Featured
เว็บไซต์เซี่ยงไฮ้เดลี่ของจีนรายงานว่า บรรดาพ่อแม่เรียกร้องให้รัฐบาลสั่งห้าม “หน้าไม้ไม้จิ้มฟัน” ของเล่นเด็กยอดฮิตตัวใหม่ ซึ่งแพร่ระบาดไปทั่วจีนเหมือนไฟลามทุ่งในหมู่เด็กนักเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษาของจีน ถึงแม้จะมีขนาดเล็กมาก แต่ก็ทรงพลังมากพอเจาะลูกโป่งให้แตกและทะลุกระดาษแข็งได้ ด้วยความเร็ว 256 ก.ม./ช.ม. และหากใช้เข็มเย็บผ้าก็จะกลายเป็นอาวุธอันตราย ซึ่งการทดสอบพบว่า สามารถทำให้กระจกร้าวได้ หากยิงออกไปตรงๆ ลูกโป่งแตก หน้าไม้ไม้จิ้มฟันหาซื้อได้ง่ายจากเว็บขายของออนไลน์ และมีจำหน่ายตามร้านขายของเล่นทั่วไป สนนราคาของเล่นชิ้นนี้อยู่ที่ราว 10-100 หยวน (50-500 บาท) ทะลุกระดาษแข็งไปเจาะลูกโป่งแตก พ่อค้าร้านขายของเล่นกล่าวว่า เป็นที่นิยมเป็นอย่างมากจนขายหมดอย่างรวดเร็วและต้องสั่งของล็อตใหม่ ขณะเดียวกันในโลกออนไลน์มีคลิปวิดีโอสาธิตขั้นตอนการทำหน้าไม้ไม้จิ้มฟันด้วยตัวเองอย่างละเอียด ทำกระจกร้าว-กระเด็นกลับเข้าตัว แต่ผู้ปกครองหลายคนแสดงความไม่พอใจ และย้ำผลเสียหากเผลอยิงลูกดอกเข้าลูกตาเด็ก จึงเชื่อว่าไม่ควรเป็นของเล่น พร้อมการเรียกร้องให้รัฐบาลสั่งห้ามก่อนจะคนบาดเจ็บสาหัสจากของเล่นอันตรายชิ้นนี้
ภาพชินตาทั่วไป “นางกวัก” วัตถุมงคลรูปร่างเหมือนผู้หญิง มักแต่งกายด้วยชุดไทยประดับประดาเครื่องทอง นั่งคุกเข่าแบบเทพธิดา ทำท่ายกมือขึ้นกวัก และตามตำนานความเชื่อ นางกวักนั้นเป็นเทพี “กวักเรียก” ความเป็นมงคลและโชคลาภมายังผู้ครอบครองบูชา ส่งผลให้บรรดาเจ้าของธุรกิจร้านค้าไทยน้อยใหญ่ นิยมบูชาไว้ในร้านของตนกันมาแต่ไหนแต่ไร ล่วงเข้ายุค 4G นางกวักแบบชินตาดั้งเดิม ได้ถูกนักออกแบบรุ่นใหม่ ทำการลดทอนรูปลักษณ์และปรับเปลี่ยนสัญลักษณ์บางอย่างให้เข้ากับยุคสมัย ก่อนตั้งชื่อเรียกขานให้เป็นสากลว่า “มิสเวลคัม” ซึ่งคอลเล็กชั่นแรกที่ถูกนำมาทดลองตลาด เสนอขายทางออนไลน์ สุดท้ายสามารถขายได้หมดภายในครึ่งชั่วโมงเท่านั้น คุณไผ่-ปัญจพล กุลปภังกร และ คุณนก-ธันย์ชนก ยาวิลาศ สองนักออกแบบวัยสามสิบเศษ หุ้นส่วนผู้ผลิตและจำหน่าย “มิสเวลคัม” ช่วยกันแนะนำตัวให้รู้จักพอสังเขป ทั้ง 2 คนจบการศึกษาระดับปริญญาโท ด้านการออกแบบจากประเทศอังกฤษ ก่อนแยกย้ายไปทำงานตามสายที่ตัวเองถนัด เพิ่งกลับมารวมตัวกันทำงานด้านศิลปะ ในนาม This means That Studio (ดีส มีนส์ แดท สตูดิโอ) เมื่อราว 3 ปีที่แล้ว “พวกเราสนใจในเรื่องของภาษาการออกเเบบและความเช
กลายเป็นภาพที่ชาวเน็ตแชร์ไปเกือบ 4 หมื่นครั้งแล้ว เมื่อเพจ ชอบจัง บางแสน ได้เผยแพร่คลิปและภาพพร้อมพิกัดของร้านข้าวเกรียบปากหม้อ ที่มีพ่อค้าหน้าตาละอ่อน โดยระบุว่า “ข้าวเกรียบปากหม้อ สาคูไส้หมู ขายวังมุกวันจันทร์ อังคาร พฤหัส วอคกิ้งแหลมแท่น ศุกร์ เสาร์” แต่พบว่าเกิดกระแสการแชร์ คลิปและภาพนี้อย่างกระหน่ำ เบื้องต้น พบว่า หนุ่มคนดังกล่าวเป็นลูกชายเจ้าของร้านซึ่งมาช่วยขายของอยู่เป็นประจำ ที่มา ข่าวสดออนไลน์
พระองค์ภาฯ เสด็จเป็นการส่วนพระองค์ ทรงเยี่ยมร้านก๋วยเตี๋ยวกำลังใจ ของนายวีรภาพ กันแก้ว ที่อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2560 พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทรงดำริให้จัดตั้งโครงการกำลังใจ เพื่อประทานความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ต้องการ โอกาสในสังคมไทย เนื่องด้วยทรงดำริว่า ทุกคนในสังคมจะอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขก็ต่อเมื่อรู้จักรักษาสิทธิของตน โดยไม่สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น กระบวนการยุติธรรม เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้ทุกคนเคารพสิทธิของผู้อื่น ซึ่งเมื่อกระบวนการยุติธรรมดำเนินไปจนถึงที่สุดแล้ว ผู้ที่ได้รับผลทุกฝ่ายในสังคมก็น่าที่จะได้มีโอกาสอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข…อีกครั้งหนึ่ง โครงการกำลังใจ ในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ………… ช่วงใกล้เที่ยงของวันทำงาน บรรยากาศในร้านก๋วยเตี๋ยวที่เพิ่งเปิดใหม่ได้ไม่นาน ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนใหญ่ ฝั่งตรงข้ามโรงพยาบาลประจำอำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ดูคึกคักเป็นพิเศษ มีลูกค้าชายหญิงยืนรออยู่ก่อนเกือบสิบชีวิต ถัดไปหลังเคาน์เตอร์ ชายวัยสามสิบเศษ ท่าทางทะมัดทะแมง กำลังทำหน้าที่ลวกเส้น อย่างตั้
ที่บ้านเลขที่ 182 หมู่ 4 ต.มะเริง อ.เมือง จ.นครราชสีมา มีครอบครัวหนึ่งทำอาชีพเพาะถั่วงอกแบบโบราณขาย มาเป็นระยะเวลานานเกือบ 40 ปี จนได้รับการคัดเลือกจากสำนักงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย หรือ กศน. อ.เมือง จ.นครราชสีมา ให้เป็นศูนย์เรียนรู้อาชีพของชุมชน นางศรีนวล แก้ววัน อายุ 46 ปี ผู้ทำอาชีพเพาะถั่วงอกแบบโบราณแห่งนี้ บอกขั้นตอนการทำมาว่า ขั้นตอนแรกนั้น ต้องไปหาเลือกซื้อโอ่งขนาดความสูง 1.5 ฟุต กว้าง 1 ฟุต แล้วนำมาเจาะรู้ขนาดนิ้วก้อย 2 รูที่ก้นโอ่ง เพื่อให้น้ำสามารถซึมออกได้ ขั้นตอนที่ 2 ให้ซื้อเมล็ดถั่วเขียว คัดเกรด A ในปัจจุบันราคากิโลกรัม 60 บาท แล้วนำเมล็ดถั่วเขียวนั้นมาแช่ไว้ในกะละมังประมาณ 5 ชั่วโมงก่อน ขั้นตอนที่ 3 นำเมล็ดถั่วเขียวที่แช่น้ำไว้ก่อนหน้านั้นแล้ว มาใส่ไว้ในโอ่งประมาณโอ่งละ 2 กิโลกรัม แล้วคลุมด้วยกระสอบทิ้งไว้ 1 คืน เพื่อให้รากงอกออก ขั้นตอนที่ 4 ให้เอาใบสะแกสด มาคลุมไว้ด้านบนเมล็ดถั่วเขียว แล้วเอาไม้ไผ่ขัดไว้ด้านบน ขั้นตอนที่ 5 หมั่นรดน้ำใส่ในโอ่ง วันละ 4 เวลา ติดต่อกันเป็นระยะเวลา 3 วัน ขั้นตอนที่ 6 ดึงไม้ไผ่ที่ขัดไว้ออก แล้วเปิดเอาใบสะแกออกด้วย ซึ่งก็จะได้ถ
ถือเป็นแม่ค้าที่กำลังแซ่บสุดในโซเชี่ยลตอนนี้ สำหรับแม่ค้าส้มตำในตลาดน้ำลัดมะยม ย่านตลิ่งชัน เพราะไม่ว่าจะเป็นลีลาการตำส้มตำ ไปจนถึงลีลาการหยอกล้อกับลูกค้า สามารถสร้างรอยยิ้มได้มาก ซึ่งดูแล้วใส่พริก 10 เม็ดก็ไม่น่าจะสู้ได้ แถมยังมีสโลแกนร้านที่ว่า “แม่ค้าคนเดิม เพิ่มเติมคือความนัว” ซึ่งลูกค้าที่มาซื้อส้มตำร้านนี้ แม่ค้าจะมีความเผ็ดให้เลือกหลายระดับ เริ่มตั้งแต่แรดอนุบาล คือเผ็ดไม่มาก ไปจนถึงแรดประถม แรดมัธยมและแรดมหาลัย ซึ่งจะเรียงลำดับจากความเผ็ด โดยมีลูกค้ามาเข้าแถวต่อคิวรอซื้อกันจำนวนมาก เพราะอาจติดใจรสชาติส้มตำหรือลีลาการตำของแม่ค้าก็เป็นได้ ที่มา Eดอก มันส์-เเซ่บ-เวอร์
ขณะนี้กระแสการท่องเที่ยวเชิงเกษตรในจังหวัดแพร่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้น โดยในปัจจุบันมีการเปิดให้บริการการท่องเที่ยวเชิงเกษตรประเภทโฮมสเตย์อย่างเป็นทางการ มีอยู่ 2 แห่ง คือ 1. ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงตำบลแม่หล่าย อำเภอเมืองแพร่ ซึ่งเป็นศูนย์การเรียนรู้เกษตรพอเพียง ประเภทฝึกอบรมการทำไข่เค็มสมุนไพร น้ำส้มควันไม้ ปุ๋ยหมัก การทำถั่วงอก เป็นต้น โดยจะมีหน่วยงานราชการเข้ามาฝึกอบรมทั้งในพื้นที่จังหวัดแพร่ และต่างจังหวัด โดยมีที่พักให้กับผู้ดูงานด้วย และ 2. ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ตำบลไทรย้อย อำเภอเด่นชัย มีที่พักพร้อมศึกษาดูงานภาคเกษตรเช่นกัน ล่าสุดนี้ยังมีการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ในรูปแบบ “ฟาร์มสเตย์” เกิดขึ้นอีกหนึ่งแห่งที่อำเภอเด่นชัย ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนามฟาร์มหม่อน มัลเบอร์รี่ ฟาร์ม (Mulberry Farm) ภายใต้การบุกเบิกของ “นางสาวจารุวรรณ เอกบัว” สาวเมืองดอกคูนขอนแก่น วัย 38 ปี “จารุวรรณ” บอกถึงจุดเริ่มต้นของการทำฟาร์มหม่อนแห่งนี้ว่า ก่อนหน้านี้ก็ทำงานเหมือนมนุษย์เงินเดือนทั่วไป ไต่เต้าจากพนักงานห้างค้าปลีกข้ามชาติจนกลายเป็นผู้จัดการเขต และเลือกจังหวัดแพร่ในการลงหลักปักฐาน ด้วยความท
“ไส้เดือน” ตัวช่วยในการพรวนดินตามธรรมชาติที่เครื่องกลทางการเกษตรไม่สามารถทำได้ แต่ใช่ว่าทุกตัวจะมีคุณภาพดีเหมือนกันหมด เพราะ ไส้เดือน นั้นมีสายพันธุ์แยกย่อยออกไปอีกไม่ใช่น้อย หากสำหรับ “ไส้เดือนลายเสือ” ว่ากันว่า เวลานี้กำลังมาแรงแซงทางโค้งไส้เดือนทุกสายพันธุ์ ทั้งยังจะเป็นทางเลือกใหม่ของผู้ทำการเกษตรแบบปลอดสารพิษ เพราะสามารถช่วยกำจัดเศษผัก ผลไม้ ที่เหลือทิ้งได้อย่างดีเยี่ยมเลยทีเดียว คุณชารีย์ บุญญวินิจ เกษตรกรหนุ่ม เจ้าของฉายา “ลุงรีย์” วัย 28 ปี เจ้าของฟาร์มไส้เดือนลุงรีย์ ( Uncle Ree Organic Farm) ให้ข้อมูลเรื่องนี้กับ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์”ว่า แต่เดิมในประเทศไทย ได้นำเข้าไส้เดือนสายพันธุ์ AF (เอเอฟ) มาใช้ในแวดวงการเกษตรอินทรีย์ เนื่องจากมีคุณสมบัติสามารถจำกัดขยะได้ดี เป็นไส้เดือนตัวใหญ่ เหมาะกับการใช้ผลิตปุ๋ยเพื่องานภาคเกษตรกรรม จนกลายเป็นที่นิยมกันแพร่หลาย เมื่อ 3 ปีผ่านมา ตนจึงเริ่มมีการนำไส้เดือนเอเอฟ มาใช้ในการบำบัดสิ่งปฏิกูลในบ่อกุ้ง ปรับค่าน้ำ ปรับหน้าดิน ช่วยลดการใช้สารเคมี เพิ่มแคลเซียมให้กุ้งไม่ต้องไปเสียเงินสองต่อ ขณะเดียวกันฟาร์มหลายแห่ง เริ่มเปลี่ยนพฤติกรรม หันมาใช้ปุ๋
ผู้เขียนรู้จักกับ ป้าหน่อย หรือ คุณยุพาพร ว่องวิกย์การ ผ่านการแนะนำของป้าชิ้นที่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกันย่านโชคชัย 4 ตั้งแต่ก่อนปีน้ำท่วมใหญ่ ป้าสองคนเป็นเพื่อนสนิทกัน ป้าหน่อยมีบ้านอยู่เชียงใหม่ มีอาชีพอิสระด้วยการประดิษฐ์เครื่องประดับจากกะลามะพร้าว มาตั้งแต่ปี 2545 เพราะมองเห็นเสน่ห์ความสวยงามของกะลามะพร้าวผ่านงานประดิษฐ์สร้อยคอและเครื่องรางของชาวบ้านอันเกิดจากภูมิปัญญาเก่าแก่จนนำไปสู่การประดิษฐ์เป็นเครื่องประดับอย่างสร้อยคอ หรือสร้อยข้อมือ แล้วนำไปขายที่ตลาดคนเดินในจังหวัดเชียงใหม่ กับอีกหลายแห่ง ทุกครั้งที่ป้าหน่อยนำสินค้ามาขายตามงานแสดงในกรุงเทพฯ มักจะแวะมาเยี่ยมเยียนป้าชิ้น พร้อมกับติดงานบางประเภทมาให้ทำด้วย ดังนั้น การแนะนำให้รู้จักกับป้าหน่อยในคราวนั้นจึงทำให้ได้มีโอกาสนำเรื่องราวงานหัตถกรรมสวยๆ จากกะลามะพร้าวมาตีพิมพ์ลงในนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน เวลาผ่านไปเกือบ 10 ปี งานหัตถกรรมจากกะลามะพร้าวของป้าหน่อยถือว่าได้พัฒนาการความก้าวหน้าไปมาก จากเดิมที่เคยประดิษฐ์เครื่องประดับเพียง 10 กว่าชนิด แต่ขณะนี้มีจำนวนแบบมากกว่า 100 ชนิด จนเป็นที่รู้จักอย่างดี ในชื่อแบรนด์ “กะลาดูดี” พร้อมกับมี
เมื่อเวลา 14.45 น. วันที่ 18 มิ.ย. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร พระราชทานพระมหากรุณาแก่ ด.ญ.วรรณวิสา ศรีจันทร์ อายุ 13 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอนุบาลวัดลูกแกประชาชนูทิศ อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี ซึ่งประสบอุบัติเหตุถูกรถยนต์ชน เมื่อวันที่ 29 ธ.ค.2559 ได้รับบาดเจ็บสาหัสจนทำให้ต้องสูญเสียขาขวา อีกทั้งบิดาเพิ่งเสียชีวิตเมื่อ ปี 2558 ต้องอาศัยอยู่กับมารดาเพียงลำพัง ในโอกาสนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พล.ต.กัลย์สรรค์ จันทรเสน เชิญตะกร้าสิ่งของพระราชทานมอบแก่ด.ญ.วรรณวิสา ศรีจันทร์ และครอบครัว ณ บ้านเลขที่ 188 หมู่ 5 ต.ห้วยขมิ้น อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี นอกจากนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานขาเทียม และทรงดูแลเรื่องการศึกษา กับการประกอบสัมมาอาชีพ เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วเพื่อให้สามารถมีรายได้ในการดูแลตนเองและเลี้ยงดูครอบครัวได้ ซึ่งนำความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่มา ข่าวสดออนไลน์
