ข่าววันนี้
นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในการบรรยายพิเศษเรื่องทิศทางงานวิจัยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อตอบสนองการแก้ไขปัญหาข้าวอย่างครบวงจร ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ ว่า จากปัจจัยสังคมมีผู้สูงอายุมากขึ้น ผู้บริโภคใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ครอบครัวขนาดใหญ่กลายเป็นเดี่ยว การแข่งขันในตลาดโลกรุนแรงขึ้น สินค้าข้าวไม่สามารถควบคุมราคาได้ ทุกอย่างจะขึ้นอยู่กับดีมานและซัพลาย อย่างตอนนี้ชาวนาปลูกข้าวมากขึ้น แต่การบริโภคข้าวในประเทศมีแนวโน้มลดลง ประเทศที่เคยนำเข้าข้าวก็เลิกหันผลิตในประเทศแทน ทั้งหมดนี้ ทำให้เกษตรกรไทยต้องเปลี่ยนตาม แต่ที่ผ่านมาไทยก้าวได้ช้า เนื่องจากชาวนาส่วนใหญ่เป็นรายเล็กและถือครองที่ดินมีน้อย ทำให้ไม่สามารถใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่ได้ ทำให้ผลผลิตที่ได้ไม่มีคุณภาพ ผลผลิตต่อไร่ต่ำและต้นทุนสูง ต่างกับประเทศอื่น ที่มีการพัฒนาให้เป็นเกษตรแม่นยำได้แล้ว ดังนั้น ไทยต้องเปลี่ยนและเดินหน้าพัฒนาให้เร็วขึ้น โดยรัฐบาลได้กำหนดยุทธศาสตร์ชาติ และไทยแลนด์ 4.0 ต้องเกิด หมายถึงใช้พื้นที่น้อยแต่ได้ผลผลิตมาก เป้าหมายเพื่อให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ในส่วนของข้
เรื่องราวน่าประทับใจดังกล่าวได้รับการเผยแพร่โดย นพ.อิทธพร คณะเจริญ รองเลขาฯ แพทยสภา ซึ่งพบว่า มีคุณหมอท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นอาจารย์หมอเวชศาสตร์ฟื้นฟู รามาธิบดี ได้เปิดคลินิกตามความฝัน ตั้งใจทำตามปณิธานคือรักษาฟรี แต่เนื่องจากมีปัญหาเรื่องระบบภาษีจึงต้องคิดค่าบริการ 2 บาท โดยโพสต์ดังกล่าวระบุว่า “อนุโมทบุญครับ หมอ 2 บาท-วันอาทิตย์ คลินิกของคุณหมอเบิร์ด Birdy Paitoon อาจารย์หมอเวชศาสตร์ฟื้นฟู รามาธิบดี ยินดีที่น้องได้ทำตามความฝันคือเปิดคลินิก ที่บ้าน โดยเปิดเฉพาะวันอาทิตย์เนื่องจากวันธรรมดามีภารกิจสอนและรักษาคนไข้ที่รามาธิบดี กลับมาไม่ทัน คลินิกจดทะเบียนเปิด โดยทำการเฉพาะวันอาทิตย์ที่คุณหมอมีเวลา ตรวจรักษาคนไข้ตามปณิธานที่อยากทำคือ อยากตรวจรักษาฟรี และเปิดช่วงแรกแค่อาทิตย์ที่สองและที่สี่ของเดือนโดยมีน้องผู้ช่วยมาจัดยาให้ และทำตารางการออกตรวจ ให้คนไข้แถวบ้านทราบ ในช่วงแรก ก่อน เริ่มมา 3 ครั้งแล้ว เมื่อผมถามน้องว่ามีแผนอย่างไรน้องตอบว่าจะค่อยๆขยายเวลามากขึ้นและชวนคนมีจิตอาสามาช่วยกัน ส่วนทำไมถึงเป็น 2 บาทน้องตอบว่าตั้งใจจะเป็น 0 บาทแต่จะมีปัญหากับระบบภาษี จึงคิดว่าเก็บตั้งไว้ 2 บาทแต่ให้หยอดกล
จากรายงานข่าวตามสื่อกระแสหลักต่อปัญหาหลอกลวงต้มตุ๋นของคนไทยด้วยกันเอง ผ่านรูปแบบธุรกิจต่างๆ ที่มาพร้อมกับแรงจูงใจโดยให้ผลตอบแทนสูง แต่เงินลงทุนต่ำ จึงเป็นที่ล่อตาล่อใจของใครหลายคนที่ต้องการหาช่องทางลงทุนใหม่ๆ เพราะการลงทุนในรูปแบบเดิมๆ ได้ผลตอบแทนน้อย แถมยังใช้เวลามากกว่าจะได้ผลตอบแทนกลับคืนมา ในเรื่องนี้เองกลุ่มมิจฉาชีพก็รู้จุดอ่อนนิสัยคนไทยบางกลุ่มที่อยากรวยทางลัดอยู่แล้ว ก็พยายามคิดกลยุทธ์ วิธีหลอกลวง ต้มตุ๋น โดยใช้กระแสสังคม ความนิยมที่เกิดขึ้นกับสถานการณ์ขณะนั้น ซึ่งหนึ่งในลูกเล่นที่ใช้ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะเป็นแบบแชร์ลูกโซ่ในรูปธุรกิจท่องเที่ยว แต่ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดก็ตาม มิจฉาชีพล้วนใช้ข้อความโน้มน้าวใจ แถมพ่วงด้วยการให้เหยื่อได้เป็นนักธุรกิจตามคำโฆษณา ได้ผลตอบแทนกลับมามหาศาล จนทำให้ใครหลายๆ คนอดไม่ได้ที่จะกระโดดลงไปร่วมวง ๐ เม.ย.หลอกตุ๋นร่วมพันล้าน จากข้อมูลพบว่า เฉพาะเดือนเมษายน ตั้งแต่วันที่ 1-23 เมษายนที่ผ่านมา มีความเสียหายจากคดีต่างๆ เกิดขึ้นมากถึง 6 คดี รวมมูลค่าเกือบหนึ่งพันล้านบาท!! ปรากฏให้สื่อมวลชนได้รายงานข่าวตลอดทุกวัน นับตั้งแต่ข่าวใหญ่ฮือฮาก่อนสงกรานต์เพียง 2 วัน
นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ประเทศอินโดนีเซีย เป็นประเทศหนึ่งในอาเซียนที่มีศักยภาพสูงทางการค้าการลงทุนถึงเมืองเศรษฐกิจที่สำคัญ และในประเทศอินโดนีเซียที่ไม่อยากให้นักธุรกิจมองข้าม 4 เมือง คือ กรุงจาการ์ตา ที่มีประชากรกว่า 10 ล้านคน เป็นที่ตั้งของสำนักงาน มีผู้กำลังซื้อและชนชั้นกลางอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก เป็นจุดกระจายสินค้าไปยังเกาะต่างๆ ของประเทศ มีท่าเรือใหญ่ที่สุด คือ Tanjung Priok เมืองสุราบายา เป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 มีประชากร 2.5 ล้านคน มีชาวอินโดนีเซียเชื้อสายจีนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก และเป็นจุดกระจายสินค้าจากเกาะชวาไปยังเกาะทางตอนเหนือและทางตะวันออกอื่นๆ เช่น เกาะกาลิมันตัน เกาะสุลาเวสี เกาะโมลุกกะ เกาะบาหลี เป็นต้น มีทรัพยากรธรรมชาติสำคัญ คือ หินชอล์ก หินอ่อนน้ำมันและเกลือ ท่าเรือสำคัญ คือ Tanjung Perak เมืองเมดาน เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของเกาะสุมาตราและใหญ่ที่สุดในทางเศรษฐกิจ เป็นอันดับ 3 ของประเทศ อยู่ใกล้กับประเทศมาเลเซีย บริเวณช่องแคบมาลายู เป็นช่องทางการค้าสำคัญและใกล้กับสิงคโปร์ รวมถึงภาคใต้ฝั่งอันดามันของไทยบริเวณจังหวัดสตูล ท่าเรือสำคัญ คือ Be
วันที่ 24 เมษายน 2560 สถานการณ์น้ำในเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ในวันนี้ เหลือการกักเก็บน้ำอยู่ที่ 326.54ล้าน ลบ.ม. หรือ 34.77 % ของการกักเก็บ มีน้ำใช้การได้ 283.54 ล้าน ลบ.ม. หรือ31.61% โดยยังระบายน้ำออกวันละ 3.02 ล้าน ลบ.ม. นายด้าน นายเฉลิมศักดิ์ ทักษาดิพงษ์ ผู้อำนวยการเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน กล่าวว่า น้ำในเขื่อนแควน้อยบำรุงแดนยังเป็นไปตามแผนการจัดการน้ำของกรมชลประทาน ที่ส่งน้ำช่วยเหลือเกษตรกรที่ปลูกข้าวในพื้นที่ลุ่มน้ำแควน้อยกว่า 150,000 ไร่ ไปจนถึงสิ้นเดือนเมษายน นี้ จากนั้นแผนการส่งน้ำ ก็จะจัดส่งน้ำทางด้านอุปโภคบริโภคให้แก่ประชาชน พร้อมผลักดันน้ำทะเล ในที่ราบลุ่มภาคกลาง ซึ่งคาดว่าในปีนี้น้ำในเขื่อนแควน้อยบำรุงแดนจะเพียงต่อความต้องการใช้น้ำปีนี้อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามต้องขอความร่วมมือพี่น้องเกษตรกรงดการทำนาปรังงวดที่ 2 เพื่อกักเก็บน้ำไว้อุปโภคบริโภคให้มาที่สุด ขณะที่การปล่อยน้ำของเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ยังสร้างผลดีต่อการท่องเที่ยว ที่ทางเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ร่วมกับ อบต.คันโช้ง และประชาชนในพื้นที่ทำซุ้มไม้ไผ่ มาตั้งริมน้ำหลังเขื่อนเพื่อให้นักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปได้มาเล่นน้ำคลายร้อน ม
สมาชิกเฟซบุ๊ก “Yaroro Ya Keroro” ได้โพสต์เรื่องราวประทับใจ หลังไปเจอคุณลุงคนหนึ่งนั่งขายตุ๊กตาไม้อยู่ริมถนน โดยพบว่าคุณลุงพิการไม่มีทั้ง 2 ข้าง จึงเข้าไปสอบถามได้ความว่า ลุงชื่อ ลุงบุญมี เดินทางมาจาก อ.พลับพลาไชย จ.บุรีรัมย์ เพื่อมาขายตุ๊กตาไม้ ราคาตัวละ 25 บาท ซึ่งคุณลุงบอกว่าทำเอง คุณลุงมีความมานะพยายามเป็นอย่างมากทั้งที่มือทั้ง 2 ข้างไม่มี โดยใช้แขนทั้ง 2 ข้างแทนมือที่เสียไป เมื่อคุณลุงพูดออกมาผู้โพสต์ถึงกับน้ำตาจะไหล เพราะคุณลุงบอกว่า “อยากเดินตามรอยเท้าพ่อหลวง” ใช้ชีวิตเรียบง่ายและพอเพียง ใช้วัสดุที่สรรหาได้ง่ายมาสร้างสรรค์ เป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมและน่ารักมากๆ ที่มา ข่าวสดออนไลน์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 24 เม.ย.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้รับแจ้งให้เข้าช่วยเหลือ หญิงวัย 35 ปี ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากแรงระเบิดจากขวดโซดา โดยพบว่า ได้นำเอาขวดโซดาที่เพิ่งตั้งกลางแดดมีอากาศร้อนจัด ไปแช่ในกระติกน้ำแข็ง ขณะตั้งวงฉลองสงกรานต์พระประแดงกับเพื่อนบ้าน เกิดระเบิดขวดแตกกระเด็นไปถูกใบหน้าและปากฉีก ต้องเข้าโรงพยาบาลให้แพทย์เย็บถึง 23 เข็ม ล่าสุดได้รับความปลอดภัย ที่มา ข่าวสดออนไลน์
วันนี้ (24 เมษายน) นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และอดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เรื่อง เชียงใหม่… เมืองใหญ่ที่ต้องมีระบบขนส่งมวลชน ระบุว่า เชียงใหม่เป็นเมืองใหญ่อันดับต้นๆ ของประเทศไทย และเป็นเมืองเก่าที่ทรงคุณค่า ไม่ว่าจะเป็นด้านโบราณสถาน ศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี ตลอดจนอุปนิสัยใจคอของ “คนเมือง” เหล่านี้ล้วนผสมผสานเป็นมนต์เสน่ห์ของเมืองที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือนเป็นจำนวนมากทุกปี การท่องเที่ยวจึงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเมือง ควบคู่ไปกับการเจริญเติบโตของเมือง สารพัดสารพันปัญหาถาโถมสู่เมืองเชียงใหม่ ทั้งปัญหาสาธารณูปโภค รถติด มลพิษ และอีกหลายเรื่อง ช่างไม่ต่างจากเมืองกรุงเลย การจราจรติดขัดเป็นปัญหาใหญ่อีกปัญหาหนึ่งที่ต้องรีบแก้ไขเพื่อไม่ให้การเจริญเติบโตของเมืองต้องชะลอตัว และเพื่อป้องกันไม่ให้เชียงใหม่ต้องประสบปัญหารถติดอย่างหนักเช่นเดียวกับกรุงเทพฯ ด้วยเหตุนี้ ระบบขนส่งมวลชนที่สามารถขนผู้โดยสารได้ครั้งละมากๆ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับเมืองเชียงใหม่ หากย้อนดูอดีต จะพบว่าหน่วยงานที่เกี่ยว
ตอนนี้ไปไหนมาไหนมักจะได้ยินเสียงบ่นเรื่องอากาศร้อนอบอ้าว เพราะในแต่ละปีในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนเมษายน มักจะเป็นช่วงที่มีอากาศร้อนที่สุดในรอบปี ในปีนี้ก็เช่นกัน จนถึงขณะนี้ เริ่มมีคนออกมาสงสัยกันแล้วว่า อากาศร้อนจัดช่วงนี้ ร้อนผิดปกติ จนอาจส่งผลให้ปี 2560 กลายเป็นปีที่ประเทศไทยทำลายสถิติอุณหภูมิสูงสุดก็เป็นได้หรือไม่ มูลเหตุที่ทำให้เชื่อได้ว่าในปีนี้อาจเป็นปีที่ร้อนที่สุด เนื่องจากในปี 2559 ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ทำลายสถิติอุณหภูมิสูงที่สุดในรอบ 50 ปี หรือตั้งแต่เคยบันทึกสถิติกันมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2559 ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ด้วยอุณหภูมิ 44.6 องศาเซลเซียส รวมถึงในปี 2560 ในขณะนี้เองหลายพื้นที่เริ่มมีอุณหภูมิทะลุ 40 องศาเซลเซียส กันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ท้ายสุดสภาพอากาศร้อนจัดของปีนี้จะสามารถทำลายสถิติในปีที่ผ่านมาได้หรือไม่ มีความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านการพยากรณ์อากาศให้คำอธิบาย นายวันชัย ศักดิ์อุดมไชย อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาอาจจะมีกระแสข่าวลือ หรือข้อความส่งต่อผ่านทางโซเชียลมีเดียจำนวนมากว่าในปี 2560 นี้ อากาศของประเทศไทยจะทำลายสถิ
นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกเดือนมีนาคม 2560 กลับมาเป็นบวกอีกครั้ง โดยมีมูลค่า 20,888 ล้านเหรียญสหรัฐ บวก 9.2% เทียบช่วงเดียวกันของปี 2559 เนื่องจากเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าขยายตัวดีขึ้น โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดการณ์เศรษฐกิจโลกปีนี้ดีขึ้นและบวก 3.5% จากปีที่ผ่านมา ที่บวก 3.1% กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมเกือบทุกตัวขยายตัวและบวก 8.7% อาทิ ผลิตภัณฑ์ยางพารา เครื่องคอมพิวเตอร์แและส่วนประกอบ และสินค้าเกษตร ขณะที่อุตสาหกรรมการเกษตร บวก 12% จากยางพารา ไก่สดแช่แข็ง เป็นหลัก รวมทั้งตลาดส่งออกสำคัญขยายตัว เช่น จีน บวก 47.6% สูงสุดรอบ 5 ปี ญี่ปุ่นบวก 14.9% และยุโรป บวก 10.2% ประกอบกับราคาน้ำมันและราคาสินค้าโภคภัณฑ์อยู่ในช่วงขยายตัว สำหรับการนำเข้า มีมูลค่า 19,271 ล้านเหรียญสหรัฐ บวก 19.3% ผลจากการนำเข้าสินค้าทุนเพิ่มขึ้น อาทิ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ บวก 5.57% เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ บวก 22.42% ทำให้เดือนมีนาคม 2560 เกินดุลการค้า 1,617 ล้านเหรียญสหรัฐ “ส่งผลให้ไตรมาสแรก 2560 การส่งออ
