Featured
ก่อนแสงแรกจะส่องถึงพื้นถนนของกรุงเทพฯ เสียงไม้กวาดเริ่มก้องสะท้อนในความมืดสลัวของถนนสายต่างๆ เจ้าหน้าที่กวาดถนน หรือ “พี่ไม้กวาด” คือกลุ่มคนที่ทำงานเพื่อให้เมืองสะอาดก่อนที่ใครจะเริ่มต้นวัน แต่ทุกก้าวกวาดของพวกเขาแฝงด้วยความเสี่ยง จากรถที่แล่นเร็ว ผู้ขับขี่ที่ไม่ทันระวัง ไปจนถึงอันตรายในถังขยะที่ไม่มีใครรู้ว่าซ่อนอะไรอยู่ สิ่งหนึ่งที่ช่วยให้พวกเขากลับบ้านได้อย่างปลอดภัยคือ “เสื้อกั๊กสะท้อนแสง” ที่สวมไว้ในทุกวัน นายนัฐพร พรายเล็ก พนักงานกวาดถนนเขตธนบุรี ทำงานตั้งแต่บ่ายถึง 3 ทุ่ม และบ่อยครั้งในช่วงเช้ามืดที่อันตรายที่สุด และช่วงหัวค่ำหลัง 6 โมงเย็นไปจนถึง 3 ทุ่มก็เสี่ยงไม่แพ้กัน เพราะแสงเริ่มน้อยลงและรถก็เริ่มหนาแน่นขึ้น เขายอมรับว่า “แค่แสงสะท้อนเล็กๆ บนเสื้อ สามารถช่วยชีวิตได้” ยิ่งในช่วงเย็นที่รถหนาแน่น การมองเห็นชัดตั้งแต่ระยะไกลคือความปลอดภัยที่พนักงานทุกคนรอคอย โดยเฉพาะเสื้อกั๊กสะท้อนแสงรุ่นใหม่ที่ผลิตจากขวด PET รีไซเคิล 11 ขวดต่อ 1 ตัว สีสดกว่ารุ่นเดิมและสะท้อนแสงได้ดี “ช่วงเช้ามืดก็กลัวเหมือนกัน บางทีคนขับรถเมากลับจากสถานบันเทิง ถ้าอยู่บนถนนจะอันตรายมาก ก็จะพยายามเลือกยืนกวาดจุด
ทุกคนเคยคิดไหมว่าจากความชอบในวัยเด็กจะเปลี่ยนมาเป็นเงิน 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี 1,589 ล้านบาทต่อปี ได้จริง นี่คือเรื่องราวของ Ryan Vesler (ไรอัน เวสเลอร์) ซีอีโอวัย 42 ปี ผู้ที่ไม่ได้แค่ชอบเสื้อผ้ากีฬาเก่าๆ แต่ใช้ความหมกมุ่นนั้นเป็นเชื้อเพลิงในการสร้าง Homage แบรนด์เสื้อผ้าสปอร์ตและป๊อปคัลเจอร์ที่ชุบชีวิตอดีตให้กลับมาเท่อีกครั้ง จนกลายเป็นธุรกิจที่ดารา A-List อย่าง Ryan Reynolds และนักกีฬา NBA อย่าง Kevin Durant ต้องร่วมลงทุนด้วย จุดเริ่มต้นของ Homage ไม่ได้เกิดมาจากห้องประชุมหรูหรา แต่มาจากความตื่นเต้นในวัย 13 ปีของ Ryan Vesler ขณะที่กำลังคุ้ยกองเสื้อผ้าเก่าๆ ในร้านมือสอง เขาไม่ได้เพียงมองหาสินค้าทั่วไป แต่กำลังค้นหาความพิเศษ ความรู้สึกของการเจอเสื้อยืดกีฬาหรือเจอร์ซีย์สีรุ้งของ Houston Astros ที่หายาก มันทำให้เขารู้สึกว่าสิ่งที่ทำอยู่ไม่เหมือนใคร ความหลงใหลนี้ทำให้เขาผันตัวเป็นนักธุรกิจตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย เขากวาดซื้อของสะสมวินเทจจากร้านเล็กๆ และใช้ eBay (แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ) เป็นตลาดหลักในการขายต่อ จนทำเงินได้เกือบ $20,000 หรือประมาณ 6 แสนกว่าบาทต่อปี พูดง่ายๆ ว่า เงินท
ATIPA จับมือ KARMART เปิดตัวแบรนด์ใหม่ “ATP Beauty” รุกตลาดความงาม ด้วยผลิตภัณฑ์กลุ่มแรก “ชีทมาสก์ 4 สูตร” ในราคาจับต้องได้ เตรียมไลฟ์เปิดตัวครั้งแรกวันที่ 12 ธ.ค. นี้ บนช่องทาง TikTok @atipashop โดยใช้สูตรการตลาดที่ผสมระหว่าง TikTok Commerce กับ Trend Beauty เข้าด้วยกัน หวังบุกตลาดเครื่องสำอางเต็มรูปแบบ ตั้งเป้า 8 หลักในปี 2026 บริษัท คาร์มาร์ท จำกัด (มหาชน) ผู้คร่ำหวอดในธุรกิจเครื่องสำอางชั้นนำของไทย ประกาศความร่วมมือกับ ATIPA Shop แบรนด์แฟชั่นที่มีอัตราการเติบโตโดดเด่นบนแพลตฟอร์ม TikTok จับมือรุกตลาดเครื่องสำอาง “แลกความเก่งของแต่ละฝ่าย” ผสานจุดแข็ง R&D รวมกับความเข้าใจ Insight ผู้หญิงบน TikTok และพลังของ Live Commerce เกิดเป็นแบรนด์ใหม่ “ATP Beauty” ผลิตภัณฑ์กลุ่มแรก คือ “ชีทมาส์ก 4 สูตร” ได้แก่ Dewy Glass, Bright Glow, Sebum Control และ Wrinkle Away การร่วมมือกันครั้งนี้ นำโดย คุณพงศ์วิวัฒน์ ทีฆคีรีกุล รองกรรมการผู้จัดการสายงานสื่อสารการตลาดและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ บริษัท คาร์มาร์ท จำกัด (มหาชน) และ คุณอติภายิ์ คงคาลัย ผู้ก่อตั้ง ATIPA Shop ที่มีจุดมุ่งหมายพัฒนาผลิตภัณฑ์คว
จากเรื่องฉาววงการสงฆ์ที่เกิดขึ้นมากมาย จนเป็นกระแสสังคม และทำให้ใครหลายคนมองภาพลักษณ์ของพระสงฆ์เปลี่ยนไป ทำให้เรานึกถึงซีรีส์เรื่องดัง ที่ตีแผ่เรื่องราวในวงการสงฆ์ อย่าง “สาธุ” จากซีซันแรก สู่ซีซันสองที่ดำเนินเรื่องอย่างเข้มข้น เจาะลึกเรื่องราวของ พุทธพาณิชย์ การแสวงหาผลประโยชน์ทางการเงินจาก “วัดภุมมาราม” และเผยให้เห็นถึงเส้นทางอำนาจเงิน การคอร์รัปชัน ของนักการเมืองท้องถิ่นผู้ทรงอิทธิพลอย่าง “สจ.เอ๋” จากพรรคธรรมพัฒนา รับบทโดย โดนัท-มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์สกุล ที่สวมบทบาทเป็นเหมือนสะพานบุญแต่กลับเป็นสะพานบาป สร้างความดีมาบดบังความเลวร้ายของตัวเอง นี้จึงเป็นการผสมผสานระหว่าง “การเมือง” และ “พุทธพาณิชย์” ที่ทุกฝ่ายล้วนต้องได้ประโยชน์ร่วมกัน ปล. เนื้อหาหลังจากนี้อาจจะมีสปอยล์ได้!!! เมกะโปรเจ็กต์ มูลค่าพันล้าน ในซีซันสอง เมกะโปรเจ็กต์ของ สจ.เอ๋ คือการสร้าง “โรงพยาบาลวัดหนองขาล” ที่ได้คำแนะนำจาก พระเอกชัย รับบทโดย เผ่าเพชร เจริญสุข โดยพระเอกชัยบอกกับ สจ.เอ๋ ว่า “สมัยนี้คนไม่ทำบุญกับวัดกันแล้ว แต่ทำบุญกับโรงพยาบาล” ทำให้ สจ.เอ๋ เร่งหาทุนมาสร้างโรงพยาบาล โดยบังคับให้ เกมและวิน รับบทโดย พี
ข่าวแจ้งว่า กลุ่มบริษัท บี ปิโตรไทย ผู้นำธุรกิจบริการวิศวกรรม ได้นำเทคโนโลยีหอเผาระดับพื้นดินแบบปิด (Enclosed Ground Flare หรือ EGF) ช่วยให้อุตสาหกรรมปิโตรเลียมและปิโตรเคมีไทยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ดูแลชุมชนรอบข้าง พร้อมเดินหน้ามุ่งสู่ Net Zero โดย “หอเผาทิ้ง” เป็นเทคโนโลยีสำคัญที่อุตสาหกรรมปิโตรเลียมและปิโตรเคมีใช้เป็นมาตรฐานในการกำจัดก๊าซเหลือทิ้ง หรือก๊าซที่ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างปลอดภัย ช่วยลดปริมาณสารเคมีอันตรายที่ปล่อยออกสู่ชั้นบรรยากาศที่อาจส่งผลให้เกิดภาวะเรือนกระจกหรือเป็นอันตรายต่อสุขภาพของชุมชนใกล้เคียง เป็นหนึ่งในแนวทางจัดการสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานสากลของอุตสาหกรรม อย่างไรก็ดี หอเผาทิ้งแบบ Elevated Flare ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน มีลักษณะเป็นปล่องสูง เปลวและควันจากการเผาทิ้งก๊าซจะปรากฏให้เห็นที่ปากปล่อง ซึ่งสร้างความกังวล และความรำคาญจากแสงรบกวนให้แก่ชุมชนโดยรอบ หอเผาระดับพื้นดินแบบปิด (EGF) ที่กลุ่มบริษัท บี ปิโตรไทย นำมาติดตั้งให้แก่ลูกค้า เป็นเทคโนโลยีล่าสุดจาก John Zink หนึ่งในผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีการเผาไหม้ ที่ตอบโจทย์การพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมีจุดเด่น 4 ด้าน
ตลาดผู้สูงอายุ หรือ “Silver Market” กำลังกลายเป็นโอกาสทองทางธุรกิจที่ผู้ประกอบการต้องจับตามอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล หัวหน้าภาควิชาการตลาด Chulalongkorn Business School ได้กล่าวในรายการ Biz Genius ถึงการจับโอกาสและศักยภาพของตลาด Silver Market ที่จะนำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของธุรกิจ แม้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในปี 2025 จะยังมีความไม่แน่นอนในหลายด้านๆ เช่น สงคราม การแข่งขันทางการค้า และการขึ้นกำแพงภาษี แต่ตลาดผู้สูงวัยกลับเป็นประเด็นที่น่าสนใจและเติบโตสวนกระแส ตลาด Silver Age ใหญ่แค่ไหน? จากตัวเลขที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ชี้ให้เห็นว่า ตลาด Silver Age เป็นตลาดที่น่าสนใจ แต่ตลาดนี้จะมีข้อจำกัดบางอย่าง เช่น ข้อจำกัดในเรื่องของร่างกายและสุขภาพที่ทรุดโทรมไปตามกาลเวลา แต่ภายใต้ข้อจำกัดกลับมีโอกาสทางธุรกิจที่โดดเด่น นักการตลาดท่องเที่ยวเคยกล่าวว่า ควรจับตลาด Silver Age ไว้ เพราะมีข้อดีหลายอย่าง เช่น ไปเที่ยววันธรรมดาได้ เนื่องจากเกษียณแล้ว ผู้สูงวัยสามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ในวันธรรมดา ทำให้ธุรกิจบริการสามารถสร้างรายได้ในช่วงที่คนอ
ท่ามกลางสถานการณ์ค่าฝุ่น PM2.5 ที่พุ่งสูงขึ้นในกรุงเทพฯ และหลายจังหวัดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง โดยสังคมส่วนหนึ่งพุ่งเป้าสงสัยไปที่ “การเผาอ้อย” ว่าเป็นต้นเหตุสำคัญ ทว่าข้อเท็จจริงคือ ปัญหาฝุ่นพิษนี้ กลับปรากฏขึ้นก่อนที่ฤดูกาลเก็บเกี่ยวอ้อยจะมาถึงเสียอีก จึงทำให้เกิดคำถามว่า “เมื่อโรงงานยังไม่เปิดหีบ ชาวไร่ยังไม่ได้ตัดอ้อย แล้วฝุ่น PM2.5 มาจากไหน แล้วทำไม ชาวไร่อ้อยจึงเป็นจำเลยสังคม” นี่คือข้อสงสัยที่เกษตรกรชาวไร่อ้อยถูกถามซ้ำแล้วซ้ำเล่า และมักถูกมองว่าเป็นผู้ก่อปัญหาฝุ่นเสมอมา นายรังสิต เฮียงราช ผู้อำนวยการบริษัท ไทยชูการ์ มิลเลอร์ จำกัด และเลขานุการคณะกรรมการประสานงาน 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย (TSMC) เปิดเผยข้อเท็จจริงว่า ฤดูการหีบอ้อยประจำปีนี้เพิ่งเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 2 ธันวาคม 2568 โดยจากจำนวนโรงงานน้ำตาลทั่วประเทศ 58 แห่ง ปัจจุบันมีเพียง 8 โรงงานเท่านั้น (ข้อมูล ณ วันที่ 7 ธันวาคม 2568) ที่เริ่มเดินเครื่องจักร ซึ่งโรงงานทั้ง 8 โรงงานก็มีการรับอ้อยสดมากถึง 99.7% และปัจจุบันภาครัฐขอความร่วมมือให้โรงงานฯ รับอ้อยไฟไหม้ไม่เกิน 5% ข
ในยุคที่เงินอยู่ในอากาศ ทุกคนสามารถหารายได้ผ่านช่องทางออนไลน์ได้ไม่ยาก ซึ่งหนึ่งสิ่งที่เรียกได้ว่ามาแรงมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นั่นคือ “การทำ Affiliate” เป็นเครื่องมือสร้างรายได้ แบบไม่ต้องลงทุน ไม่ต้องสต๊อกสินค้า สามารถทำเงินได้โดยการแปะลิงก์ หรือการปักตะกร้า ทำให้เปลี่ยนจากโพสต์ธรรมดา กลายเป็นเงินได้แบบปังๆ ในคอลัมน์ #Newsupdate เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะมีฟีเจอร์ใหม่จาก IG มาแนะนำ นั่นคือ “ฟีเจอร์ปักตะกร้า ผ่าน Reels” ซึ่งเป็นการให้ผู้ใช้สามารถปักตะกร้าสินค้าไว้ในคลิปได้ เพราะแต่เดิมจะเป็นการป้ายยาผ่านการเพิ่มลิงก์ใน Story IG เท่านั้น โดยการเพิ่มลิงก์สินค้าลงในคลิป Reels ทำให้ผู้ชมสามารถดูสินค้าและสั่งซื้อสินค้าได้ทันทีผ่านตะกร้าที่แสดงในคลิป โดยไม่ต้องกดออกจากระบบเพื่อไปค้นหาสินค้าเอง และหากมีการกดสั่งซื้อก็จะได้รับเป็นค่าคอมมิชชัน เหมาะสำหรับแม่ค้าออนไลน์ หรือครีเอเตอร์ที่อยากป้ายยา หารายได้เสริม ขั้นตอนการปักตะกร้า IG Reels 1. เลือกอัปโหลดคลิปผ่าน Reels ใน Instagram และเลือกปุ่มไอคอน “ตะกร้าสินค้า” 2. เข้าแอป Shopee เพื่อคัดลอกลิงก์สินค้า Affiliate ที่ต้องการ นำกลับม
ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดในตลาดความงามไทย “เจ้านาง” เครื่องสำอางและสกินแคร์แบรนด์ไทย ได้ประกาศแผนรีแบรนด์ครั้งสำคัญในปี 2569 เพื่อพาแบรนด์ไปสู่การเป็นผู้นำในตลาดไทยและเอเชีย โดยเริ่มปักหมุดความสำเร็จจากการเปิดตัว “แป้งพัฟโกลว์สกิน” ผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดที่ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีตั้งแต่ปลายปี 2568 ภายใต้จุดยืน “แบรนด์คุณภาพที่ทุกคนเข้าถึงได้” สามารถเติมเต็มช่องว่างระหว่างแบรนด์ Mass ที่ยังไม่อาจมอบคุณภาพตามที่ผู้บริโภคคาดหวัง และแบรนด์ระดับบนที่ยังเข้าไม่ถึงกลุ่ม Gen Z และคนวัยทำงานอายุน้อย นายสิทธา สมควรดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ้านาง (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า “ตลอดเส้นทางกว่า 9 ปีที่ผ่านมา เจ้านาง เติบโตจากธุรกิจขนาดเล็ก มาสู่การเป็นหนึ่งในผู้เล่นหลัก เราได้เรียนรู้และเติบโตมาพร้อมกับผู้บริโภคชาวไทย จากแบรนด์เมกอัปกลุ่ม Niche ที่โฟกัสความต้องการเฉพาะกลุ่ม เราได้ปรับตัวและพัฒนาเพื่อตอบโจทย์ตลาดที่กว้างขึ้น ในปี 2569 จะเป็นปีที่เจ้านางก้าวสู่บทใหม่ เราจะเดินหน้าพัฒนาสูตรและนวัตกรรมใหม่ พร้อมสร้างภาพลักษณ์ใหม่ที่สะท้อนความเป็นผู้หญิงยุคใหม่ เป็นแบรนด์บิว
ย้อนกลับไป 10 ปีที่แล้ว แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยังเป็นสิ่งใหม่สำหรับผู้ประกอบการไทย จนกระทั่งเกิดการระบาดของวิกฤต COVID-19 กลายเป็นแรงผลักดันให้ผู้ประกอบการจำนวนมากปรับตัว สร้างช่องทางจำหน่ายใหม่ๆ และขยายไปสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศอย่างกว้างขวาง Shopee จึงกลายเป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่เข้ามาเป็น ‘สะพานดิจิทัล’ ช่วยเชื่อมต่อผู้ผลิตท้องถิ่นกับผู้บริโภค และเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้สินค้าไทยเข้าถึงตลาดที่กว้างขึ้น เนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปี Shopee จึงอยากถ่ายทอดเรื่องราวความสำเร็จของ 4 ผู้ประกอบการไทย ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงเติบโตจากออนไลน์สู่โอกาสระดับประเทศ พร้อมสร้างงานแก่คนในชุมชน จุดเริ่มต้น Plearn Herbal Cosmetics คุณโต้ง-ธนิตศักดิ์ ศรีสัมฤทธิ์ ผู้ก่อตั้ง Plearn Herbal Cosmetics ผลิตและจำหน่ายเครื่องสำอางสมุนไพรและน้ำมันมะพร้าวจากจังหวัดสมุทรสงคราม ที่ทำมานานกว่า 10 ปี ที่ถูกนำเสนอเป็นกรณีศึกษาภายในรายงาน Shopee : A Decade of Impact for Sellers รวมถึงปรากฏในสารคดีชุดใหม่ “Shopee : Keeping Cultures Alive” หรือ “ช้อปปี้ : สืบสานวัฒนธรรมให้คงอยู่” ที่จัดทำขึ้นในโอกาสฉลองครบรอบ 10 ปีของ Shopee “มะพ
