินพระราม 2 ที่มีความเค็ม ทำให้เมื่อนำมารดน้ำผักแล้ว สลัดที่ได้มาจึงออกมารสชาติเค็ม จนทำให้ต้องแก้ไขปัญหานี้โดยการปรุงดินใหม่ทั้งหมด ปัจจุบันที่คาเฟ่แห่งนี้ได้ต่อยอดสร้างรายได้มากกว่า 1 ทาง ไม่ว่าจะเป็น การปลูกดอกไม้กินได้ การทำสวนเลม่อน การทำโรงเรือนต่างๆ และต่อยอดเป็นคาเฟ่ที่ให้ผู้คนแวะเวียนมาเช็กอิน รวมถึงการทำเวิร์กช็อป หรือแม้กระทั่งการเปิดให้แบรนด์เข้ามาเช่าสถานที่ถ่ายรูปได้ จนกลายเป็นพื้นที่แห่งการแบ่งปันสุขภาพ ความรู้ และแรงบันดาลใจให้กับผู้คนที่แวะมาเยือน #ทำสวนกับมาดาม #คาเฟ่ #พระราม2 #ที่เที่ยว #เกษตร #ปลูกผัก




