แจกสูตรอาหาร และเครื่องดื่ม
สูตรเด็ด “เป็ดย่างไดโว่ ลพบุรี” เคยขายดิบขายดีจนต้องขยายกิจการถึง 7 สาขา แต่ต้องมาฟุบหนักในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำปี 2540 ทำให้เส้นทางชีวิตของ “คมสัน เจียรวนิชพงษ์” เจ้าของร้านพ่วงตำแหน่งพ่อครัวใหญ่ต้องมีอันพลิกผันหลายตลบ ระหว่างทางที่พลิกผัน คมสันผันตัวไปทำงานในโรงแรม ไต่ระดับจนก้าวสู่เชฟใหญ่ในโรงแรมหลายแห่งที่พัทยา จากนั้นหันเหไปเปิดร้านของตัวเอง ล่าสุด ตัดสินใจเริ่มต้นชีวิตพ่อค้าเป็ดย่าง-เป็ดพะโล้ สไตล์ลูกทุ่งริมทางใต้ร่มเพิงพักสังกะสีที่พัทยา เปิดขายเป็ดย่าง-เป็ดพะโล้ มีทั้งก๋วยเตี๋ยวและข้าว ในชื่อร้าน “บ้านก๋วยเตี๋ยวเป็ด” เปิดได้ไม่ถึงเดือน ลูกค้าเข้าออกร้านเป็นว่าเล่น ด้วยรสมือพ่อครัวระดับภัตตาคาร แต่เมื่อมาขายริมทางก็เป็นอันลาภปากคนกิน เพราะเคาะราคาขายจานละ 40 บาทเท่านั้น ทั้งข้าวและก๋วยเตี๋ยว ถ้าเป็นเป็ดพะโล้ หรือเป็ดย่างอย่างเดียวก็ 120 บาท เป็ดนั้นคัดสรรเฉพาะไซซ์ใหญ่ที่สุด คือ XXL และต้องเป็นเป็ดเชอรี่เท่านั้น เพราะมีเนื้อนุ่มและมันเยอะ นำมาย่างจะอร่อยมาก ตัวหนึ่งหนักประมาณ 3.4 กิโลกรัม นำมาหั่นเสิร์ฟชิ้นใหญ่เต็มปากเต็มคำ สำหรับเป็ดพะโล้ของเชฟคมสันนั้นถือว่ามาจากประสบการณ์ทั้งชีวิต
พูดถึงทุเรียนไม่ใช่แค่กินผลสุกๆ เท่านั้น แต่ยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นขนมอย่างอื่นได้อีก ที่จะเห็นบ่อยๆ คงเป็นข้าวเหนียวทุเรียน แต่ที่เราจะพูดถึงนี้คือ ขนมเปี๊ยะไส้ทุเรียนหมอนทองไข่เค็ม เหมือนทุเรียนตั้งแต่รูปลักษณ์ภายนอกจนถึงไส้ข้างในเลยทีเดียว ด้วยกำลังเป็นกระแสอยู่นี่เอง เส้นทางเศรษฐีออนไลน์สอบถามไปยัง คุณฝน-พนัชกร ตาคำ วัย 25 ปี เจ้าของไอเดีย ขนมเปี๊ยะไส้ทุเรียนหมอนทองไข่เค็ม ได้ความว่า คุณฝนเปิดร้านเบเกอรี่อยู่แล้วร่วม 3 ปี ส่วนขนมเปี๊ยะทุเรียนเพิ่งเริ่มทำช่วงหน้าทุเรียน “เห็นขนมเปี๊ยะรูปแบบเดียวกันจึงลองทำตาม ทำเสร็จนำไปโพสต์ในกลุ่มเบเกอรี่ ปรากฏว่าได้กระแสตอบรับดีตั้งแต่วันแรกที่ทำขาย” มีเพื่อนๆ ในกลุ่มเข้ามาแชร์เข้ามาสั่งออร์เดอร์ดี เริ่มจากวันละ 100 ชิ้น จากนั้นเพิ่มเป็น สัปดาห์ละ 1-2 พันชิ้น มีทั้งขายปลีก-ส่ง สามารถสร้างรายได้เฉลี่ย 50,000 บาทต่อวัน ความพิเศษของขนมเปี๊ยะทุเรียน อย่างแรกคือ รูปลักษณ์ที่เหมือนทุเรียนอย่างกับโคลนนิ่งมา อย่างที่สองคือ ไส้ ซึ่งใช้เนื้อทุเรียนหมอนทองนำมากวนเป็นไส้จริงๆ ใส่ไข่เค็มเข้าไป เป็นไส้ทุเรียนไข่เค็ม บรรจุใส่กล่องรูปทุเรียนสุดแปลก มี 3 ไซซ์ให้
หลายคนมักใช้เวลาในวันหยุดสั้นๆเดินทางไปพักผ่อนที่อัมพวา เมืองสำคัญของจังหวัดสมุทรสงครามเพราะระยะทางไม่ไกล ไม่ต้องเร่งรีบ ขับรถสบาย อาหารการกินมีครบทั้งของคาว หวาน และผลไม้ แถมยังมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจหลายแห่ง รวมถึงยังมีร้านอาหารอร่อยให้เลือกมากมาย ‘Sit –nee cafe’เป็นร้านอาหารขนาดเล็กกะทัดรัดที่อัดแน่นด้วยคุณภาพความอร่อยของเมนูหลากหลายชนิดไม่ว่าอาหารไทยทั่วไปและพื้นบ้าน อาหารฝรั่ง อาหารจานเดียว อาหารทานเล่น น้ำหวาน กาแฟ และไอศกรีม คุณพีรวิศร์ ไทยเจริญ หรือคุณอุ๊ เจ้าของร้านบอกว่าจากเดิมมีอาชีพขายกาแฟโบราณมายาวนานทำให้เห็นว่าถึงเวลาแล้วที่ตัวเขาต้องขยับขยายต่อยอดธุรกิจอาชีพ จึงมีความคิดเปิดร้านสเต็ก-กาแฟ แต่กังวลว่าอาจมีทางเลือกให้ลูกค้าน้อยไป สุดท้ายจึงมาลงตัวด้วยการเปิดร้านขายอาหารที่ชื่อ‘Sit –nee cafe’ แห่งนี้ซึ่งเปิดมาเกือบ 3 ปี คุณอุ๊บอกว่ามีความตั้งใจแต่แรกที่ต้องการทำร้านอาหารขนาดเล็กแล้วมีเมนูให้ลูกค้าได้เลือกอย่างครบครันชนิดเล็กพริกขี้หนู เน้นการปรุงอาหารอย่างสะอาด มีคุณภาพ จึงกำหนดเมนูอาหารทั้งแบบไทยพื้นบ้านท้องถิ่น กับอาหารไทยทั่วไป พร้อมจำแนกออกเป็นอาหารตามความต้องการของ
“ทุเรียนน้ำกะทิ นวัตกรรมการแปรรูปใหม่ล่าสุด อีกความสำเร็จบ่งบอกความก้าวหน้าของเกษตรกรไทยก็ไม่แพ้ชาติใดในโลก” คุณพุทธไนย ตันมณี เลขที่ 77 หมู่ที่ 12 ตำบลแก่งหางแมว อำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี เกษตรกรผู้คิดค้นและวิจัยผลิตภัณฑ์ทุเรียนน้ำกะทิเป็นเจ้าแรกและเจ้าเดียวในโลก เล่าถึงประวัติความเป็นมา กว่าจะมีทุกวันนี้ได้ว่า “ผมเรียนจบจากคณะศึกษาศาสตร์ เอกพละศึกษา ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน หลังจากเรียนจบ ผมได้เข้าทำงานที่องค์การตลาดเพื่อเกษตรกรได้ 2 ปี ถือว่ามีความรู้เรื่องข้าวระดับหนึ่ง จึงเอาความรู้ที่มีมาประกอบอาชีพทำข้าวถุงจำหน่ายช่วงปี พ.ศ. 2530 ช่วงนั้นถือว่าประสบความสำเร็จมาก แต่ก็ต้องเลิกรากิจการไปเพราะมีปัญหาลูกค้าไม่ยอมจ่ายค่าสินค้า” เมื่อต้องผิดหวังกับธุรกิจค้าข้าว หลังจากนั้น จึงหันหลังให้อาชีพค้าขายไปทำงานสวนแทน โดยได้ไปซื้อที่ทำสวนอยู่ที่อำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี ปลูกไม้แบบผสมผสาน ปลูกมังคุด ลองกอง สวนป่า พืช สมุนไพร และทุเรียนอินทรีย์ เริ่มทำสวนจริงจังตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 ปลูกแบบขายผลผลิตไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาปี 2540 ประเทศไทยเกิดวิกฤตฟองสบู่แตก คนกลับบ้านมาทำสวนกันเ
ในที่สุด สะตอฝักจากปักษ์ใต้ก็เริ่มปรากฏตัวหนาแน่นตามตลาดสดภาคต่างๆ แล้วนะครับ ราคาเริ่มจะถูกลง แล้วก็มี สะตอข้าว ให้เลือก เป็นสะตอรสมัน เม็ดเล็ก เนื้อหนึบแน่น ฉุนอ่อนๆ ไม่ใช่มีแต่ สะตอดาน ซึ่งกรอบ เม็ดใหญ่ และมีกลิ่นฉุนรุนแรงมาก อันที่จริงสะตอคงมีสายพันธุ์แบบอื่นอีก เช่น ย่าผมซึ่งเป็นคนสุราษฎร์ธานีเคยพูดถึง สะเตียน คือสะตอที่มีเยื่อหุ้มเม็ดสีขาว แล้วที่มีวางขายหลายแห่งก็คือสะตอจากป่าภาคอีสาน ที่เรียก ลูกดิ่ง เพราะเม็ดเรียงเป็นแนวยาวตามแนวฝัก ต่างจากสะตอทั่วไป แถมพ่อผมยังเล่าว่าเคยเดินเท้าจากชายแดนอำเภอสวนผึ้งข้ามเข้าไปในเขตแดนกะเหรี่ยงพม่า สมัยเมื่อเกือบ 50 ปีก่อน ก็ว่ามีต้นสะตอใหญ่ๆ เต็มไปทั้งป่าเลย คนเหม็นกลิ่นสะตอคงไม่เข้าใจว่าคนที่ชอบเขาทนกินกันเข้าไปได้ยังไง แต่แน่นอนว่าคนชอบสะตอก็จะชอบมาก ไม่ว่าจะกินสดๆ เผา ผัดหมู ดองเม็ด หรือดองทั้งฝักแบบคนกงหราที่พัทลุงเขาทำ สูตรที่คนปักษ์ใต้ทำบ่อยและแพร่หลายจนคนภาคอื่นๆ รู้จัก และพอกินตามได้อร่อยด้วย ก็เห็นจะมีผัดพริกแกงกับกุ้งสด และผัดกะปิใส่เนื้อหมูติดมัน บีบมะนาวตบท้ายให้ออกสามรส เค็ม เผ็ด เปรี้ยว อ้อ มีสูตรต้มกะปิหอมแดง ใส่หางกะทิจางๆ หน่อ
ในยุคที่เศรษฐกิจซบเซาแบบนี้ ทำงานประจำอย่างเดียวไม่รอดแน่ การทำงานเสริมจึงเป็นตัวเลือกให้กับหลายคน หางานเสริมไม่ยากเลย ลองจับกระแสสังคมดูว่าตอนนี้ฮิตอะไรกัน ถ้าจับจุดถูกธุรกิจไม่ร่วงง่ายๆ แน่นอน ซึ่งอาชีพที่มาแรงไม่ตกยุคเลยคือ การขายอาหาร หนีทะเลมาลงรู ชื่อร้านน่ารักๆ ขายหอยครกซีฟู้ด เป็นอาชีพเสริมเล็กๆ ที่เพิ่งเริ่มต้น ของ คุณเกศณี ชื่นโพธิ์ชา หรือ พี่เจี๊ยบ วัย 36 ปี พี่เจี๊ยบ เล่าว่า หลังเรียนจบก็ทำงานบริษัทเหมือนคนทั่วไป ปัจจุบันยึดอาชีพเป็นเซลส์ขายพวกโปรเจ็กต์เกี่ยวกับ ประตูเหล็ก ประตูหนีไฟ ทำมากว่า 8 ปี ซึ่งการเป็นเซลส์ไม่ง่าย มีความกดดันสูง ต้องหาโปรเจ็กต์อยู่ตลอด ทำยอดให้ได้ตามเป้า อีกอย่างเริ่มรู้สึกว่าอาชีพนี้ใกล้อิ่มตัว “ทำงานมาสักพัก ความต้องการในการใช้เงินมีมากขึ้น ภาระมีมากขึ้น เลยหาอาชีพเสริมที่ตัวเองพอทำได้ เลยมาลองขายหอยทอดดู” พี่เจี๊ยบดัดแปลงจากหอยทอดธรรมดาทอดในกระทะแบนๆ โดยปรับให้ทานง่ายจากทอดในกระทะใหญ่ๆ หยอดในหลุมขนมใช้ไม้จิ้มเข้าปากได้เลย มีหลายหน้าให้เลือกทาน ทั้ง หอย กุ้ง ปลาหมึก ปูอัด ใช้วัตถุดิบที่ได้คุณภาพ ออกขายตามตลาดนัดใหญ่ๆ ใกล้บ้าน และออกบู๊ธตามงานอาหาร
ในที่สุด สะตอฝักจากปักษ์ใต้ก็เริ่มปรากฏตัวหนาแน่นตามตลาดสดภาคต่างๆ แล้วนะครับ ราคาเริ่มจะถูกลง แล้วก็มี สะตอข้าว ให้เลือก เป็นสะตอรสมัน เม็ดเล็ก เนื้อหนึบแน่น ฉุนอ่อนๆ ไม่ใช่มีแต่ สะตอดาน ซึ่งกรอบ เม็ดใหญ่ และมีกลิ่นฉุนรุนแรงมาก อันที่จริงสะตอคงมีสายพันธุ์แบบอื่นอีก เช่น ย่าผมซึ่งเป็นคนสุราษฎร์ธานีเคยพูดถึง สะเตียน คือสะตอที่มีเยื่อหุ้มเม็ดสีขาว แล้วที่มีวางขายหลายแห่งก็คือสะตอจากป่าภาคอีสาน ที่เรียก ลูกดิ่ง เพราะเม็ดเรียงเป็นแนวยาวตามแนวฝัก ต่างจากสะตอทั่วไป แถมพ่อผมยังเล่าว่าเคยเดินเท้าจากชายแดนอำเภอสวนผึ้งข้ามเข้าไปในเขตแดนกะเหรี่ยงพม่า สมัยเมื่อเกือบ 50 ปีก่อน ก็ว่ามีต้นสะตอใหญ่ๆ เต็มไปทั้งป่าเลย คนเหม็นกลิ่นสะตอคงไม่เข้าใจว่าคนที่ชอบเขาทนกินกันเข้าไปได้ยังไง แต่แน่นอนว่าคนชอบสะตอก็จะชอบมาก ไม่ว่าจะกินสดๆ เผา ผัดหมู ดองเม็ด หรือดองทั้งฝักแบบคนกงหราที่พัทลุงเขาทำ สูตรที่คนปักษ์ใต้ทำบ่อยและแพร่หลายจนคนภาคอื่นๆ รู้จัก และพอกินตามได้อร่อยด้วย ก็เห็นจะมีผัดพริกแกงกับกุ้งสด และผัดกะปิใส่เนื้อหมูติดมัน บีบมะนาวตบท้ายให้ออกสามรส เค็ม เผ็ด เปรี้ยว อ้อ มีสูตรต้มกะปิหอมแดง ใส่หางกะทิจางๆ หน่อ
อดีตพนักงานขายสื่อโฆษณาลาออกมาเป็นออร์แกไนซ์ปรากฏเจอวิกฤตน้ำท่วมธุรกิจเจ๊งไม่เป็นท่า เบนเข็มชีวิตมาขายแกงปูใบยี่หราสูตรปักษ์ใต้ในเฟซบุ๊ก สร้างแฟนเพจ “แกงปูใบยี่หร่า คุณยายแมว” ยอดขายดีเกินคาด ล่าสุดต่อยอดกิจการจากแกงสดมาในรูปแบบฉีกซองพร้อมทาน ขายดิบขายดี ส่งซุปเปอร์มาร็เก็ตชั้นนำทั่วประเทศ คุณอณัฐภิชา หงษ์สิงห์ทอง หรือ คุณบีม เล่าว่า “ก่อนหน้าที่จะมาทำธุรกิจ เคยเป็น AE หรือเซลล์ขายสื่อโฆษณาหนังสือพิมพ์และรายการทีวี จนกระทั่งลาออกจากงานประจำ หันมาเปิดบริษัท ซึ่งเป็นบริษัทออร์แกไนซ์ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะช่วงปี 2554 น้ำท่วมใหญ่ทำให้ธุรกิจลำบาก มีหนีสิน หนที่สุดบริษัทยุติลง ธุรกิจขายแกงปูของคุณบีมแจ้งเกิดบนเฟซบุ๊กราวปี 2556 ตอนที่เจ๊งจากบริษัทออร์แกไนซ์ หญิงสาว บอกว่า ในช่วงนั้นไม่รู้จะทำอะไรดี แต่เห็นว่าคุณแม่ทำอาหารอร่อยโดยเฉพาะขนมจีนน้ำยาใต้ สูตรเฉพาะของครอบครัวใส่ใบยี่หร่า ใส่เนื้อปู ตรงนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการขายขนมจีนออนไลน์ ออร์เดอร์สั่งกันเข้ามาไม่ต่ำกว่า 30 ชุด/วัน ปัจจุบัน ต่อยอดแกงปูใบยี่หร่า คุณยายแมว ไปสู่การแตกไลน์ผลิตภัณฑ์อีกชื่อว่า Thai smile เพราะเจ้าของสินค้ามองว
ผู้สื่อข่าวได้สัมภาษณ์ร้านอาหารแนวบ้านๆ เรียบง่ายของ ครัวเจ๊ปูอาหารป่า ตั้งอยู่ เลขที่ 103/3 หมู่ 8 ตำบลหนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ของเจ๊ปู-นางสาวสินาภรณ์ ศิริบาล อายุ 38 ปี เจ้าของร้านอาหารสุดแซ่บเวอร์อัธยาศัยดี โดยเจ๊ปู ระบุว่า ตัดสินใจที่จะเปิดร้านอาหาร แต่การตกแต่งร้านก็ไม่อยากให้ดูหรูหรามากเกินไปเพราะเกรงว่าลูกค้าบางท่านก็จะมองว่าราคาอาจจะแพงเลยเนรมิตแบบฉบับบ้านๆ ให้ดูเข้าถึงความอร่อยได้ ในราคาที่ย่อมเยา และด้วยตนเองทำธุรกิจเกี่ยวกับการเลี้ยงจิ้งหรีดไข่ขายส่งอยู่ ซึ่งอยู่ใกล้กับบริเวณร้านไม่ไกลมากนัก จึงได้คิดค้นเมนู กินแปลกแหวกแนว โดยการลองผิดลองถูกอยู่หลายครั้ง จนได้สูตรเฉพาะลงตัว กับเมนู “ยำจิ้งหรีดไข่ทอด” จุดเด่นแบบถือว่าเป็นไฮไลต์เลย ต้องแห้งไม่ให้มีน้ำมาก แค่พอขลุกขลิก ซึ่งตั้งทิ้งนั่งนานๆ เมนูนี้ก็ยังรักษาความกรุบกรอบอยู่ และยังเพิ่มเติมกับเมนู “ลาบจิ้งหรีดทอด ส้มตำไทยโรยด้วยจิ้งหรีดทอด” และอีกเมนูที่นำเสนอก็คือ “ไข่เจียวจิ้งหรีดทอด” ที่หน้าตาคล้ายๆ กับ ไข่เจียวหมูสับ ซึ่งเป็นเมนูอาหารสุดโปรดของหลายๆ ท่าน สำหรับร้านเจ๊ปูถ้ามาจากตัวเมืองกาญจนบุรี เดินทางจากถนนเส้นหล
หมูทอดธรรมดาๆ ก็กลายเป็นอาชีพที่มั่นคงได้ ตัวอย่างมีให้เห็นไม่มาก ร้านหมูทอดเฮียวงศ์ ชื่อร้านง่ายๆ ตั้งตามชื่อคนขาย ถูกขนานนามว่าเป็นหมูทอดแมสเซนเจอร์ เพราะลูกค้าส่วนใหญ่เป็นหนุ่มแมสเซนเจอร์แทบจะทั้งหมด เปิดขายมาร่วม 10 ปี เฮียวงศ์ อายุ 40 ปี หนุ่มต่างจังหวัดเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ยังหนุ่ม จนวันนี้กลายเป็นเจ้าของร้านหมูทอดสูตรเด็ดมื้อเที่ยงขวัญใจแมสเซนเจอร์ เฮียวงศ์ เล่าว่า ก่อนหน้านี้ทำอาชีพเซลส์ เป็นอาชีพที่ดีแต่ใช่ว่าเป็นเซลส์จะขายของได้ตลอดเวลา เงินเดือนน้อยต่างจากค่าครองชีพที่สูงลิ่ว อดถึงขนาดที่ต้องเดินวนชิมของตามห้างอิ่มท้องแล้วไปต่อ หรือไม่ก็ซื้ออาหารลดราคาในห้างราคา 10 บาท ซื้อข้าวสวยจากข้างทางประทังชีวิต “คิดว่าออกมาหาอะไรทำดีกว่า ที่พอจะเป็นอาชีพให้กับเราได้ ตอนนั้นคิดแค่นี้ ลองทำดูจะยังไงก็ช่าง เลือกขายอาหารเพราะยังไงขายอาหารไม่มีทางอดตายอยู่แล้ว” เฮียวงศ์ เล่าต่อ เมื่อคิดได้ หยิบยืมเงินจากเพื่อนมาเปิดร้านขายหมูเล็กๆ เป็นห้องสังกะสีให้เช่า 2 ห้อง จ่ายค่าเช่าเป็นรายเดือน เดือนละประมาณ 5,000 บาท ห้องแรกเอาไว้ทอดหมู รับออร์เดอร์ ส่วนอีกห้อง มีเก้าอี้ 1 ตัวให้นั่งกินกันแบ
