Featured
ปิดฉากความสำเร็จ สำหรับกิจกรรม “T-Brand to China 2.0” เวิร์กช็อปที่จะพาผู้ประกอบการไทยไปบุกตลาดจีน จัดโดยกองบรรณาธิการเส้นทางเศรษฐี สื่อเพื่อ SMEs ผสานพลังเครือข่ายในเครือข่าวสด ประชาชาติธุรกิจ มติชน และมติชนอคาเดมี โดยได้รับการสนับสนุนจาก ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank, ซีพี ออลล์ ผู้บริหารร้านเซเว่น อีเลฟเว่น และ เซเว่น เดลิเวอรี่, นารา กรุ๊ป และบริษัท คาร์มาร์ท จำกัด (มหาชน) บรรยากาศวันแรก (28 มี.ค.) เป็นไปอย่างคึกคัก ผู้ประกอบการและแบรนด์ต่างๆ แห่เข้าร่วมจนที่นั่งเต็มตั้งแต่เปิดลงทะเบียน ก่อนเริ่มคลาสแรกด้วยเนื้อหาสุดเข้มข้น “China Geopolitics 2026 ไทยอยู่ตรงไหนในสมรภูมิโลก? และโอกาสของสินค้าไทย” โดย ผศ.ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาฯ ที่มาอัปเดตสถานการณ์โลกทั้งฝั่งจีน สหรัฐอเมริกา และผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง รวมทั้งวิเคราะห์หมากกระดานโลกต่อท่าทีของจีนท่ามกลางความขัดแย้งทางอาวุธในตะวันออกกลาง สงครามการค้าและเทคโนโลยีกับสหรัฐฯ ที่ทวีความรุนแรงขึ้นใ
หากย้อนกลับไปประมาณ 8 ปีก่อนซึ่งเป็นช่วงที่ “หมาล่า” ยังไม่ได้เป็นสิ่งที่คุ้นหูสำหรับคนไทย แต่มีร้านเล็กๆ ร้านหนึ่งที่ค่อยๆ เติบโตท่ามกลางความไม่เข้าใจนั้น จนปัจจุบันกลายเป็นร้านที่ลูกค้ายอมต่อคิวยาวแทบจะทุกสาขาที่ไปเปิด วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ มีโอกาสได้พูดคุยกับ คุณยุ้ย เจ้าของร้าน Hotpot Man ถึงเบื้องหลังการปั้นแบรนด์หมาล่าให้มียอดขายเติบโต 300% แต่เดิม “คุณยุ้ย” เคยเป็นพนักงานประจำมาก่อน และแทบจะไม่มีประสบการณ์ด้านการทำอาหารมาก่อนเลย จนได้มาเจอกับ “คุณเจ” ที่เป็นชาวจีน และมีสูตรหมาล่าเฉพาะตัวที่เป็นเอกลักษณ์ จึงเกิดเป็น Hotpot Man (ฮอตพอต แมน) ร้านชาบูหมาล่าที่อยู่มานานกว่า 8 ปี เธอเล่าว่า ช่วงแรกที่เปิดร้านใหม่ๆ คนไทยหลายคนแทบจะไม่รู้จักหมาล่าเลย บวกกับตอนนั้นในไทยมีเพียงร้านหมาล่าเสียบไม้ และมีร้านชาบูหมาล่าเพียงไม่กี่แห่ง ทำให้ช่วงนั้นเป็นความท้าทายในการทำธุรกิจอย่างมาก และลูกค้าคนไทยส่วนใหญ่ก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมต้องจ่ายค่าน้ำซุป “ในช่วงแรกลูกค้าส่วนใหญ่ไม่ใช่คนไทย บวกกับการที่เราทำการตลาดไม่ค่อยเป็น ทำให้ร้านยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก” หลังจากนั้นไม่นานแบรนด์ก็เริ่มเป็นที่รู้จ
บีบีดีโอ กรุงเทพ (BBDO Bangkok) เอเจนซี่โฆษณาชั้นนำระดับภูมิภาคที่ให้บริการด้านการสื่อสารการตลาดแบบครบวงจร ประกาศแต่งตั้ง “เจิน-ภาธิดา อัครจินดานนท์” ดำรงตำแหน่ง Chief Creative Officer (CCO) ซึ่งการแต่งตั้งครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงผู้นำ แต่คือการสร้างนิยามใหม่ของวิถีครีเอทีฟในองค์กร โดยเปลี่ยนผ่านจากโครงสร้างแบบ Top-down สู่กลยุทธ์การสร้าง Precision Creative Ecosystem ที่เปิดกว้างและไร้รอยต่อ พร้อมขับเคลื่อนทีมงานให้ก้าวไปข้างหน้าด้วยเทคโนโลยี ฐานข้อมูล และเครื่องมือจากเครือข่ายระดับโลกของ Omnicom เพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่มากกว่าการ สร้างแรงบันดาลใจ แต่ต้องถูกออกแบบให้มีความแม่นยำและตอบโจทย์ผลลัพธ์ทางธุรกิจในทุกมิติ ซึ่งก้าวสำคัญในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเป็น “Growth-Driving Partner” หรือพันธมิตรผู้สร้างการเติบโตให้กับลูกค้าอย่างแท้จริง คุณสมเกียรติ ลาภธนัญชัยวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บีบีดีโอ กรุงเทพ กล่าวว่า “การแต่งตั้ง CCO ในครั้งนี้ไม่ใช่รูปแบบเดิมๆ ที่เราเคยเห็น ซึ่งนั่นคือความตั้งใจของเรา เราเชื่อว่างานที่ดีที่สุดในวันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในขั้นตอนส
KFC ประเทศไทย เสิร์ฟความสนุกต้อนรับเทศกาลสงกรานต์ในแคมเปญ “สงกรานต์นี้ ให้ความสนุกตัวเท่าช้าง” คอลแลบแบรนด์รองเท้าไทยระดับตำนาน “นันยาง” เปิดตัวไอเท็มลิมิเต็ดสุดจี๊ด “รองเท้าแตะผู้พันขี่ช้าง” หยิบเอา DNA ความคลาสสิกของรองเท้าแตะช้างดาว มาผสานกับสีสันและความสนุกในแบบฉบับ KFC ได้อย่างลงตัว รวมความไอคอนิกของทั้งสองแบรนด์ไว้ในคู่เดียว ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์สายเล่นน้ำสงกรานต์โดยเฉพาะ กลายเป็นรองเท้าแตะคู่พิเศษที่ไม่ใช่แค่ใส่สบาย แต่ยังใส่แล้วสะดุดตา เติมลุคให้โดดเด่นไม่เหมือนใคร ด้วยดีไซน์สีแดง-ขาว ทั้งเท่ ทั้งมีคาแรกเตอร์ และพร้อมลุยทุกโมเมนต์ความมันส์ในช่วงสงกรานต์นี้ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องรองเท้าสวบ รองเท้าเลื่อน หรือรองเท้ากินขา เรียกได้ว่าเป็นไอเท็มที่พร้อมพาไปเปียก พาไปมันส์ และพาไปสนุกตัวเท่าช้างได้ทุกก๊วนสงกรานต์ โดย KFC ประเทศไทยเปิดตัวไอเท็มลิมิเต็ดนี้ผ่านวิดีโอแนวตั้งสุดครีเอทีฟ เจาะผู้บริโภคยุคใหม่แบบอยู่หมัด ด้วยคอนเทนต์แนวดูแลสัตว์กับคาแรกเตอร์ใหม่ “น้องก๊าง” ลูกช้างเกิดใหม่สุดน่ารัก ที่ผสมผสานความเป็นไก่และช้างอย่างมีลูกเล่น มาถ่ายทอดเรื่องราวเรียกรอยยิ้มตลอดทั้งคลิป พร้อ
ในวันที่ข่าวเต็มไปด้วยคำว่าสงคราม เศรษฐกิจชะลอ และความไม่แน่นอน หลายคนเริ่มตั้งคำถามกับการใช้เงินของตัวเองมากขึ้น คิดก่อนซื้อ รวมถึงใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันของชิ้นเล็กๆ ที่ไม่ได้จำเป็น กลับยังเป็นสิ่งที่หลายคนยอมจ่าย เคทีซีมองว่าสิ่งนี้ไม่ใช่ความย้อนแย้งของพฤติกรรม แต่คือความพยายามของทุกคนในการดูแลความรู้สึกของตัวเองในวันที่โลกภายนอกควบคุมได้ยากขึ้น ข้อมูลจาก Deloitte (2026) ระบุว่า ผู้บริโภคกว่า 39% ใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันผู้บริโภคถึง 75% ยังมีการใช้จ่ายเพื่อให้รางวัลตัวเองอย่างน้อยหนึ่งครั้ง สะท้อนว่าผู้คนไม่ได้หยุดใช้เงินเพียงแต่กำลังเลือกใช้จ่าย สอดคล้องกับ McKinsey & Company (2025) ที่พบว่า ผู้บริโภคยุคนี้ลดการใช้จ่ายในบางเรื่องแต่ยังคงยอมจ่ายกับสิ่งที่ให้คุณค่ากับตัวเอง โดย 65% ของ Gen Z ยังคงใช้เงินกับสิ่งที่ตัวเองมองว่ามีความหมาย พฤติกรรมนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่และเคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต ภายใต้แนวคิดที่เรียกว่า “Lipstick Effect” Lipstick Effect คืออะไร และเริ่มต้นจากไหน แนวคิดนี้ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในช
กลายเป็นกระแสอีกครั้ง เมื่อ “รื่นรมย์ (REUNROM)” แบรนด์เครื่องหอมภายใต้เครือ KARMART บริษัท คาร์มาร์ท จำกัด (มหาชน) ได้ไปปรากฏอยู่ในอินสตาแกรมของ Scott Disick @letthelordbewithyou เซเลบดังระดับโลก ที่มีผู้ติดตามกว่า 28.2 ล้านคน ซึ่งเป็นที่รู้จักในเรื่องรสนิยมและไลฟ์สไตล์ระดับ Luxury หลังจากโพสต์นี้ถูกเผยแพร่ไป ทำให้คนไทยหลายคนไปโฟกัสตรงที่หลายมุมบ้านที่มี “ก้านไม้หอมแบรนด์ไทย” ตั้งอยู่ในคฤหาสน์หลังใหม่ของ Scott Disick และเป็นตัวเดียวกับที่แม่อีลอน มัสก์ ใช้ แม้จะไม่ได้เป็นจุดเด่นสุดของภาพ แต่ด้วยลักษณะการจัดวางที่ดูเป็นการใช้งานจริง ทำให้เป็นที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะหลายคนคิดว่ากลิ่นจากแบรนด์ไทยอาจโดนใจเศรษฐีที่ให้ความสำคัญกับรายละเอียดเล็กๆ ของการใช้ชีวิต แต่สิ่งที่ชาวเน็ตหลายคนยังคาดเดากันอยู่ นั่นคือ Scott Disick ใช้กลิ่นไหนในคฤหาสน์หลังนี้ แต่ก่อนหน้านี้ “รื่นรมย์” ยังเคยปรากฏในบ้านของแม่ Elon Musk ซึ่งเป็นโปรดักต์น้ำหอมหัวพระจันทร์ (The Moon Perfume Collection) ที่ถือเป็นไอเท็มไฮไลต์ของแบรนด์ อย่างไรก็ตาม การที่แบรนด์เครื่องหอมไทยได้ไปปรากฏอยู่ในอินสตาแกรมดาราเซเลบชื่อดัง
วันที่ 27 มีนาคม 2569 ไฮเออร์ (ประเทศไทย) ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าระดับโลกและแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าอันดับ 1 ของโลกติดต่อกัน 17 ปีซ้อน เดินหน้ารุกตลาดปี 2569 อัดงบลงทุนกว่า 1,200 ล้านบาท เร่งขยายเครือข่ายการจัดจำหน่ายทั่วประเทศ ครอบคลุมทั้งดีลเลอร์ โมเดิร์นเทรด และออนไลน์ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงผู้บริโภคในทุกพื้นที่ พร้อมกันนี้ ยังเปิดตัวไลน์อัปผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ครบทุกหมวดสินค้ากว่า 50 รายการ เพื่อยกระดับสู่ Smart Ecosystem ที่เชื่อมต่อทุกการใช้ชีวิตอย่างไร้รอยต่อ ควบคู่กับการเสริมความแข็งแกร่งของแบรนด์ในประเทศไทยผ่านกิจกรรมทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง พร้อมต่อยอดสู่การเป็น Global Brand อย่างยั่งยืน โดยตั้งเป้ารายได้รวมปี 2569 เติบโต 25% หรือราว 14,000 ล้านบาท มร. ต่ง เจี้ยนผิง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไฮเออร์ อีเลคทริคอล แอพพลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า แม้ภาพรวมตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในปี 2568 จะได้รับแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ผันผวน แต่ถือเป็นปีที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านสำคัญของอุตสาหกรรม โดยผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ตอ
ท่ามกลางวิกฤตพลังงานจากสงครามตะวันออกกลางที่ดันให้ต้นทุนต่างๆ ดีดตัวสูงขึ้น ทำให้ค่าครองชีพของประชาชนสูงตามไปด้วยเช่นกัน แต่ในวิกฤตเรายังได้เห็นแบรนด์ต่างๆ ออกมาประกาศ “ตรึงราคาสินค้า” เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระผู้บริโภค แม้จะต้องแบกต้นทุนไว้เอง จะมีแบรนด์ไหนบ้างนั้น “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” รวบรวมมาให้แล้ว ศรีจันทร์ คุณรวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายศรีจันทร์ (SRICHAND) แบรนด์ผลิตภัณฑ์ความงามสัญชาติไทยที่อยู่คู่คนไทยมากว่า 76 ปี และ ศศิ (sasi) ได้โพสต์เฟซบุ๊กว่า “ขอใช้พื้นที่ตรงนี้นิดหนึ่งครับ ช่วงนี้ต้นทุนวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ ค่าขนส่ง ขึ้นกันแทบทุกตัว ผมเข้าใจดีว่าทุกคนรู้สึกกังวลถึงเรื่องค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น สิ่งที่ศรีจันทร์ตัดสินใจคือ เราจะตรึงราคาสินค้าทุกตัวไว้ก่อนครับ ไม่ใช่เพราะต้นทุนเราไม่ขึ้นนะครับ ขึ้นเหมือนกัน แต่เรากำลังทำงานหนักร่วมกับผู้ผลิต Supplier และ Partner ทุกราย เพื่อหาทางบริหารจัดการต้นทุนให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการปรับ Efficiency ภายใน การเจรจาเงื่อนไขใหม่ หรือหาวิธีที่สร้างสรรค์กว่าเดิม ในเวลานี้เราขอเลือกรับ
จากเทรนด์ “นุ่งยีนส์ห่มสไบ” ที่ฮิตกันทั่วประเทศ สู่เทรนด์ใหม่ “ถ่ายรูปกับดอกบัว” ที่กำลังมาแรงบนติ๊กต็อก เมื่อ Gen Z กลายเป็นผู้จุดกระแสนี้ขึ้นมาจนอินฟลูเอนเซอร์ ครีเอเตอร์ และดาราหันมาตามเทรนด์นี้กันเต็มหน้าฟีด จากดอกไม้ไหว้พระสู่ไอเทมฮิต โดยปกติเราจะใช้ “ดอกบัว” สำหรับไหว้พระ เพราะเป็นดอกไม้แห่งความบริสุทธ์ ความดีงาม และความศรัทธา แต่ในปัจจุบันดอกบัวกลายเป็นไอเทมฮิตในกลุ่ม Gen Z และคนรุ่มใหม่จากกระแส “ถ่ายรูปกับดอกบัว” ที่เปลี่ยนภาพจำดอกไม้ไหว้พระให้เป็นดอกไม้สายแฟชั่น สวยไม่แพ้ดอกกุหลาบ ดอกทานตะวัน ดอกทิวลิป หรือดอกเยอร์บีร่า และยังสามารถแมตกับชุดได้หลากหลายเพราะความละมุนของสีชมพู ไม่ว่าจะแต่งตัวสไตล์อะไร โพสต์มุมไหนก็ดูไวบ์ดี ซึ่งมีอินฟลูฯ ครีเอเตอร์ และคนดังหันมาตามเทรนด์นี้ ทั้ง ซ้อก้าด, เนสตี้, ฟาอัล พร้อมกับเพลงดั่งฝันฉันใดของวง Klear ที่กลับมาฮิต ซึ่งคาดเดากันเทรนด์ดอกบัวเริ่มมาจากผู้ใช้ทวิตเตอร์ “เอโคโอเค” ที่โพสต์ภาพดอกบัวในแจกัน พร้อมแคปชั่น “เสียตังซื้อดอกไม้นอกแพงๆ ตั้งนาน” โดยมียอดรีโพสต์ 1.5 หมื่น และยอดไลก์ 1.8 หมื่น พร้อมคอมเมนต์ที่เห็นด้วยว่า “จริงค่ะ ดอกไม้บ้านเรา
ในยุคที่เทรนด์ออกกำลังกายกำลังมาแรง หลายปีที่ผ่านมาเราจึงได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าตื่นเต้น โดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ที่หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ไม่ได้นัดกันไปเที่ยวแค่ตามคาเฟ่หรือร้านนั่งชิลล์เท่านั้น เพราะนาทีนี้สิ่งที่กำลังมาแรงมากที่สุดนั่นคือ “เต้นแอโรบิกที่สวนลุม” ซึ่งกลายเป็นจุดเช็กอินยอดฮิตที่คนรุ่นใหม่นัดกันมาขยับร่างกาย เป็นการมาเต้นแอโรบิกกันในช่วงเย็นกันอย่างเต็มพื้นที่ ทำไมแอโรบิกสวนลุมถึงแมส? ปรากฏการณ์นี้ส่วนหนึ่งมาจากกระแสใน TikTok ที่โชว์สเต็ปการเต้นสุดมันส์ประกอบจังหวะดนตรีเร้าใจ จนเกิดเป็นไวรัลให้คนอยากมาจอย แถมยังมีศิลปินเกาหลีชื่อดังอย่าง “แทยง NCT” ที่เคยแวะมาเช็กอินและคอนเฟิร์มว่า สเต็ปที่นี่ไม่ง่าย! อีกหนึ่งสิ่งที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้คนรุ่นใหม่หันมาให้ความสำคัญกับเรื่อง Wellness มากขึ้น จนเกิดเป็นปรากฏการณ์การรวมตัวเต้นแอโรบิกที่สวนลุมพินี ส่วนหนึ่งมาจากการโหยหาคอมมูนิตี้ที่เชื่อมโยงทั้งสุขภาพกายและจิตใจเข้าด้วยกัน เช่นเดียวกับความไวรัลที่ผ่านมา อย่าง Hyrox ที่แมสมากจนเรียกได้ว่าเลื่อนฟีดไปทางไหนก็เจอ รวมไปถึง Run Club หรือ Social Club ที่มาแรงและยังคงนิยมอย
