จากการสำรวจโดยแบงก์สวิสถึงตลาดสินค้าและบริการลักเซอรี่ จัดให้เซี่ยงไฮ้เป็นมหานครที่ไฮโซในด้านนี้ที่สุดในเอเชีย โดยพิจารณาจากไลฟ์สไตล์ด้านการบริโภคสินค้า-บริการ ส่วนอันดับสองคือสิงคโปร์ตามมาด้วยฮ่องกงอันดับสาม
เซี่ยงไฮ้ครองตำแหน่งค่าใช้จ่ายด้านลักเซอรี่สูงสุดในเอเชียติดต่อกันเป็นปีที่สอง โดยเซี่ยงไฮ้ครองส่วนแบ่งตลาดรถหรู กระเป๋าแบรนด์เนมและอสังหาริมทรัพย์ โดยราคาสินค้า-บริการจะมีต้นทุนจากภาษีทำให้มีราคาสูงกว่าเมืองอื่นๆในเอเชีย อาทิ นาฬิกาแบรนด์โรเล็กซ์ที่เซี่ยงไฮ้ขายในราคา 38,880 เหรียญสหรัฐ ขณะที่ในกัวลาลัมเปอร์ราคา 28,500 เหรียญสหรัฐ หรืออย่างครีมมอยเจอไรเซอร์ระดับพรีเมี่ยม La Prairie ที่เซี่ยงไฮ้ถูกระบุว่าเมื่อคำนวณแล้วจะเป็นครีมที่แพงที่สุดถ้าซื้อที่นี่
ขณะที่เมืองอื่นๆในเอเชียที่ติดอันดับต้นๆยังมี จาการ์ตา โซล ไทเป
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
Latest Posts
ในยุคที่ AI เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น หลายๆ คนได้มีการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาใช้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น เนื่องจากเข้าถึงง่าย และช่วยลดต้นทุนในการทำงานได้อีกด้วย บริษัทใหญ่ๆ บางแห่งได้มีการนำ AI เข้ามาแทนที่การเขียนโปรแกรม (Coding) ตัวอย่างเช่น ที่ Microsoft และ Google พบว่ามีการนำ AI มาเขียนโค้ดให้กับโปรเจ็กต์ต่างๆ มากถึง 30% Alexandr Wang (อเล็กซานเดอร์ หวัง) มหาเศรษฐีด้าน AI วัย 28 ปี ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Scale AI ซึ่งเป็นบริษัทสตาร์ทอัพด้านการจัดทำข้อมูล (Data Labeling) สำหรับการฝึกฝนปัญญาประดิษฐ์ (AI) เขากล่าวว่า กุญแจสำคัญในการก้าวหน้าคือการเรียนรู้วิธีใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเขาแนะนำให้วัยรุ่นทุกคนเริ่มฝึกฝนการใช้งานเครื่องมือเหล่านี้ให้คล่องแคล่ว ซึ่งจะเป็นข้อได้เปรียบอย่างมหาศาล ขณะเดียวกัน เครื่องมือช่วยเขียนโค้ดอย่าง Replit และ Cursor สามารถสร้างชุดคำสั่ง (Code) ได้จากการระบุคำสั่งเพียงสั้นๆ ทำให้เกิดเทรนด์ที่เรียกว่า “Vibe-coding” หรือการปล่อยให้ AI เขียนโค้ดตามคำสั่งภาษาอังกฤษทั่วไปได้ง่ายๆ ส่งผลให้คนที่ไม่มีความรู้ด้านเทคนิคเลยก็สามารถสร้างแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ได้
บทความโดย สุภัทรา แบรนด์ที่คนเอ๊ะตั้งแต่ชื่อ พยายามจะอ่านออกเสียงแต่ก็กลืนคำพูดลงคอไป แต่ก็แอบกระหายใคร่รู้ว่าแบรนด์มันอ่านออกเสียงอย่างที่เราเข้าใจใช่หรือไม่? นั่นแปลว่าแบรนด์ประสบความสำเร็จตั้งแต่ต้นในการดึงความสนใจของผู้บริโภคได้ตั้งแต่เปิดตัว NUTS, YES! อ่านว่า “นัทส์ เยส” ด้วยการวางคำภาษาอังกฤษที่มีความหมายตรงตัวว่า “ถั่ว” และ “ใช่” เข้าด้วยกัน ขณะเดียวกันก็ไปพ้องเสียงกับประโยคที่สุ่มเสี่ยงจะสื่อไปในเชิงสองแง่สองง่าม ทำให้คนสะดุดตั้งแต่ชื่อแบรนด์ รู้ไหมว่ามันแอบแฝงกลยุทธ์การตลาดอันแยบยลไว้ในเบื้องหลัง ก่อนอื่นต้องเล่าก่อนว่า แบรนด์ชื่อปั่น NUTS, YES! ไม่ใช่น้องใหม่โนเนมแต่อยู่ภายใต้ Yoguruto ดำเนินงานภายใต้ บริษัท โยคุ กรุ๊ป จำกัด ที่ประสบความสำเร็จในตลาดโยเกิร์ตสดปั่น (Yogurt Smoothies) และครั้งนี้กับ NUTS, YES! เป็นแบรนด์เครื่องดื่มที่ยกให้ “ถั่ว” เป็นหัวใจสำคัญของรสชาติ โดยนำความหอม มัน และเอกลักษณ์เฉพาะตัวของถั่วแต่ละชนิดมาพัฒนาเป็นเครื่องดื่มร่วมสมัย ภายใต้แนวคิด “Everything tastes better with a little nutty twist” หรือการเติมลูกเล่นจากถั่วเพื่อทำให้เครื่องดื่มแก้วเดิมมีมิติแ
หากมีเงินเก็บสักก้อน คุณจะเลือกทำอะไร? สำหรับ “คุณมิว-พาณิภัค คุณวโรตม์” คำตอบคือการทำธุรกิจ เธอเริ่มต้นจากแบรนด์ขนม ก่อนต่อยอดทำแบรนด์นมพาสเจอไรซ์และกรีกโยเกิร์ตพรีเมียมสัญชาติไทย ที่ชื่อว่า “NYŪ” (นิว) พร้อมทำงานร่วมกับเกษตรกรฟาร์มโคนม เพื่อช่วยกันพัฒนาน้ำนมไทยให้เป็นสินค้าที่มีคุณภาพ และส่งต่อถึงมือผู้บริโภคมานาน 3 ปี ทว่า แม้จะเป็นแบรนด์ของคนตัวเล็ก แต่เบื้องหลังการสร้างแบรนด์ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ชวนไปพูดคุยกับคุณมิวถึงเส้นทางการเติบโต ความท้าทายของธุรกิจ การควบคุมคุณภาพน้ำนม และการทำการตลาดเพื่อให้แบรนด์เติบโต จุดเริ่มปั้นแบรนด์ ‘NYŪ’ ลุยตลาด Dairy หลังจากเรียนจบปริญญาตรี ด้านการบริหารโรงแรม จากสถาบัน Les Roches Global Hospitality Education ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และปริญญาโท MBA จากสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คุณมิวเริ่มต้นธุรกิจแรกด้วยทุนส่วนตัวที่เก็บหอมรอมริบขณะเรียมหาวิทยาลัย ทว่า ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์นม แต่เป็นแบรนด์ขนม Panna Cotta ที่มีส่วนผสมของนม ก่อนพบจุดเปลี่ยนสำคัญ กรีกโยเกิร์ตกำลังได้รับความนิยม ประกอบกับมีขนมรสชาติ Greek Yogurt Lemon Curd Pa
จากแม่ค้าขายผักสู่ผู้ปลุกตลาด “แตงโมสเปเชียลตี้” นี่คือเส้นทางธุรกิจของ “คุณณิชชา แก้วสุริยา” CEO บริษัท ณิชชา ชามม์ จำกัด ผู้เปลี่ยนผลไม้ธรรมดาให้มีมูลค่าเพิ่มและมีสายพันธุ์ให้เลือกเหมือนคอลเล็กชั่นแฟชั่น กว่าธุรกิจจะเดินมาถึงจุดนี้ เธอเคยกู้เงิน 6 ล้านบาท สร้างซูเปอร์มาร์เก็ตผัก ก่อนเผชิญวิกฤตฟองสบู่แตก ต้องขายตึก ขายแหวนแต่งงาน และเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการรับแตงโมมาขายที่ได้กำไรเพียงน้อยนิด เธอจึงตั้งคำถามตัวเองว่า “ขายแพงอย่างไรให้คนยอมซื้อ” นำไปสู่การเรียนรู้การปลูกแตงโม การตามล่าหาสายพันธุ์ใหม่ และการสร้างตลาดแตงโมที่แตกต่าง จนสามารถสร้างรายได้เฉลี่ยปีละ 30-40 ล้านบาท “สายพันธุ์ใดๆ ที่จะเกิดขึ้นใหม่ในประเทศไทย ต้องผ่านมือเราทั้งหมด เราต้องการสร้างคุณค่าให้แตงโมแพงด้วยตัวมันเองผ่านสายพันธุ์ที่แปลกและมีคุณค่าตั้งแต่เนื้อยันเปลือก” คุณณิชชากล่าว กู้เงิน 6 ล้านสร้างธุรกิจ ก่อนเจอวิกฤตใหญ่ คุณณิชชาเป็นลูกเกษตรกรที่จับผลัดจับผลูมาช่วยพี่สาวขายผักในตลาดค้าส่ง ก่อนแยกตัวออกมาขายปลีก จากผักไม่กี่ชนิดเริ่มขายดีเป็นร้อยๆ ชนิด จากลูกค้ามากมายที่เข้ามาอุดหนุน ทำให้เธอมองเห็นโอกาสต่อยอดธุรกิจ
