Featured
ผ่านพ้นไปอย่างอิ่มอก อิ่มใจ และอิ่มท้อง อีกทั้งยังอิ่มบุญกับค่ำคืนดินเนอร์เพื่อการกุศล JOURNEY OF FLAVOR : A TWIST FOR THE BETTER TOGETHER ที่วิทยาลัยดุสิตธานี ร่วมกับ สมาคมศิษย์เก่าวิทยาลัยดุสิตธานี และ โรงแรมดุสิต ปริ๊นเซส ศรีนครินทร์ จัดขึ้น เมื่อคืนวันที่ 3 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ณ ห้องอาหารสแควร์วัน โรงแรมดุสิต ปริ๊นเซส ศรีนครินทร์ ดินเนอร์สุดเอ็กซ์คลูซีฟครั้งนี้เป็นครั้งแรกของไทยที่ศิษย์เก่าวิทยาลัยดุสิตธานี ผู้เป็นเซเลบริตี้เชฟ 12 คน ได้แก่ เชฟอาร์-ธีรภัทร ตียาสุนทรานนท์ เชฟโต้ง-ยุทธจักร แสงศาสตรา เชฟปาร์ค-ภัทรวิทย์ จันทร์ไทย เชฟฝ้าย-ศิโรรัตน์ เถาว์โท เชฟกิ๊ก-กมล ชอบดีงาม เชฟบัส-ธวัชชัย อัครวงศ์วัฒนา เชฟเตย-พชรคุน กัลยาณมิตร เชฟภู-ภูรินท์ พัฒนวิริยะวาณิช เชฟปูน-ภูผา ชุณหรัศมิ์ เชฟบอย-ปิยะชาติ พุทธวงษ์ เชฟแอนนี่-อังคณา เอี่ยมสอาด และเชฟเอ็ม-ศิริพงศ์ ชุติธาดากุล มารวมตัวกันเพื่อรังสรรค์เมนูทั้งคาวและหวานในสไตล์ Modern Thai Twist เสมือนพาแขกผู้มีเกียรติเดินทางไปยังภาคต่างๆ ของไทยผ่านรสชาติอาหารไทยทั้ง 5 ภาค “ค่ำคืนนี้เป็นครั้งแรกที่สมาคมศิษย์เก่าวิทยาลัยดุสิตธานีได้รวบรวมเชฟผู้เป็น
บทความโดย : อมร อำไพรุ่งเรือง กูรูแฟรนไชส์ เดือนตุลาคมนี้ รัฐบาล ”อนุทิน” ได้นำโครงการ “คนละครึ่ง” กลับมาใช้อีกครั้ง ให้ชื่อว่า “คนละครึ่งพลัส” ถือเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่คนไทยคุ้นเคย และเคยพิสูจน์แล้วว่าได้ผลจริงในอดีต ทั้งในแง่การสร้างกำลังซื้อและการหมุนเวียนเม็ดเงินในระบบ โดยเฉพาะกับผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้โอกาสขายของมากขึ้น คำถามสำคัญคือ แฟรนไชส์ไทย โดยเฉพาะในปลายปี 2025 จะได้รับผลกระทบอย่างไร? และแฟรนไชส์กลุ่มไหนจะได้อานิสงส์สูงสุดจากการกลับมาของมาตรการนี้ บทเรียนจากอดีต โครงการคนละครึ่ง เริ่มในปี 2563 โดยรัฐ ออกค่าใช้จ่าย 50% สูงสุดวันละ 150 บาทต่อคน และต่อมาได้ขยายวงเงินและจำนวนผู้เข้าร่วมมากขึ้น จากข้อมูลของกระทรวงการคลังในระยะที่ 3 พบว่า มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบกว่า 2.3 แสนล้านบาท และมีร้านค้าลงทะเบียนกว่า 1.3 ล้านราย ส่วนใหญ่เป็นร้านอาหาร–เครื่องดื่มและร้านขายของชำ สิ่งที่น่าสนใจคือ โครงการนี้ไม่เพียงทำให้ “รัฐจ่ายครึ่งหนึ่ง” แต่ยังดึงให้ครัวเรือนควักเงินของตนเองอีกครึ่งหนึ่งออกมาใช้ เงินที่อาจถูกเก็บเป็นเงินออมก็ถูกนำออกมาจับจ่ายทันที ส่งผลให้เม็ดเงินหมุนเวียนมากกว่าท
ร้านอาหาร นาราไทย คูซีน ร้านอาหารไทยต้นตำรับ ภายใต้การบริหารของเครือนารา กรุ๊ป ผู้นำธุรกิจร้านอาหารไทยระดับพรีเมียม ขยายธุรกิจต่อเนื่องในระดับนานาชาติ ล่าสุดเปิดสาขาใหม่ ณ One Central P.O. BOX 9292 เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ นับเป็นสาขาที่ 22 ในต่างประเทศแถบภูมิภาคเอเชีย ตอกย้ำความสำเร็จผลักดันอาหารไทยสู่เวทีโลกต่อเนื่องมาตลอด 20 ปี ในงานได้รับเกียรติจาก ท่านทูต สรยุทธ ชาสมบัติ เอกอัครราชทูตไทย ประจำสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยคณะกงสุล เจ้าหน้าที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานดูไบ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ร่วมแสดงความยินดีอบอุ่น โดยมี คุณยูกิ-นราวดี ศรีกาญจนา และ คุณยีน-สิริโสภา จุลเสวก ผู้บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งเครือนารา กรุ๊ป ร่วมต้อนรับ ณ นาราไทย คูซีน สาขา One Central ดูไบ คุณนราวดี ศรีกาญจนา เปิดเผยว่า การขยายสาขาในดูไบถือเป็นหมุดหมายสำคัญในแผน International Expansion Plan โดยเป็นการร่วมมือกับพันธมิตรแฟรนไชส์ท้องถิ่น กลุ่มบริษัท AHGH ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในธุรกิจ F&B Franchise Business ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ในตลาด UAE แม้จะมีร้านอาหารไทยอย
‘ล้งเล้ง’ ร้านก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลาเจ้าเก่าแก่กว่า 40 ปีในย่านบรรทัดทอง สืบทอดสู่ทายาทรุ่นที่ 2 คือ คุณมุก-มุกรวี หวังเพื่อสุข โดยร้านมีจุดเริ่มต้นจากธุรกิจครอบครัวทางฝั่งคุณแม่ ก่อนจะแยกมาเปิดร้านของตัวเองที่บริเวณตลาดสวนหลวงและได้ย้ายร้านมายังที่ตั้งในปัจจุบัน โดยมีเมนูขึ้นชื่อของร้านคือ เกี๊ยวปลาจัมโบ้ ที่โดดเด่นด้วยไส้แน่น แป้งบาง ทำสดใหม่ทุกวัน นอกจากนี้ ยังมีเมนูยอดนิยมอื่นๆ เช่น บะหมี่เย็นตาโฟ, เกาเหลาเส้นปลาน้ำใส, หนังปลากรอบสูตรล้งเล้ง และเกี๊ยวทอดไส้หมู ต่อมาได้ขยายสาขาที่ 2 ไปยังบริเวณริมถนนพระราม 4 ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากกัน โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อขยายพื้นที่ครัวสำหรับการผลิตลูกชิ้น แม้จะได้รับการติดต่ออยู่หลายครั้ง แต่คุณมุกย้ำว่า “ยังไม่คิดจะขายแฟรนไชส์ เพราะต้องการควบคุมคุณภาพให้ได้มากที่สุด เพื่อคงมาตรฐานของร้านในระยะยาว” โดยเลือกต่อยอดธุรกิจไปสู่แพลตฟอร์มดีลิเวอรีและรับจัดเลี้ยงนอกสถานที่ โดยลูกค้าส่วนใหญ่เป็นลูกค้าประจำที่ประทับใจในรสชาติและคุณภาพที่สม่ำเสมอ ในวันที่บรรทัดทอง กลายเป็นจุดเช็กอินของเหล่านักกินและนักท่องเที่ยว การแข่งขันที่สูงขึ้นเป็นเรื่องที่หลีก
จากอดีตแม่ค้าขายเสื้อผ้าที่เมื่อขายไปได้สักระยะหนึ่ง ธุรกิจเริ่มซบเซา ลูกค้าหันไปซื้อของออนไลน์มากขึ้น ทำให้ต้องหยิบสูตรขนมทองม้วนของที่บ้านมาต่อยอด จนกลายเป็นร้านขนมเจ้าดังหน้าเพาะช่าง นี่เป็นเรื่องราวของ คุณยงค์-สมยงค์ สีใส และ คุณเอิร์น-ธันย์ชนก แสงใหม่ สองแม่ลูก เจ้าของร้าน คุณยงค์ทองม้วนสด ทองม้วนกรอบ ที่ใครก็ตามที่ผ่านไปแถวเพาะช่าง จะต้องแวะอุดหนุนทุกครั้ง เพราะกลิ่นหอมของมะพร้าวอ่อนชวนให้อยากทาน จากร้านขายผ้าสู่ร้านทองม้วนสด ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว คุณยงค์เคยทำธุรกิจค้าขายเสื้อผ้ามาก่อน แต่เมื่อมีการเข้ามาของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ทำให้ธุรกิจซบเซา ลูกค้าซื้อของในออนไลน์กันส่วนใหญ่ จนต้องหาอาชีพใหม่เพื่อเป็นทางรอดให้ครอบครัว เธอจึงนำขนมทองม้วนสด ที่เป็นสูตรดั้งเดิมของทางบ้าน มาปัดฝุ่น ปรับปรุงรสชาติ และลองทำขายดู ณ ทำเลหน้าเพาะช่าง ช่วงแรกจะขายอยู่ในราคากล่องละ 20 บาท แต่ด้วยความที่เป็นร้านเปิดใหม่ ทำให้ยังไม่มีลูกค้ามากนัก ทำให้คุณเอิร์นมองเห็นภาพที่คุณแม่ต้องเรียกลูกค้าให้ลองซื้อขนมดู เพราะบางวันก็ขายไม่หมดก็มี หลังจากขายมาได้ 3 ปี ก็เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น และ
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศ วันที่ 5 ต.ค. ที่มิวเซียมสยาม เขตพระนคร กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของงาน Food Carnival “อร่อยเอาเรื่อง” เทศกาลอาหารแห่งปี ซึ่งร่วมจัดโดยเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ และสื่อเครือมติชน ปรากฏวันนี้อากาศปลอดโปร่ง แดดไม่ร้อน ลมพัดเย็นสบาย ทำให้บรรดาผู้คนสายฟู้ดดี้ ทั้งชาวไทยและต่างชาติ ทยอยมาเดินชม-ชิม-ช็อป ตั้งแต่ก่อนเที่ยง ร้านค้าทุกโซนได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก รวมถึงสินค้าทางการเกษตร และโซนการบินไทย พาวิเลียน มีผู้แวะเวียนมาชิมและจับจ่ายกันอย่างต่อเนื่อง สำหรับกิจกรรมวันสุดท้าย เริ่มเวลา 13.00–15.30 น. Workshop “สมูทตี้ 101 : จากแก้วสู่แบรนด์” คลาสเชิงปฏิบัติการที่ถ่ายทอดความรู้ตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ เทคนิคการทำ ไปจนถึงแนวทางต่อยอดสู่การสร้างแบรนด์สมูทตี้ ผู้เข้าร่วมจะได้ลงมือทดลองและชิมผลงานภายในคลาส วิทยากรโดย คุณซันนี่–วีรสรณ์ ลิ้มเจริญ, คุณไอซ์–จักรภัทร มุ่งจิตภิญโญ และคุณคิม–พงศ์กฤติ ลือกาญจนวนิช เจ้าของแบรนด์ WOOPS Smoothie ส่วนเวทีล้อมวงเล่า หัวข้อ เมื่อ “ทุน” เปลี่ยน “รสชาติ” เริ่มเวลา 13.00–15.30 น. เช่นเดียวกัน ซึ่งเวทีนี
เมื่อเวลา 16.00–17.00 น. วันที่ 5 ตุลาคม ที่ลานสนามหญ้า เวทีกลางในงาน Food Carnival “อร่อยเอาเรื่อง” ณ มิวเซียมสยาม เขตพระนคร กรุงเทพฯ ผู้เข้าชมต่างให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรม “รสชาติที่จับต้องได้” กันอย่างคึกคัก โดยในวันนี้มีการสาธิตเมนูประจำวัน คือ “ข้าวผัดผงกะหรี่กุ้ง” อาหารสร้างสรรค์ร่วมสมัย โดย เฮียจก โต๊ะเดียว เจ้าของร้านอาหารทะเลตำนานแห่งเยาวราช เฮียจก เชฟเทเบิลคนแรกๆ ของเมืองไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันกิจการร้าน “จกโต๊ะเดียว” ขยายเป็น 6 โต๊ะแล้ว คิวไม่ยาวเหมือนสมัยแรกๆ สำหรับเมนูสาธิต “ข้าวผัดผงกะหรี่กุ้ง” ได้แรงบันดาลใจมาตั้งแต่สมัยอายุ 40 ปี เมื่อครั้งเดินทางไปประเทศพม่าและได้ลิ้มรสข้าวผัดแบบท้องถิ่น จึงนำแนวคิดมาปรับดัดแปลงให้เข้ากับวัตถุดิบของไทย “ก่อนเปิดร้านอาหาร ผมค้าขายอาหารทะเลมาก่อน ทำให้ต้องเดินทางไปเสาะหาวัตถุดิบจากหลายประเทศ ทั้งพม่า บังกลาเทศ อินเดีย ปากีสถาน มาดากัสการ์ เพราะเมืองไทยมีทรัพยากรน้อยลง ปูและกุ้งดีๆ จึงมาอยู่ที่ร้านผม” เฮียจก เล่า สำหรับเคล็ดลับการทำข้าวผัดผงกะหรี่ เฮียจก เผยว่า ต้องใส่ใจจังหวะไฟ กระทะต้องร้อนพอดี เริ่มจากตีไข่จนสุก 70% แล้วใส่ข้าว ตามด้ว
เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ที่มิวเซียมสยาม เขตพระนคร กรุงเทพฯ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์และสื่อเครือมติชน ร่วมจัดงาน ”Food Carnival อร่อยเอาเรื่อง“ เทศกาลอาหารที่ดีที่สุด ชวนมาเปิดประสบการณ์ความอร่อย ทั้งกิน ฟัง เรียนรู้ และสร้างแรงบันดาลใจ ระหว่างวันที่ 3–5 ตุลาคมนี้ ตั้งแต่เวลา 12.00–21.00 น. ซึ่งวันนี้เป็นการจัดงานวันสุดท้าย เวลา 12.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศในงานเป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชนและนักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศ เข้ามาจับจ่ายซื้ออาหาร เครื่องดื่ม และของฝากกันอย่างเนืองแน่น นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้คนจำนวนมากเริ่ม จับจองพื้นที่ เพื่อเตรียมเข้าร่วมฟัง ‘ล้อมวงเล่า’ และกิจกรรม Workshop ซึ่งเป็นไฮไลต์ในช่วงบ่ายของงาน นอกจากนี้ ภายในงานยังได้ คัดสรร ร้านอาหาร ชื่อดัง กว่า 50 ร้าน มาให้ประชาชนได้ ลิ้มลองอย่างจุใจ ไม่ว่าจะเป็น ร้านเด็ดที่กำลังเป็นกระแสบนโซเชียล ร้านในตำนานที่ไม่เคยเผยโฉมนอกสถานที่ หรือร้านที่ได้รับรางวัลการันตีคุณภาพ ซึ่งทั้งหมดนี้ พร้อมใจกันมาจัดเต็มในงานเดียว ในการนี้ ที่บูธ ‘การบินไทย’ นายขรรค์ชัย บุนปาน ประธานบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน), น.ส.ปานบัว บุนปาน ประธานกรรมการ บริษัท
จากกะเพราล้มยักษ์ที่ขายดีแต่ขาดทุน จนกลายเป็น ‘หมึกมันไก่’ ร้านข้าวมันไก่ชื่อดังที่ขายกว่า 2 แสนจานต่อปี ‘ฐิตาภัสร์’ เจ้าของร้านหญิงแกร่งที่ยอมขายทุกอย่างเพื่อเริ่มใหม่อีกครั้ง เล่าบทเรียนชีวิต-ธุรกิจ ที่เริ่มจากศูนย์ด้วยความตั้งใจและคำเดียวในใจว่า ‘ล้มไม่ได้แล้ว’ 1 ปี 4 เดือน ที่ชื่อ ‘หมึกมันไก่’ กลายเป็นกระแสไวรัลบนโลกออนไลน์ ร้านข้าวมันไก่เล็กๆ ที่เปิดเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2567 ถูกพูดถึงแทบทุกแพลตฟอร์ม รีวิวแน่นทุกวัน จนคว้ารางวัลและกลายเป็นหนึ่งในแบรนด์อาหารที่คนไทยรู้จักมากที่สุดในปีที่ผ่านมา แต่เบื้องหลังความสำเร็จนั้น คือเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่งที่ “เคยขายดีจนเจ๊ง” และเลือกจะเริ่มต้นใหม่ด้วยเงินก้อนสุดท้ายที่มี จาก ‘กะเพราล้มยักษ์’ ที่ขายดีวันละ 30,000 ถึงวันที่แทบไม่เหลือกำไร ในงาน Food Carnival “อร่อยเอาเรื่อง” ที่จัดโดย เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ เครือมติชนและพันธมิตร ‘คุณหมึก-ฐิตาภัสร์ วีระปฐมศักดิ์’ เจ้าของร้านหมึกมันไก่ เล่าว่า เธอเริ่มต้นเส้นทางในธุรกิจอาหารจากร้าน “กะเพราล้มยักษ์” ที่เคยสร้างยอดขายวันละกว่า 30,000 บาท หรือเดือนละ 7-8 แสนบาท แต่กลับเหลือกำไรเพียง 2-3 หมื่นบาท
ผู้สื่อข่าวรายงาน วันที่ 4 ต.ค. ที่มิวเซียมสยาม เขตพระนคร กรุงเทพฯ เป็นวันที่ 2 ของงาน Food Carnival “อร่อยเอาเรื่อง” เทศกาลอาหารแห่งปี ซึ่งร่วมจัดโดยเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ และสื่อเครือมติชน ปรากฏฝนเทลงมาอย่างหนักตั้งแต่เช้า แต่พอเข้าช่วงบ่าย เริ่มมีผู้คนสายฟู้ดดี้ ทั้งชาวไทยและต่างชาติ หลายวัยทยอยมาเดินชม-ชิม-ช็อป กันหนาตาขึ้นเรื่อยๆ ร้านค้าทุกโซนได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก รวมถึงสินค้าทางการเกษตร และโซนการบินไทย พาวิเลียน ที่มีผู้แวะเวียนมาชิมและจับจ่ายกันอย่างต่อเนื่อง สำหรับ กิจกรรมวันเสาร์ที่ 4 ต.ค. เริ่มต้นที่บรรยากาศห้องเสวนาล้อมวงเล่า มีผู้สนใจร่วมกิจกรรมหนาตา เริ่มต้นได้ตามกำหนดเวลา 13.00–15.30 น. หัวข้อ “ราษฎรสร้าง(รส)ชาติ” วิทยากรโดย คุณชาติชาย มุกสง ทำหน้าที่พาผู้เข้าร่วม ย้อนกลับไปสู่ช่วงหลัง พ.ศ. 2475 กับการใช้ “อาหาร” เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างพลเมืองใหม่ เมนูพื้นฐานอย่างไข่เจียว ข้าวหน้าไก่ และนมหนึ่งแก้ว จึงไม่เพียงแต่เป็นอาหารประจำวัน แต่ยังสะท้อนบทบาทของรัฐในการสร้างชาติ และช่วงเวลา 16.00–17.00 น. ว่าด้วยเรื่องรสชาติจับต้องได้ มีการสาธิตเมนูป
