ข่าววันนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากสำนักพระราชวังมีประกาศแถลงการณ์เรื่องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต บริษัทหลายแห่งที่กำลังจัดกิจกรรมเพื่อความบันเทิงให้ประชาชนก็ประกาศงด และเลื่อนการแสดงหลายๆ งานออกไปอย่างไม่มีกำหนด เพื่อถวายความอาลัยแด่พระองค์ท่าน โดย ภาควิชาศิลปการละคร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ แจ้งว่าละครเวทีเรื่อง ‘หลายชีวิต’ ที่กำลังจัดแสดงอยู่ที่ศูนย์ศิลปการละคร สดใส พันธุมโกมล คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอเลื่อนการแสดงออกไปอย่างไม่มีกำหนด เช่นเดียวกับละครเวทีเรื่อง ‘นิทานหิ่งห้อย เดอะ มิวสิคัล’ ที่บริษัทโต๊ะกลมจัดแสดงอยู่ที่โรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศระหว่างนี้ก็จะเลื่อนการแสดงออกไปเช่นกัน ขณะที่ในส่วนของคอนเสิร์ต ผู้จัด ‘ทรู พรีเซ้นท์ส อีทีซี เจอร์นี่ย์ คอนเสิร์ต’ ที่เดิมจะให้ วงอีทีซี เปิดการแสดงในวันที่ 15 ต.ค. ที่ไบเทค บางนา ก็เลื่อน เช่นเดียวกับคอนเสิร์ต ‘โพวิตัน-ดี พรีเซ้นท์ส “โมเดิร์นด็อก 22′ ที่จะแสดงวันที่ 15 ต.ค.นี้ ที่อิมแพค อารีน่า เมืองทองธานี และคอนเสิร์ต ‘ร่างทรงคนเขียนเพลง’ ที่จะมีวันที่ 15 ต.ค. ที่รอยัล พารากอน ฮอลล์ ก็เลื่อนออกไปไม่มีกำหนดเช่นกัน ที่
วันที่ 13 ต.ค. ภายหลังสำนักพระราชวังออกประกาศการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เฟซบุ๊กเพจของสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก แห่งภูฏานระบุว่า สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ทรงทราบข่าวการสวรรคตด้วยความโทมนัสอย่างเหลือคณานับ โดย สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก รวมไปถึงพระราชบิดา และสมาชิกพระราชวงศ์ ยังได้ทรงนำคณะพระสงฆ์ ข้าราชการระดับสูง และประชาชนชาวไทยในภูฏาน จุดเทียนและสวดมนต์เพื่อระลึกถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่วัดทาชิโชซอง นอกจากนี้ สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ยังมีพระราชบัญชาให้จัดการสวดมนต์เป็นกรณีพิเศษและจุดเทียน ณ วัดต่างๆ ทั่วประเทศภูฏาน เพื่อระลึกถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอีกด้วย โดยเฟซบุ๊กของสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งภูฏานยังระบุว่า ในวันที่ 14 ต.ค. นี้ จะมีการไว้อาลัยที่ประเทศภูฏาน ลดธงชาติครึ่งเสา และจะได้ปิดโรงเรียนและสำนักงานต่างๆ เพื่อประชาชนจะได้สามารถไปวัดเพื่อร่วมสวดมนต์ นอกจากนี้ สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก จะเสด็จฯ เยือนอนุสรณ์สถานแห่งชาติชอร์เตน กรุงทิมพู ในวันพรุ่งนี้เพื่อนำสวด
เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม สำนักงานเลขาธิการด้านสื่อมวลชนของทำเนียบขาว ออกแถลงการณ์ของนายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ระบุว่า “ในนามของประชาชนของสหรัฐอเมริกา ข้าพเจ้าขอพระราชทานกราบบังคมทูลต่อสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ เพื่อแสดงความเสียใจอย่างหาที่สุดมิได้ และขอแสดงความเสียใจต่อประชาชนชาวไทยต่อการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงเป็นมิตรใกล้ชิดของสหรัฐ และทรงเป็นหุ้นส่วนอันทรงคุณค่าต่อประธานาธิบดีสหรัฐหลายคน ข้าพเจ้ารู้สึกเป็นเกียรติต่อการได้เข้าเฝ้าฯ พระองค์ ในระหว่างการเดินทางเยือนประเทศไทยเมื่อปี 2555 และยังจดจำถึงความอบอุ่นและสง่างามแห่งพระองค์ เช่นเดียวกับพระมหากรุณาธิคุณและความรักที่พระองค์มีต่อปวงชนชาวไทย “ในฐานะที่ทรงเป็นประมุขอันเป็นที่รัก ทรงเป็นนักสู้ผู้ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยในการพัฒนาประเทศของพระองค์ และได้ทรงแสดงให้เห็นถึงการอุทิศตนอย่างไม่ย่อท้อเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทย ด้วยจิตวิญญาณแห่งการสร้างสรรค์และพระปรีชาสามารถด้านนวัตกรรมของพระองค์ ทรงคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เป็นที่ยกย่องชื่นชมของคนทั้งโลก พระองค์ทรงทิ้งไว
เมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 13 ตุลาคม สำนักพระราชวัง ได้เผยแพร่หมายกำหนดการสรงน้ำพระบรมศพ สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง เวลา 17.00 น. วันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม 2559 โดยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเป็นองค์ประธานในพิธี ที่มา มติชนออนไลน์
รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาแห่งชาติ(กสทช.) แจ้งว่า คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ (กสท.) มีมติในการประชุม ครั้งพิเศษที่ 1/2559 เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559 มีมติกำหนดแนวปฏิบัติสำหรับผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ กรณีพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร เสด็จสวรรคต ดังนี้ 1.การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเสด็จสวรรคต ผ่านทางสถานีวิทยุกระจายเสียง สถานีโทรทัศน์ ในระบบภาคพื้นดิน ระบบดาวเทียม และระบบอื่นใด ให้ถือปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ข้อปฏิบัติของสำนักพระราชวังโดยเคร่งครัด 2.การถ่ายทอดภาพหรือเสียงเกี่ยวกับการเสด็จสวรรคต และงานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร เสด็จสวรรคตให้เชื่อมโยงสัญญาณโดยตรงจากโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย โดยมิให้นำเอาภาพและเสียงไปออกอากาศซ้ำเว้นแต่จะได้รับอนุญาต และ 3.การเผยแพร่รายการต่
เมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 13 ต.ค. บริเวณประตู 8 ทางออกเรือข้ามฟากรพ.ศิริราช – ท่าพระจันทร์ มีประชาชนจำนวนมาก ยืนรอที่จะเข้าไปยังรพ.ศิริราช เพื่อถวายความเคารพภายหลังจากทราบข่าวสำนักพระราชวังประกาศพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จสวรรคต โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารได้ทำการเปิดทางให้ประชาชนที่ทยอยออกจากโรงพยาบาล และให้ประชาชนที่จะเดินทางเข้าและออกไปใช้ช่องทางบริเวณประตู 1 ฝั่งด้านข้างโรงพยาบาล ซึ่งขณะนี้ได้สั่งห้ามเข้ามาในบริเวณภายในโรงพยาบาลแล้ว โดยได้ให้ประชาชนทยอยกลับเดินออกไปยังถนนใหญ่เพื่อเดินทางกลับบ้าน ทั้งนี้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลแจ้งประกาศจากทางสำนักพระราชวังผ่านเสียงตามสาย โดยจะมีพิธีเคลื่อนขบวนพระบรมศพทางด้านหน้าประตู 8 ข้ามสะพานอรุณอมรินทร์ ข้ามสะพานพระปิ่นเกล้า ไปยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม(วัดพระแก้ว)ในช่วงบ่ายวันที่14ต.ค. ขอให้ประชาชนสวมชุดดำมาเฝ้าขบวนพระบรมศพตามเส้นทางในช่วงวันเวลาดังกล่าว ที่มา ข่าวสด
ผู้สื่อรายงานว่าเมื่อเวลา 18.53 น. วันที่ 13 ตุลาคม ภายหลังสำนักพระราชวังออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 39 พสกนิกรที่มาร่วมกันสวดมนต์ถวายพระพรและติดตามแถลงการณ์พระอาการพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต่างร่วมกันเปล่งเสียงทรงพระเจริญกึกก้องศาลาศิริราช 100 ปี ด้านหน้าพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และลานพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก โดยหันหน้าไปยังอาคารเฉลิมพระเกียรติชั้น 16 ที่ประทับด้วยใบหน้าเปื้อนน้ำตา พร้อมทั้งส่งเสียงร้องไห้ระงมไปทั่วศาลาศิริราช 100 ปี ขณะเดียวกันหลังจากมีการประกาศผ่านทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ประชาชนต่างดูการถ่ายทอดผ่านสมาร์ทโฟน และอ่านข่าวในเว็บไซต์ และตะโกนทรงพระเจริญกึกก้อง ต่างร้องไห้กันระงมลาน หลายคนตะโกนว่า “พ่อหลวงของปวงชน” “ไม่จริงใช่ไหม” “หนูรักพ่อ” “ขอพระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัย” “ทรงพระเจริญ” อย่างไม่ขาดสาย และต่างชูพระบรมฉายาลักษณ์ขึ้นเหนือหัว เวลา 19.21 น. ประชาชนต่างพากันร่ำไห้ระงมไปทั่วโรงพยาบาลศิริราช ก่อนพากันยืนร่วมเปล่งเสียงทรงพระเจริญ ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี แล้วทยอยเดินทางกลับทั้งใบหน้ามีคราบน้ำตา
เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม สำนักข่าวต่างประเทศทุกแขนง อาทิ เอพี เอเอฟพี รอยเตอร์ ซีเอ็นเอ็น และบีบีซี นิวส์ ต่างเผยแพร่รายงานข่าวการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในทันทีที่เสร็จสิ้นการออกแถลงการณ์ของสำนักพระราชวัง โดยระบุว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กษัตริย์ที่ทรงครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลก เสด็จสวรรคตลงอย่างสงบที่โรงพยาบาลศิริราชเมื่อเวลา 15.52 น.ตามเวลาท้องถิ่นของวันที่ 13 ตุลาคม ทั้งนี้ เอเอฟพี รายงานในวันเดียวกันนี้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลก ทรงเป็นที่รักของประชาชนซึ่งยึดถือพระองค์เป็นเสมือนประทีปนำทางของประเทศชาติในช่วงระยะเวลาหลายทศวรรษท่ามกลางความปั่นป่วนทางการเมือง การรัฐประหารและความไม่สงบที่เกิดขึ้นเป็นระยะๆ และระบุว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราชเป็นส่วนใหญ่ในช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมา หลังทรงพระประชวรโดยสำนักพระราชวังแถลงถึงพระอาการที่ทรุดลงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา รายงานของเอเอฟพีระบุว่า ประชาชนชาวไทยต่างพากันแสดงความจงรักภักดีในหลากหลายรูปแบบตั้งแต่การส่งการ์ดดิจิตอลถวายพระพรให้ทรงมีพระพ
นายมาร์ค เคนท์ อดีตเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย ทวีตข้อความผ่านบัญชีทวิตเตอร์ส่วนตัวว่า “เสียใจที่ได้ยินข่าวจากกรุงเทพฯเรื่องการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผมขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับประเทศไทยและเพื่อนชาวไทยของผม” นายเฆซุส มิเกล ซันส์ เอกอัครราชทูตและหัวหน้าคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กของคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ระบุว่า “ตลอดระยะเวลาที่ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติหน้าที่ ณ ประเทศไทย ข้าพเจ้าได้สัมผัสถึงความรักต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากหัวใจของปวงชนชาวไทยทุกท่าน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชกรณียกิจนานัปการ ซึ่งก่อให้เกิดการพัฒนาและพลิกฟื้นชีวิตของชาวไทยนับล้านคนในทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะทรงสถิตอยู่ในหัวใจของประชาชนทุกคนสืบไป ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานกราบบังคมทูลต่อสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถและพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ เพื่อแสดงความเสียใจอย่างหาที่สุดมิได้ และขอแสดงความเสียใจสำหรับความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศไทยต่อประชาชนชาวไทยทุกท่านมา ณ ที่นี้” นายไบรอัน เดวิดสัน เอกอัครราชทู
ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสวรรคต ตามที่ได้มีประกาศสํานักพระราชวัง เรื่อง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร สวรรคต ลงวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙ นั้น รัฐบาลได้รับทราบด้วยความโทมนัสอย่างยิ่ง จึงเห็นสมควรประกาศ ดังต่อไปนี้ ๑. ให้สถานที่ราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐและสถานศึกษาทุกแห่ง ลดธงครึ่งเสา เป็นเวลา ๓๐ วัน ตั้งแต่วันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๙ เป็นต้นไป ๒. ให้ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐไว้ทุกข์มีกําหนด ๑ ปี ตั้งแต่วันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๙ เป็นต้นไป สําหรับประชาชนทั่วไป ขอให้พิจารณาดําเนินการตามความเหมาะสม ประกาศ ณ วันที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ สํานักนายกรัฐมนตรี ที่มา มติชน
