Featured
ในประเทศไทยการเลี้ยงไก่ยังคงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรในต่างจังหวัดก็สร้างอาชีพจากไก่ได้ไม่น้อย แต่การจะสร้างอาชีพจากไก่ได้นั้น ต้องมีปัจจัยหลายด้าน ทั้งเรื่องพื้นที่การเลี้ยง อาหาร การดูแล การป้องกันโรค แหล่งรับซื้อ และที่สำคัญที่สุดคือพันธุ์ไก่ เมื่อหลายวันก่อนไปศึกษาดูงาน โครงการการพัฒนาผลิตภัณฑ์ไก่ประดู่หางดำแบบครบวงจร ณ บ้านห้วยห้าง อำเภอเวียงเชียงรุ้ง จังหวัดเชียงราย ที่ทางสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โดยฝ่ายเกษตรจัดขึ้น เพื่อสร้างอาชีพการเลี้ยงไก่ประดู่หางดำให้กับเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่ภาคเหนือ และยกระดับไก่พันธุ์ประดู่หางดำ ผ่านการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าภายใต้ตราสินค้า “กลุ่มเกษตรกรเวียงเชียงรุ้ง” รศ.ดร.ประภาพร ขอไพบูลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายเกษตร สกว. กล่าวว่า กล่าวถึงที่มาของโครงการวิจัย ว่า ช่วงปี 2545 – 2550 กรมปศุสัตว์ได้ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ทำการวิจัยพัฒนาพันธุ์ไก่พื้นเมืองแท้ 4 พันธุ์ ได้แก่ ไก่แดงสุราษฎร์ ไก่ชีท่าพระ ไก่เหลืองหางขาวกบินทร์บุรี ไก่ประดู่หางดำเพื่อพัฒนาต่อยอดไก่พื้นเมืองทั้ง 4 สายพันธุ์และขยายผลไปยังเกษตรกรให
วันที่ 26 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากปัญหามลพิษทางอากาศในปัจจุบันที่สามารถส่งผลอันตรายแก่ร่างกายมนุษย์ได้ ส่วนหนึ่งเกิดจากการใช้รถใช้ถนนที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกวัน จนเป็นเหตุให้เกิดการสะสมของฝุ่นละอองและควันจากท่อไอเสียรถยนต์ที่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมาก ซึ่งสามารถดูดซึมเข้าร่างกายได้โดยง่ายทางการหายใจ หากไม่มีการป้องกันที่ดีก็จะยิ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ หน้ากากอนามัยจึงเป็นอีกตัวช่วยในการป้องกันมลพิษและเชื้อโรคจากสิ่งแวดล้อมทางอากาศ รวมทั้งเชื้อโรคจากผู้อื่นและป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรคไปยังผู้อื่นได้เป็นอย่างดี จึงทำให้วงการแพทย์ส่วนใหญ่แนะนำให้คนทั่วไปใช้หน้ากากอนามัย โดยมีการศึกษาพบว่าหน้ากากอนามัยนั้นช่วยกรองเชื้อโรคได้ถึง 80% นายบุญเลิศ พ่วงเพ็ชร ผู้อำนวยการโรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย จังหวัดนครราชสีมา ได้จัดโครงการพัฒนาส่งเสริมวิชาการ(OCOP) ขึ้น ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้นักเรียนและผู้เกี่ยวข้อง ทั้งบุคลากรภายในและภายนอกสถานศึกษา ให้เกิดความพร้อมและมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการด้านการศึกษา จัดกระบวนการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อการปฏิบัติงาน เป็นไปอย่างถูกต
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 26 ม.ค. ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจากพ่อค้าแม่ค้า ที่ตลาดเทศบาลสะพานขาว ซ.เทพกุญชร 32 ม.12 ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี โดยนางภาณิดา ฉายอรุณ แม่ค้าขายข้าวแกงบอกว่า ตนเองขายข้าวแกงมาตั้งแต่ปี 2547 พอรู้ว่าตลาดแห่งนี้จะถูกไล่รื้อ ก็รู้สึกใจหาย เพราะพวกเราเป็นคนหาเช้ากินค่ำ และมีร้านค้าอยู่ 57 ร้าน สาเหตุการไล่ที่นี้มาจาก เจ้าของหอแห่งหนึ่งไปร้องเรียนกับทางเทศบาลว่าร้านค้า ตั้งกีดขวางทางเข้าหอพัก ซึ่งก็ต้องขอความเป็นธรรมด้วย เมื่อสอบถามไปทางเทศบาลท่าโขลง ทางเจ้าหน้าที่บอกว่าทางแม่ค้าเป็นฝ่ายผิด และได้มีหนังสือมาติดที่เสาไฟฟ้า ซึ่งเป็นประกาศเทศบาลเมืองท่าโขลงโดยระบุว่า “เรื่องการรื้อถอนหลังคาเหล็กบริเวณคลองระบายน้ำที่ 1 ม.12 ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ด้วยทางเทศบาลเมืองท่าโขลงมีความประสงค์จะรื้อหลังคาเหล็กตลาดเทศบาลสะพานขาวกว้าง 4.00 เมตร ยาว 80.00 เมตร เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรหนาแน่นบริเวณสะพานเลี่ยวไพรัตน์ และพัฒนาจัดสร้างเป็นสาธารณูประโยชน์ต่อไป จึงขอให้ผู้ประกอบการร้านค้าบริเวณดังกล่าวจัดหาสถานที่ค้าขายแห่งใหม่ และย้ายออกภายใน 1 ปี ซึ่งทางเทศบาลเ
จังหวัดบึงกาฬเกษตรกรส่วนใหญ่ มีการทำสวนยางพาราเป็นอาชีพหลักที่สามารถเลี้ยงครอบครัวได้เป็นอย่างดี แต่ในบางช่วงราคาผลผลิตจากยางพารามีราคาตกต่ำ การมีอาชีพเสริมสำรองไว้เพื่อทดแทนจากการทำสวนยางจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ โดยการเลี้ยงปศุสัตว์เป็นอาชีพเสริมหลังกรีดยางก็สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้ด้วยเช่นกัน จึงได้มีการส่งเสริมให้เลี้ยงสัตว์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นไก่งวงหรือโคเนื้อที่ตลาดยังมีความต้องการมากขึ้น คุณทองพูล สุรทัด อยู่บ้านเลขที่ 20 หมู่ที่ 4 ตำบลบึงกาฬ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ เป็นเกษตรกรต้นแบบของพี่น้องเกษตรกรรายอื่นๆ ในจังหวัดบึงกาฬ ที่สามารถเลี้ยงโคเนื้อแบบประณีตคือเลี้ยงในจำนวนที่ไม่มาก ดูแลได้ทั่วถึง ทำให้โคที่เลี้ยงมีสุขภาพดีเป็นที่ต้องการของตลาด โดยมีพ่อค้ามาจับจองขอซื้อถึงบ้านกันเลยทีเดียว คุณทองพูล สุรทัด เห็นพื้นที่รอบบ้านว่าง จึงคิดทำปศุสัตว์ คุณทองพูล เล่าให้ฟังว่า เดิมมีอาชีพทำเกษตรกรรมอยู่แล้วคือ การปลูกข้าวโพดหวาน ต่อมาเห็นบริเวณรอบบ้านยังพอมีพื้นที่ว่างอยู่ จึงมองว่าน่าจะทำเกี่ยวกับเรื่องปศุสัตว์เพื่อเสริมสร้างรายได้ จึงตัดสินใจนำโคเนื้อมาเลี้ยงเพื่อใช้พื้นที่
ปัจจุบัน ฟาร์มไข่มุกกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของภูเก็ตไปเสียแล้ว นักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นคนไทย คนต่างชาติ โดยเฉพาะคนจีนจะพากันไปดูการทำฟาร์มไข่มุก ผมเองก็ไปดูไปชมกับเขาเหมือนกัน ฟาร์มไข่มุกที่ว่านี้มีชื่อว่า บริษัท ภูเก็ต เพิร์ล อินดัสทรี จำกัด ตั้งอยู่บริเวณอ่าวระบำทางทิศตะวันออกของเกาะภูเก็ตในแถบทะเลอันดามัน เป็นฟาร์มที่ตั้งอยู่ห่างจากฝั่งประมาณ 1 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินทางด้วยเรือประมาณ 5 นาทีเท่านั้น ที่ฟาร์มจะมีพนักงานของบริษัทให้การต้อนรับนักท่องเที่ยวและอธิบายถึงการเพาะเลี้ยงไข่มุกจากหอยอย่างคร่าวๆ ให้ทุกคนที่ไปเยี่ยมชมได้รับรู้ วันนั้นเราโชคดีที่มี คุณศรันย์ สมรักษ์ พนักงานระดับหัวหน้าได้เป็นผู้อธิบาย เราจึงได้รู้ว่า ทะเลรอบเกาะภูเก็ตเป็นที่เหมาะสมในการเลี้ยงมุก เพราะมีสภาพแวดล้อมที่มีการขึ้นลงของน้ำ 2 ครั้ง ต่อวัน ทำให้มีผลให้เกิดอาหารของหอยมุกตามธรรมชาติอย่างสมบูรณ์ อุณหภูมิของน้ำทะเลก็พอเหมาะ หอยมุกชอบ ทำให้ช่วยในการเจริญเติบโตของหอยมุก ที่สำคัญเป็นทะเลเปิด น้ำทะเลหมุนเวียนได้ทั้งปี ทำให้น้ำทะเลสะอาด หอยมุกที่นำมาเลี้ยงเพื่อให้เกิดไข่มุกมี 3 ชนิด ชนิด
กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศสภาพอากาศแปรปรวนบริเวณประเทศไทยตอนบนกับฝนตกหนักและคลื่นลมแรงบริเวณภาคใต้ (มีผลกระทบจนถึงวันที่ 4 ก.พ. 2561) ฉบับที่ 4 ลงวันที่ 25 มกราคม 2561 ระบุว่า ในช่วงวันที่ 25-28 มกราคม 2561 ภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จะมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นบางแห่ง เนื่องจากลมตะวันออกเฉียงใต้พัดนำความชื้นจากทะเลจีนใต้และอ่าวไทย เข้ามาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออก ภาคกลางตอนล่าง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมทั้งภาคใต้ ส่วนในช่วงวันที่ 29 มกราคม – 4 กุมภาพันธ์ 2561 ประเทศไทยตอนบนจะมีสภาพอากาศแปรปรวน โดยมีฝนฟ้าคะนองในระยะแรก หลังจากนั้นจะมีอากาศหนาวเย็นลง อุณหภูมิจะลดลง 6-8 องศาเซลเซียสกับมีลมแรง โดยเริ่มจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อน ส่วนภาคอื่นๆ รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จะได้รับผลกระทบในระยะต่อไป ขอให้ประชาชนดูแลสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง และเกษตรกรควรระวังความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อผลผลิตทางการเกษตรไว้ด้วย สำหรับภาคใต้จะมีฝนเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันจะมีคลื่นสู
เมื่อวันที่ 25 ม.ค. ผู้สื่อข่าวเดินทางไปพบ นายสถิตย์ ข่อยแก้ว อายุ 40 ปี และน.ส.กัญยารัตน์ เตินชัยภูมิ อายุ 40 ปี สองสามี-ภรรยา เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวตุ๋นหม้อไฟ อินดี้ ที่บริเวณตึกแถว ภายในซอยกำนัน เขตเทศบาลนครอุดรธานี หลังทราบว่า มีพนักงานแบงก์ ที่ยอมทิ้งเงินเดือนกว่าสามหมื่นบาท มาเปิดกิจการเป็นร้านก๋วยเตี๋ยว จนเป็นที่ขึ้นชื่อของผู้คนในละแวกดังกล่าว โดยมีจุดเด่นคือการนำเครื่องปรุงก๋วยเตี๋ยวใส่ลงไปในหม้อไฟและมีทีเด็ดอยู่ที่มีน้ำจิ้ม ส่วนน้ำดื่มและผักสดลูกค้าสามารถบริการได้ด้วยตัวเอง นายสถิต เล่าว่า ก่อนหน้าทำงานอยู่ธนาคารกรุงไทย เป็นหัวหน้าฝ่ายสนับสนุนตู้เอทีเอ็ม ในภาคอีสานตอนบน มีเงินเดือนประมาณ 3 หมื่นบาท ทำมาได้ 12 ปี จึงตัดสินใจ ลาออกจากงานเพื่อมาเปิดร้านก๋วยเตี๋ยว เพราะเป็นคนชอบกินก๋วยเตี๋ยว จึงอยากลองเปิดร้านของตัวเอง ทีแรกก็รู้สึกแปลกๆอยู่บ้าง จากนักชิมก๋วยเตี๋ยวกลายเป็นคนขาย ส่วนก๋วยเตี๋ยวหม้อไฟ ตนลองผิดลองถูกอยู่หลายครั้งจนได้สูตรที่ลงตัว โดยการเอาเครื่องปรุงต่างๆใส่ลงไปในหม้อไฟ น้ำซุปจะใช้เครื่องเทศกลิ่นไม่ฉุน ใช้เวลาเคี่ยวราว 4 ชั่วโมง จนได้น้ำซุปที่เข้มข้นไม่เหมือนใคร เป็นสู
วันที่ 25 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้โซเชียลมีเดียมีการแชร์เรื่องราวจากเพจเฟซบุ๊กชื่อ “Mine in Mind” ซึ่งเป็นของกลุ่มนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเรยีนาเชลี วิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ ที่โพสต์ระดมทุนช่วยเหลือ น.ส.หิรัญญิกา หลวงแดง หรือ “น้องมายด์” เพื่อนนักเรียนรุ่นเดียวกัน ที่ประสบอุบัติเหตุจมน้ำเมื่อปี 2554 และกลายเป็น “เจ้าหญิงนิทรา” ผู้ป่วยติดเตียงที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ โดยมีเพียงยายอายุ 82 ปี เป็นผู้ดูแล เนื่องจากแม่เสียชีวิต และพ่อไปมีครอบครัวใหม่ ซึ่งเบื้องต้นทางกลุ่มเพื่อนได้จัดทำเสื้อยืดออกขายจำนวน 500 ตัว ราคาตัวละ 200 บาท พร้อมทั้งเปิดรับบริจาคเงินเข้าบัญชีธนาคารของยาย จากการตรวจสอบพบว่า ปัจจุบัน “น้องมายด์” ที่มีอายุ 18 ปี แล้ว นอนรักษาตัวอยู่ที่บ้านพักย่านชุมชนเมืองสาตรหลวง อ.เมือง จ.เชียงใหม่ โดยมีนางสมปอง ไชยวัฒนา อายุ 82 ปี ผู้เป็นยายเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่ง “น้องมายด์” มีสภาพไม่ต่างจากเจ้าหญิงนิทรา ทำได้แต่เพียงนอนพักรักษาตัวอยู่บนเตียงผู้ป่วย และต้องให้อาหารทางท่อที่ต่อเข้าสู่ร่างกายเท่านั้น ทั้งนี้นางสมปอง เปิดเผยว่า “น้องมายด์” ประสบอุบัติเหตุจ
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวระหว่างการมอบนโยบายให้กับธนาคารออมสิน ว่า ธนาคารออมสินต้องปรับบทบาท และความคิดใหม่ โดยต้องมาเน้นช่วยสร้างโอกาสและพัฒนาผู้มีรายได้น้อยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยอยากให้ดูเรื่องการบริหารจัดการให้ดี และไม่จำเป็นต้องเน้นเรื่องการหารายได้หรือการทำกำไรมากมาย แต่อยากให้เน้นเรื่องการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยตามนโยบายรัฐบาลเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากผู้มีรายได้น้อยยังต้องการความช่วยเหลืออยู่ จึงอยากให้ธนาคารออมสินเข้าไปช่วยเสริมโดยการเชื่อมโยงแนวทางการช่วยเหลือกับภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ในช่วง 1 ปีที่เหลือของรัฐบาล ต้องการให้ออมสินจัดกลุ่มเป้าหมายสำคัญเป็น 4 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มฐานราก ผู้มีรายได้น้อย คนตัวเล็ก ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี พ่อค้า แม่ค้า เป็นต้น 2. กลุ่มชนชั้นกลาง คนที่มีงานทำ อยู่ในเมือง มีรายได้สูงกว่ากลุ่มฐานราก 3. กลุ่มสตาร์ตอัพ และ 4. กลุ่มผู้สูงวัย ที่ยังมีศักยภาพในการทำงานได้ “โครงสร้างการทำงานยังเป็นแบบเก่าเมื่อ 50 ปีก่อน ที่ยังเน้นดูแลลูกค้ารายย่อย รายใหญ่และส่งเสริมการออม หลังจากนี้จะต้องปรับบทบาทใหม่ เข้าไปพัฒนาใน 4 กลุ่มเป้าห
วันที่ 25 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาชิกเฟซบุ๊กรายหนึ่ง เผยเรื่องราวประสบการณ์การสมัครงานผ่านเว็บไซต์แห่งหนึ่ง ซึ่งปรากฏว่าทางฝ่ายบุคคลของบริษัทหนึ่งได้ส่งอีเมลตอบกลับมาอย่างไม่น่าประทับใจนัก โดยสมาชิกเฟซบุ๊กรายนี้ เปิดเผยภาพข้อความ หลังจากที่ส่งใบสมัครไปที่บริษัทแห่งหนึ่ง ปรากฏว่าทางฝ่ายบุคคลของบริษัทแห่งนั้น ส่งอีเมลตอบกลับมาปฏิเสธ ระบุว่า “ขอบคุณค่ะที่สนใจเข้าร่วมงานกับบริษัทฯ แต่บริษัทฯ ไม่สะดวกรับพนักงานวุฒิ ป.ตรี ที่จบจาก ม.ราชมงคล/ราชภัฏ/เอกชน ค่ะ” เรื่องราวดังกล่าวกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ โดยมีการแชร์ภาพดังกล่าวออกไปมากกว่า 2,000 ครั้ง ขอบคุณที่มา นับหนึ่ง ครับผม ครับผม ที่มา ข่าวสดออนไลน์
