แจกสูตรอาหาร และเครื่องดื่ม
หนุ่มพิษณุโลกนำสูตรบะหมี่จับกังมาจากกรุงเทพฯ มาปรับปรุงสูตรใหม่จนรสชาติอร่อยกลมกล่อม ไม่เผ็ด และไม่เลี่ยน สามารถรับประทานได้อย่างอร่อยลงตัว โดยบะหมี่จับกังที่ จ.พิษณุโลก 1 ชามใช้บะหมี่ 4 ก้อน ราคาเพียง 40 บาท หลังจากเปิดบริการวันแรก มีลูกค้าอุดหนุนคึกคัก สำหรับผู้ที่ชื่นชอบรับประทานบะหมี่ วันนี้แนะนำกันที่ จ.พิษณุโลก ที่ได้เปิดบริการขายบะหมี่ เย็นตาโฟหม้อไฟ ที่อร่อยถูกปาก โดยร้านนี้คือ ร้านบะหมี่จับกัง ที่ตั้งอยู่ที่อาคาร@พระลือ เลขที่ 37 ถนนพระลือ ซอย 1 อ.เมือง จ.พิษณุโลก มีนายสุทธิภัทร ชูสกุลพัฒนา อายุ 47 ปี หรือ เซฟท็อป เป็นเจ้าของร้าน และร้านเปิดให้บริการเมื่อวานนี้ วันที่ 11 พ.ค.เป็นวันแรก มีประชาชนที่ชื่นชอบรับประทานบะหมี่ที่ทราบข่าวต่างเดินทางมารับประทานกันจำนวนมาก ทั้งนี้ ร้านบะหมี่จับกังแห่งนี้มีเมนูเด่น คือ บะหมี่จับกัง เย็นตาโฟหม้อไฟ โดยเฉพาะบะหมี่จับกังที่มีรสชาติอร่อยถูกปาก เชฟท็อป บอกว่า ร้านของตนได้นำสูตรบะหมี่จับกังมาจากกรุงเทพฯ จากนั้นได้มีปรับปรุงสูตรเพิ่มเติม จนรสชติอร่อย ไม่เผ็ด และไม่เลี่ยน สามารถรับประทานได้อย่างลงตัว อร่อยกลมกล่อม โดยชามหนึ่งตนจะใช้บะหมี่ 4 ก้อน
ร้านข้าวหมูแดงนายโอว นครสนุก (เจ้าเก่า) ถนนหลวง ใกล้สี่แยกวรจักร กรุงเทพฯ เปิดขายมานานกว่า 70 ปี คุณเซ้ยหมวย เลิศสำราญพินิจ หรือ เจ๊หมวย เจ้าของร้านรุ่นที่ 2 บอกว่า ทางร้านทำวัตถุดิบเองทุกอย่าง อาทิ หมูแดง หมูกรอบ กุนเชียง ไข่ไก่ต้มยางมะตูม ทำเองวันต่อวัน โดยเฉพาะน้ำราดที่เข้มข้นตามสูตรโบราณ เคล็ดลับความอร่อยของหมูแดง หมูกรอบ และกุนเชียง เริ่มจากหมูกรอบ เลือกใช้หมูสามชั้นที่มีส่วนเนื้อมากกว่าส่วนมันเล็กน้อย ทำความสะอาดอย่างดี แล้วนำมาพอกด้วยเครื่องปรุงของทางร้าน ก่อนนำไปย่างจนกรอบ หมูสามชั้น 7 กิโลกรัม ย่างจนแห้งสุกจะเหลือ น้ำหนักเพียง 1 กิโลกรัม สำหรับหมูแดง นำมาหมักด้วยเครื่องปรุงสูตรพิเศษทิ้งไว้ประมาณ 3-4 ชั่วโมง นำมาย่างด้วยเตาถ่าน จนสุกหอมแล้วนำมาหั่นเป็นแว่นๆ ชิ้นพอดีคำ ส่วนกุนเชียง ทางร้านทำครั้งละ 100 กิโลกรัม เพราะสามารถเก็บไว้ได้นาน โดยใช้วิธีการย่างกุนเชียงเพื่อให้หอมกรุ่น จนออกมาเป็นหมูกรอบเนื้อนิ่ม หนังกรอบ หมูแดงนิ่ม กุนเชียงหอม และน้ำราดหมูแดงที่เข้มข้นรสกลมกล่อม ส่วนข้าวสวย ทางร้านใช้ข้าวสวยเม็ดร่วน เนื้อนิ่ม ที่เหมาะสำหรับทำข้าวหมูแดง เมนูแนะนำของร้าน ถ้าถามคนขายก็ต้
ภาวะเศรษฐกิจในยุคนี้ ใครๆ ก็อยากมีอาชีพเสริม แม้ว่าจะมีงานประจำ มีเงินเดือน แต่ถ้ามีอาชีพเสริม มีรายได้เสริม ก็จะยิ่งทำให้ครอบครัวมั่นคงขึ้น เช่นเดียวกับ คุณอัฑฒนิตย์ สิทธิวุฒิ หรือ คุณออง วัย 48 ปี คุณออง มีงานประจำอยู่ที่ เทศบาลตำบลคลองโยง อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม แน่นอนว่ามีรายได้ประจำ ทำงานที่นี่มานานกว่า 20 ปี แต่ด้วยเหตุผลที่คุณออง เล่าว่า เธอเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ต้องดูแลลูกสองคนซึ่งอยู่ในวัยกำลังเติบโต จึงคิดหาอาชีพเสริม และเริ่มทำมาตั้งแต่เมื่อราวปี 2552 “ทีแรกที่คิดหาอาชีพเสริม ก็งงๆ อยู่ไม่รู้จะทำอะไรเหมือนกัน แต่ก็หาจากสิ่งใกล้ตัว คือพี่สาวเป็นคนทำกับข้าวเก่ง ก็เลยมาลงตัวที่น้ำพริก เพราะคิดว่า เป็นอาหารทานง่าย ขายง่าย และเก็บได้หลายวัน ขายไม่หมดก็เก็บไว้ได้ เริ่มต้นไปขายที่ตลาดน้ำลำพญา วันแรกขายได้ 800 บาท ดีใจมาก” คุณออง เล่าให้ฟัง จากวันแรกที่ขายได้ 800 บาท มาจนถึงวันนี้ ผ่านไป 7-8 ปี เธอมีรายได้ต่อสัปดาห์ (ขายเฉพาะวันเสาร์ – อาทิตย์) เพิ่มเป็น 8,000 บาท จึงน่าสนใจว่าเธอทำได้อย่างไร เริ่มต้น ก็ขายน้ำพริกปลาร้าคั่วแห้งสมุนไพร เมื่อเป็นที่รู้จักและมีลูกค้าประจำ จากนั้น ก็ขยายประ
สวัสดีค่ะทุกคน มื้อเช้าวันนี้มีอะไรทานกันหรือยังเอ่ย? ขนมปังโฮลวีตปิ้งสักแผ่นสองแผ่นดีไหมคะ แต่เอ…ทานเปล่าๆก็จะน่าเบื่อหน่อยๆ ว่าไหมคะ จะทาด้วยแยมผลไม้ หรือนูเทลล่าก็กลัวจะหวานและทำให้อ้วนเกิน อยากชวนเพื่อนๆ มาช่วยกันทำเฮเซลนัทนูเทลล่าแบบ Vegan หวานน้อย ด้วยกัน ทำง่าย อร่อยง่าย เก็บไว้ทานได้หลายวัน สะดวกสุดๆ ส่วนประกอบน้อย หาง่าย ดังนี้ค่ะ เฮเซลนัท * 100 กรัม เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ** 100 กรัม น้ำมันมะพร้าว 20 กรัม ผงโกโก้ 20 กรัม เมเปิลไซรัป 40 กรัม กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา * และเหตุผลที่วินได้เลือกที่จะนำเมนูนี้มาแบ่งปันกับเพื่อนเฮลท์คิทเช่น กันในครั้งนี้ ก็ด้วยคุณประโยชน์ของเฮเซลนัท ที่หลายๆ คนอาจจะยังไม่ทราบกัน เพื่อนๆ อาจจะเคยได้ยินและรู้จักเฮเซลนัทจากขนมที่นำเจ้าถั่วชนิดนี้มาเคลือบช็อกโกแลตกันบ้าง แต่นอกจากความอร่อยของมันและ เฮเซลนัท ยังอุดมไปด้วยสารอาหารมากมาย เช่น วิตามินอี ที่มีส่วนช่วยในการฟื้นฟูร่างกาย กระตุ้นสารต้านอนุมูลอิสระ
นายธเนศ พลการ หนุ่มชาวตำบลเขากอบ อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง ที่จบด้านอาหารอย่าง Food Science จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ชักชวน นางสาวลำแพน เสถียร ภรรยาสาวนักการบัญชี ลงมาเปิดร้านที่บ้านเกิดชื่อว่า “ขนมเปี๊ยะปิ้งบ้านพะยูน” ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนสายตรัง-กระบี่ ใกล้ปากทางเข้าสู่ถ้ำเลเขากอบ หนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง แล้วนำสูตรขนมเปี๊ยะที่ได้รับการถ่ายทอดจากรุ่นคุณยาย มาปรับให้มีความพิเศษตรงที่กรอบนอก แต่เนื้อในนุ่ม พร้อมกับมีให้เลือกซื้อนับสิบไส้ อาทิ ไส้หมูแดง ไส้กะหรี่ไก่ ไส้มันม่วง ไส้ถั่วพริกไทย สำหรับจุดเด่นที่สุดของขนมเปี๊ยะที่นี่ก็คือ การนำมาปิ้ง แทนที่จะนำไปอบ หรือทอด ซึ่งแม้จะต้องใช้เวลาถึง 15 นาทีต่อชิ้น แต่ก็ถือว่าคุ้มค่า เพราะได้ขนมที่ออกมาแสนอร่อย แถมยังช่วยเก็บไว้ได้นานขึ้น เพียงแค่นำไปใส่ในตู้เย็นที่สะอาด และหากต้องการรับประทาน ก็นำออกมาอุ่นไฟอ่อนๆ ด้วยกระทะเหล็กแบบไร้น้ำมันเท่านั้น ก็จะได้ขนมที่รสชาติหรือคุณภาพไม่เปลี่ยน อีกทั้งการนำเนยละลาย มาใช้เป็นส่วนผสมของการทำแป้ง เมื่อนำไปปิ้ง จึงทำให้ขนมที่ออกมาแทบไม่มีน้ำมัน ซึ่งตรงกับเทรนด์สุขภาพที่กำลังมาแรงอยู่ในขณะนี้พอดี นอกจา
ร้านเตี๋ยวตกโอ่ง ตั้งอยู่ริมถนนเพชรเกษม หลักกิโลเมตรที่ 310 + 400 ทางขึ้น กรุงเทพมหานคร ต.เกาะหลัก อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ มีไอเดียแปลกโดยการนำโอ่งมังกร ที่ปั้นจากดินเผามาใส่ก๋วยเตี๋ยว สร้างความแปลกใหม่ให้แก่ลูกค้า อีกทั้งการใช้โอ่งยังสามารถเก็บความร้อนได้นานขึ้น ซึ่งมีราคาโอ่งขนาดธรรมดา 35 บาท โอ่งใหญ่ 40 บาท น้ำแข็งบริการฟรีนอกจากนี้ยังมีอาหารอื่นๆอีกมากมายเช่น เกาเหลาตกโอ่ง หมูตุ๋นต้มยำหม้อไฟ ขาไก่ตุ๋นหม้อไฟ ลูกชิ้นปลาลวกจิ้ม และอาหารจานเดียว ราคา 30-40 บาท เจ้าของร้าน เปิดเผยว่า ตนเป็นชาวราชบุรีมาเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวอยู่ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จึงคิดว่าอยากนำสัญลักษณ์ของจังหวัดราชบุรีมาขาย นั่นก็คือโอ่งมังกร และไก่อบส่วนใหญ่ก็จะใช้โอ่งมังกรเอามาอบ เพราะจะทำให้มีกลิ่นหอม จึงให้ช่างออกแบบโอ่งมังกรที่นำมาแทนชามเพื่อจะใส่ก๋วยเตี๋ยว โดยช่างทำการปั้นเป็นพิเศษ และได้นำเข้าเตาเผา เพื่อให้โอ่งดินได้มาตรฐานของวิชาการปั้นโอ่ง จากนั้นเปลี่ยนชื่อร้านก๋วยเตี๋ยวว่า “เตี๋ยวตกโอ่ง” เพื่อให้รู้ถึงเอกลักษณ์ของโอ่งมังกร ส่วนคำว่าตกก็คือเตี๋ยวน้ำตก ที่ลูกค้าชื่นชอบ อีกทั้งโอ่งจะเก็บความร้อนได้ดี จะนั
หลายคนคงเคยไปเดินตลาดวังหลัง ใกล้กับโรงพยาบาลศิริราช กันมาบ้างแล้ว คงรู้ว่าทั้งของกิน ข้าวของเครื่องใช้สารพัดอย่าง ต่างรวมกันอยู่ที่แห่งนี้เพื่อให้เหล่าบรรดานักช็อปได้เพลิดเพลินสำราญใจกันไป แต่สิ่งหนึ่งที่หลายคนเมื่อช็อปแล้ว คงเหน็ดเหนื่อย อยากหาน้ำแก้กระหายสักแก้ว ให้ผ่อนคลายชื่นใจ ขอแนะนำร้านเล็กๆ อยู่ข้างที่จอดรถวังหลัง ใกล้ธนาคารธนชาต จะมีร้านจับเลี้ยง ภายใต้ชื่อ “นายต้น” ที่เป็นร้านน้ำสมุนไพรที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะความหอม ด้วยกลิ่น และรสชาติเข้มมากที่เป็นสูตรเฉพาะ ไม่เหมือนใครนี้เองที่หลายปากต่างร่ำรือถึงจับลี้ยงเจ้านี้ นายสุนทร เลี้ยงประไพพันธ์ เจ้าของธุรกิจร้านน้ำสมุนไพรเพื่อสุขภาพ “นายต้น” ย้อนรอยธุรกิจให้ฟังว่า ได้ลองผิดลองถูกในการทำสูตรน้ำสมุนไพรจับเลี้ยงหลายต่อหลายครั้ง กว่าจะได้สูตรผสมที่ลงตัว ในแบบฉบับของร้านนายต้น ที่พูดเลยว่า รสชาติเข้มและกลิ่นหอมของน้ำจับเลี้ยงนี่เอง นับเป็นสูตรเฉพาะและเป็นจุดขายสำคัญที่ใครๆ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า คุณภาพดีจริง ครบเครื่องด้วยสมุนไพรจับเลี้ยงแท้ๆ และราคาไม่แพง ซึ่งราคาขายจะอยู่ที่แก้วละ 15-20 บาท และขวดราคาจะอยู่ที่ 20-
หลายคนคงเคยไปเดินตลาดวังหลัง ใกล้กับโรงพยาบาลศิริราช กันมาบ้างแล้ว คงรู้ว่าทั้งของกิน ข้าวของเครื่องใช้สารพัดอย่าง ต่างรวมกันอยู่ที่แห่งนี้เพื่อให้เหล่าบรรดานักช็อปได้เพลิดเพลินสำราญใจกันไป แต่สิ่งหนึ่งที่หลายคนเมื่อช็อปแล้ว คงเหน็ดเหนื่อย อยากหาน้ำแก้กระหายสักแก้ว ให้ผ่อนคลายชื่นใจ ขอแนะนำร้านเล็กๆ อยู่ข้างที่จอดรถวังหลัง ใกล้ธนาคารธนชาต จะมีร้านจับเลี้ยง ภายใต้ชื่อ “นายต้น” ที่เป็นร้านน้ำสมุนไพรที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะความหอม ด้วยกลิ่น และรสชาติเข้มมากที่เป็นสูตรเฉพาะ ไม่เหมือนใครนี้เองที่หลายปากต่างร่ำรือถึงจับลี้ยงเจ้านี้ นายสุนทร เลี้ยงประไพพันธ์ เจ้าของธุรกิจร้านน้ำสมุนไพรเพื่อสุขภาพ “นายต้น” ย้อนรอยธุรกิจให้ฟังว่า ได้ลองผิดลองถูกในการทำสูตรน้ำสมุนไพรจับเลี้ยงหลายต่อหลายครั้ง กว่าจะได้สูตรผสมที่ลงตัว ในแบบฉบับของร้านนายต้น ที่พูดเลยว่า รสชาติเข้มและกลิ่นหอมของน้ำจับเลี้ยงนี่เอง นับเป็นสูตรเฉพาะและเป็นจุดขายสำคัญที่ใครๆ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า คุณภาพดีจริง ครบเครื่องด้วยสมุนไพรจับเลี้ยงแท้ๆ และราคาไม่แพง ซึ่งราคาขายจะอยู่ที่แก้วละ 15-20 บาท และขวดราคาจะอยู่ที่ 20-
ปิ่นโตเถาเล็กสุดแสนดีใจได้เจอร้านอาหารพื้นบ้านอร่อยล้นเหลือที่เพิ่งเปิดมาเพียงปีเดียว ขายแค่วันละ 2 รอบ ขอกระซิบบอกว่าถ้าจองตอนนี้ก็อีกประมาณ 5 เดือนถึงจะได้ลิ้มลอง ร้านนี้มีชื่อว่า บ้านนวล ซ่อนตัวอยู่ใน ซอยสามเสน 2 เจ้าของร้านคือสองศรีพี่น้องมือสมัครเล่น ที่ตอนนี้กลายเป็นมืออาชีพ มีพี่สาวชื่อยุวรัตน์คือแม่ครัว ควบคู่กับเป็นติวเตอร์สอนภาษาอังกฤษ และน้องชาย ทอมมี่ คือฟู้ดสไตลิสต์ คอยดูแลหน้าร้าน ปิ่นโตเถาเล็กโชคดีได้น้องผึ้ง-นุชสินี เพื่อนของน้องยุเป็นผู้จองให้ (แม้แต่เพื่อนก็ต้องจองล่วงหน้าไม่เว้นนะจ๊ะ) เพราะรู้ว่าข้าพเจ้าชื่นชอบร้านแบบนี้มาก เจ้าของร้านสาวโสดนี้จะออกแนวศิลปินอินดี้สักหน่อย (แต่ใจดีมากไม่เย่อหยิ่ง) เพราะต้องจองร้านผ่าน อินสตาแกรม (Instagram) baannual372 ทาง Direct Message หรือจองผ่านไลน์ (Line) (มี Line ID 0818897403) แค่สองช่องทางนี้เท่านั้น บอกวันเวลาจำนวนคนที่จะไป แล้วน้องยุมักจะมาตอบในตอนเช้ามืดวันรุ่งขึ้น พอถึง 1 อาทิตย์ก่อนวันนัด น้องยุก็จะส่งข้อความมาให้ยืนยันคิวอีกครั้ง พร้อมกับส่งเมนูมาให้ว่าจะสั่งอะไรบ้าง ซึ่งแฟนๆ ต้องสั่งล่วงหน้าให้พอไปเลย สั่งเมนูละกี่จานให
กับข้าวไทยภาคกลางสำรับหนึ่งที่มีนามอันเป็นปริศนา ทว่าทำง่าย เก็บไว้กินได้นาน ทั้งยังพลิกแพลงได้หลายสูตร กินแกล้มผักแกล้มของทอดของต้มได้อร่อย ก็คือ “ผัดพริกขิง” ครับ ปริศนาของมันคือชื่อ ทำไมถึงชื่อผัดพริก “ขิง” ทั้งที่เกือบทั้งหมดของสูตรที่ทำกินกัน แทบไม่มีขิงเป็นส่วนประกอบเลย (แน่นอนว่าสูตรที่เขาใส่กันก็มีนะครับ) แม้ในตำราเก่าๆ ก็ไม่ปรากฏ แถมแม่ครัวมีชื่อสมัยเกือบร้อยปีที่แล้ว อย่าง ม.ร.ว.หญิงเตื้อง สนิทวงศ์ เคยแสดงความสงสัยไว้ในหนังสือตำรับสายเยาวภา (พ.ศ. 2478) ว่า “..ยังเครื่องปรุงอีกชนิดหนึ่งซึ่งเรียกกันว่าพริกขิงผัด แต่ไม่มีขิงเลย ไม่ทราบเหตุผลว่าทำไมจึงเรียกกันเช่นนี้ และไม่ทราบจะไปค้นที่ไหนได้ ข้าพเจ้าได้เรียนถามท่านผู้หลักผู้ใหญ่ท่านก็ว่าไม่ทราบเหมือนกัน..” ก็น่างงอยู่นะครับว่า แล้ว “ขิง” มันหายไปไหน ถ้าเราพิจารณาพริกแกงแบบไทย ว่าแท้ที่จริงแล้วมันก็เป็นเครื่องปรุงร่วมวัฒนธรรมอุษาคเนย์ ที่ต่างล้วนแต่รับอิทธิพลมาจากเครื่องแกงมุสลิมเปอร์เซียและอินเดียใต้ ผมก็อยากเดาล้วนๆ ว่า แต่ก่อน ซึ่งต้องนานมากกว่าหนึ่งศตวรรษ คือก่อนจะมีการบันทึกสูตรอาหารไทยกันไว้เป็นตำรา เครื่องผัดพริกขิงไทยก็ค
