แจกสูตรอาหาร และเครื่องดื่ม
คุณบุญชุบ สุวรรณฉวี อยู่บ้านเลขที่ 11 หมู่ที่ 1 ตำบลบ้านปราโมทย์ อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม เล่าให้ฟังว่า มีอาชีพขายกล้วยทอดมาทั้งแต่สมัยรุ่นคุณแม่ โดยในช่วงนั้นเธอก็ได้มาเรียนรู้วิธีการทำตั้งแต่อายุ 15 ปี ก็เกิดความชำนาญสามารถช่วยกิจการงานที่บ้านได้ จนต่อมาเธอจึงได้ยึดอาชีพขายกล้วยทอดตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา “เราก็ช่วยแม่ก่อนตอนนั้น เรียกว่าช่วยแม่ขายมาตลอดทุกวัน ก็ได้เรียนรู้วิธีการทำกล้วยทอดจากแม่แบบดังเดิมเลย ต่อมาพอแม่เสียชีวิต ก็ไม่คิดที่จะเลิกขายกล้วยทอดก็ยังขายอยู่ เพราะสูตรนี้ยังมีคนชอบกิน เรียกว่าขายมาตลอดจากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็เกือบ 50 ปีแล้ว ที่ขายอยู่ที่ตรงนี้” คุณบุญชุบ เล่าถึงที่มา กล้วยที่ใช้ทอดขายให้กับลูกค้านั้น คุณบุญชุบ บอกว่า จะเลือกกล้วยน้ำว้าสวนที่ปลูกในพื้นที่ โดยที่กล้วยน้ำว้าสวนมีความพิเศษคือมีรสชาติที่อร่อย กล้วยที่เลือกมาทำกล้วยทอดจะเลือกกล้วยที่แก่พอดี ไม่สุกและไม่อ่อนมีอายุตามที่กำหนด ซึ่งกล้วยน้ำว้าที่นำมาทอดจากสวนสามารถขายได้ถึงวันละ 600 ผลกันเลยทีเดียว เมื่อได้กล้วยที่มีลักษณะตามที่ต้องการจะนำมาปลอกเปลือกออก จากนั้นผ่ากล้วยน้ำว้าตามแนวยาวผล ให้มีลัก
กลุ่มชาติพันธุ์ไทย-ลาว ที่อยู่ริมสองฝั่งโขงทั้งในประเทศไทยและประเทศลาว เรามีวัฒนธรรมร่วมกันหลายอย่างที่ยังคงสืบต่อมาจนปัจจุบัน ทั้งภาษา ศาสนา การแต่งกาย และอาหารที่แทบจะไม่ต่างกันเลย โดยเฉพาะในเรื่องของอาหารการกินที่กินข้าวเหนียวเป็นหลักพร้อมกับกับข้าวที่ทำขึ้นง่ายๆ จากวัตถุดิบที่หาได้ในท้องถิ่นตามฤดูกาล กินผักกินปลาแม่น้ำโขงเป็นหลัก น้ำพริกหรือเครื่องจิ้มชนิดหนึ่งที่แพร่หลายอย่างมากคือ ป่นปลา ซึ่งพบว่าชาวลาวนี้กินกันมานาน ดังปรากฏอยู่ในบันทึกของเพียสิง จะเลินสิน ที่ได้จดบันทึกตำรับอาหารพระราชวังหลวงพระบางที่เขาได้คลุกคลีอยู่ในห้องเครื่องในวังหลวง ก่อนที่จะถึงแก่อนิจกรรมใน ค.ศ.1967 ในสมุดจดเล่มนั้นได้กล่าวถึง ป่นปาเลิม (ปลาเลิม) ซึ่งหมายถึงปลาเทพา อันเป็นปลาหนังจำพวกหนึ่งที่มีมากในแม่น้ำโขง เขาบอกถึงวิธีทำว่านำชิ้นปลาไปต้มกับเกลือหรือน้ำปลา มีหอม กระเทียม พริกสด และมะเขือเปราะอ่อนนำไปหมกไฟให้สุกเรียกว่าเครื่องหอม แล้วจึงตำให้เข้ากันกับเนื้อปลา เติมน้ำต้มปลาให้พอข้น ปรุงรสด้วยน้ำปลา โรยต้นหอม ผักชี และใบมะกรูดซอย กินกับแกงส้ม แตงกวาและผักแนม ป่นปลาในปัจจุบันทำจากปลาหลายชนิดไม่จำกัดแต่ปล
อดีตพนักงานแผนก GM MD ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ GMM GRAMMY อย่าง คุณปุ๋ย-จุฑามาศ ย่อจันทร์ สาวสวยวัย 27 ปี เจ้าของผลิตภัณฑ์ “คุณนายหัวเห็ด แหนมเห็ดสามอย่าง” เปิดตัวด้วยการแนะนำตัวให้เรารู้จักว่า จบการศึกษาคณะบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ครั้นเมื่อมีครอบครัวจำต้องลาออกจากงานไปเป็นแม่บ้าน ดูแลบ้านและสามี ส่วนรายได้เสริมของแม่บ้าน คุณปุ๋ย เล่าว่า เธอชอบสรรหาสินค้ามาขายตามสื่อออนไลน์ เช่น เครื่องสำอาง อาหารเสริม เสื้อผ้า แต่เป็นงานเสริมที่ไม่ประสบความสำเร็จ จึงต้องมองหางานใหม่ที่สร้างรายได้ดีกว่านี้ จากความสนใจเป็นพิเศษในด้านการเข้าครัวปรุงรสอาหาร และชอบทานเห็ดเป็นชีวิตจิตใจ ยามไปจ่ายตลาดเจอะเจอวัตถุดิบประกอบอาหารมากหน้าหลายตา แต่กลับต้องมาสะดุดที่เห็ด เพราะมีหลากหลายชนิดเหลือเกิน เลยเกิดความคิดอยากจะน้อมนำพระราชดำริในรัชกาลที่ ๙ ที่ทรงส่งเสริมให้มีการแปรรูปอาหารทางการเกษตร คือ การนำผลผลิตทางการเกษตรมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างอาชีพ ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง คุณปุ๋ย เล่าต่อ ศึกษาข้อมูลวิธีการแปรรูปอยู่นาน ลองผิดลองถูกสูตรแหนมเห็ดหลายต่อหลายครั้ง จนมาถึงครั้งที่ 6 ปรากฏรสชาติออกมาน่าพอ
ไม่ใช่แค่อาหารไทยที่ผู้บริโภคชาวจีนชื่นชอบ แต่ผลไม้อย่าง ทุเรียน มังคุด ลำไย ส้มโอ กล้วยไข่ และมะม่วง ก็ติดอันดับผลไม้ไทยที่คนจีนรู้จักเป็นอย่างดีด้วยเช่นกัน ถึงขนาดมีคำกล่าวของคนประเทศนี้ว่า“กินอาหารจีนต้องกินที่มณฑลกวางตุ้ง แต่ต้องกินกับข้าวหอมมะลิ เสร็จแล้วต้องตบท้ายด้วยผลไม้ไทย ถึงจะครบสูตร ซึ่งรสชาติผลไม้ไทยที่ถูกปากมากที่สุด คือ ทุเรียนและมังคุด” “ราชาและราชินีผลไม้” เป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลก นิ้วทองคำ ใช้เคาะทุเรียน ขายนาน 28 ปี หลายคนถ้าอยากกินข้าวเหนียวมะม่วง หรือทุเรียนสด ต้องหาทานตามฤดูกาลเท่านั้น แต่บนถนนเยาวราชหรือที่รู้จักกันดีว่าไชน่าทาวน์ ย่านที่มีของอร่อย เลื่องชื่อเรื่องอาหารทั้งเมนูคาวหวาน รสชาติถูกปากคนไทยและต่างชาติ มีอยู่ร้านหนึ่งมีเมนูดังกล่าวให้รับประทานหน้ำใจทั้งปี ร้านนี้ชื่อว่า “ทุเรียน – บัวลอย นิ้วทอง” “ทุเรียน – บัวลอย นิ้วทอง” ร้านที่มีลักษณะเป็นรถเข็นเปิดตั้งแต่ 18.00-03.00น.อยู่หน้าห้างทองโต๊ะกัง สาขา 3 ผู้ก่อตั้ง คือ คุณรุ่งโรจน์ และ คุณอภิญญา ทับทอง สองสามีภรรยาชาวจีน ค้าขายย่านเยาวราชมานานกว่า 28 ปี ก่อนหน้านี้จำหน่ายแต่บัวลอย ต่อมาเพิ่มทุเรียนสดด้วย
ร้านขายขนมไทยบนพื้นที่เล็กๆ ริมถนนสะพานยาว อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดขายตั้งแต่เช้าตรู่และหมดอย่างรวดเร็วในช่วงสายๆ เกือบทุกวัน หยุดเพียงวันเดียวคือวันอาทิตย์ และทุกเช้าก็มีลูกค้ามารอซื้อขนมไทยรสชาติถูกปากนี้มากมาย เป็นร้านแห่งความหวานที่ถ่ายทอดจากรุ่นคุณยายมาสู่คุณป้ายังสาวอย่าง “หญิง” นางสาวสุชาดา ชลามาตย์ หญิงสาวที่ยังแลดูอ่อนเยาว์ทำให้หลายคนกลับไม่เชื่อว่าเธอทำขนมเองทั้งหมด เพราะขนมที่เห็นเป็นขนมไทยพื้นบ้านภาคใต้ซึ่งหารับประทานได้ยากยิ่งแล้วในสมัยนี้ พี่หญิง หรือ ป้าหญิง ของเด็กๆ ละแวกนี้เล่าให้ฟังว่า อดีตเคยช่วยแม่ขายขนมไทยทำให้มีความชำนาญในการทำขนมไทยพื้นบ้านภาคใต้แทบทุกชนิด ซึ่งแม่ของเธอก็เคยช่วยยายทำขนมไทยมาเช่นเดียวกัน การเรียนรู้วิธีทำขนมของแม่จากยายถ่ายทอดมาสู่หลานสาว หญิงสาวที่ทำขนมมาตั้งแต่เด็กจนจบการศึกษาปริญญาตรี คณะศิลปศาสตร์ เอกวัฒนธรรม จากมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช แต่มีความใฝ่รู้ใฝ่เรียนด้านขนมไทยอย่างเต็มเปี่ยมทำให้เธอเรียนรู้เคล็ดลับและวิธีการต่างๆ จากการช่วยแม่ทำขนมมาตั้งแต่เด็กๆ เรียกได้ว่าสืบทอดความหวานจากรุ่นสู่รุ่นเลยทีเดียว การทำขนมไทยในสมัยโบรา
สร้างเสียงหัวเราะจากรุ่นสู่รุ่นมา 30 กว่าปีแล้ว สำหรับกลุ่มคณะตลก “ชวนชื่น” กลุ่มคณะตลกที่เป็นลักษณะครอบครัว ก่อตั้งโดย “พ่อดม” หรือ อุดม ทรงแสง โดยมีพื้นฐานจากการเป็นคณะลิเกมาก่อน ปัจจุบันนอกจากรับงานแสดงตลกตามสถานที่ต่างๆ ยังจัดตั้งบริษัทรับจัดงานแสดง โชว์ตัวผลิตรายการโทรทัศน์ อีกด้วย “จิ้ม ชวนชื่น” พี่ชายคนโต หนึ่งในสมาชิกตลกคณะชวนชื่น ระยะหลังนอกจากผลงานทางจอแก้วและจอเงิน ล่าสุดยังผันตัวมาร่วมทำธุรกิจร้านอาหารด้วยการรีแบรนด์ร้าน “กระท้อน ไก่ลอยฟ้า” ให้กลายเป็น “กระท้อนไก่ลอยฟ้า บาย ชวนชื่น” รับหน้าที่คอยสร้างความบันเทิง และเสียงหัวเราะในรูปแบบใหม่ที่ไม่เหมือนใคร มิติใหม่วงการร้านอาหาร ร่วมหุ้นนักธุรกิจ & ตลก จิ้ม ชวนชื่น เผยว่า ร้านกระท้อน ไก่ลอยฟ้า ซึ่งตั้งอยู่ที่ ถนน บางนา-ตราด กม 1 ตรงข้ามไบเทค บางนา เปิดมาตั้งแต่ปี 2529 เป็นร้านที่มีอาหารอร่อยหลากหลายมากกว่า 200 เมนู อาทิ ไก่ย่างลอยฟ้า หนังไก่กรอบ เนื้อข้างในเหนียวนุ่มกำลังดี กินคู่กับแตงกวา แครอต หัวไชเท้าดอง มีน้ำจิ้มสูตรเฉพาะของทางร้านทำเอง เมนูต่อมาที่อร่อยไม่แพ้กัน คือ เป็ดแดดเดียว ใช้เนื้อหน้าอก หนังกรอบเนื้อนุ่มอร่อย
สัปดาห์นี้ เป็นร้านที่ “เดอะเกรท” บก.ข่าวมติชนทีวี นำเสนอ ถ้าว่ามาคุยให้ฟังอยู่ 2-3 วัน ถึงความถูกอกถูกใจ ก็น่าจะเด็ดไม่น้อย และนับจากนี้เป็นการเล่าของ “เดอะเกรท” ล้วนๆ ไม่เจือปนด้วยความรู้สึกนึกคิดใครทั้งสิ้น “เคยเป็นแบบนี้ไหมครับ เวลาขับรถออกมาจากบ้านไปแล้วสักพักจะรู้สึกหิว อยากจะฝากท้องกับร้านอาหารข้างทางแบบง่ายๆ ทำให้ต้องขับไปมองไป ร้านไหนดี ที่เห็นทั่วๆ ไปก็ไม่หนี ป้ายเชิญชวนร้านข้าวมันไก่ ข้าวขาหมู ข้าวราดแกง ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ เย็นตาโฟ ราดหน้ายอดผัก ข้าวผัดปู อะไรทำนองนี้แหละ หรือบางทีก็คิดง่ายๆ เดี๋ยวแวะร้านอาหารตามปั๊มน้ำมันเอาก็ได้ เพราะมีร้านกาแฟไว้ตบท้ายก็สะดวกดี ทั้งมีที่จอดรถ แต่บางครั้งเข้าไปแล้วก็รู้สึกผิดหวัง บางร้านอาหารรสชาติเหมือนกินกันตาย เสียดายเวลาว่างั้นเถอะ ส่วนร้านอาหารข้างทาง บางทีก็ต้องลุ้นเอา ร้านไหนอร่อย สะอาด น่าแวะนั่งหรือเปล่า บางทีก็ใช้วิธีสังเกต ถ้าร้านไหนมีรถจอดเยอะ ก็น่าจะโอเคนะ แต่ก็ใช้วัดมาตรฐานไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะบางทีที่จอดตามๆ กันเข้าไป อาจจะร้องเสียงหลงออกมา กินเข้าไปได้ไงเนี่ย! แต่ช่วงสายๆ วันก่อนพาทีมงานขับรถออกจากมติชน ม
จังหวัดเชียงใหม่..ไม่เพียงเพราะเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของประเทศ หากแต่..เสน่ห์ ของดินแดนล้านนาต่างหากที่ทำให้..เชียงใหม่ ไม่เคยหลับใหล ยิ่งแสงสียามค่ำ คงทำให้ความรู้สึกของวัยรุ่นหนุ่มสาว-กลุ่มคนเที่ยวกลางคืนคึกคักและสนุกสนานมากขึ้น เสียงเพลงดังลอดออกมาจากร้านค้าในย่านบันเทิงกลางเมืองเชียงใหม่ แม้ภายในจะมีอาหารหลากหลายเมนูให้เลือกเสพ แต่กลิ่นหอมเย้ายวนใจของ..ปลาหมึกย่างบนเตาถ่านที่ไฟกำลังคุ..จากพ่อค้าเร่ข้างนอก กลับดึงดูดความสนใจของลูกค้าหญิงชายได้มากกว่า สมศักดิ์ หรือ ศักดา แก้วเงิน หนุ่มวัยกลางคน เอื้อนเอ่ยว่า นี่คือเหตุผลที่ตัดสินใจเดินออกจากร้านเหล้า ซึ่งตนเองเล่นดนตรีอยู่กับเพื่อนๆ ออกมาทำ ‘กับแกล้มเทพเจ้า’ โคตรอร่อย ตระเวนไปตามแหล่งท่องเที่ยวทุกค่ำคืน โดยนำชื่อกลุ่มมอเตอร์ไซค์ชอปเปอร์ ‘ก๊อดออฟธันเดอร์ – God of thunder’ มาเป็นเอกลักษณ์ประจำตัว “เดิมผมจะเล่นดนตรีตอน 3 ทุ่ม แต่ก็จะไปร้านก่อนตั้งแต่ 1 ทุ่ม ไปช่วยเขาทำกับแกล้มให้ลูกค้าที่มานั่งดื่มในร้าน เพราะร้านก็เป็นพรรคพวกกัน ผมชอบคิดเมนูใหม่ขึ้นเอง ทำออกมาแล้วอร่อย แต่ที่น่าแปลกคือ เวลารถเร่ปลาหมึกย่าง หรือส้มตำ มาจอดหน้าร้าน ลูกค
สมัยนี้ช่องทางสร้างอาชีพใหม่เกิดขึ้นให้เห็นมากมาย แต่อาชีพที่เป็นตัวเลือกชั้นดีให้กับผู้ประกอบการหน้าใหม่เห็นจะเป็นการขายอาหารและของกิน เพราะเชื่อว่าซื้อง่ายขายคล่อง ถึงคู่แข่งจะเยอะแต่ขายได้แน่นอน เหมือนกับคุณหนุ่ย-วราภรณ์ ดอกษร วัย 39 ปี ที่ผันตัวจากอาชีพค้าขายเสื้อผ้าในตลาด เมื่อคิดจะขายต้องตามแฟชั่นให้ทันอยู่ตลอดเวลา ยิ่งขายยิ่งคู่แข่งเยอะ และที่สำคัญต้นทุนสูงแต่กำไรน้อย ขายได้ประมาณ 4-5 ปี จึงมองหาช่องทางสร้างอาชีพใหม่ให้ตัวเอง โดยเน้นไปที่ของกิน สุดท้ายกลายมาเป็นร้านข้าวเหนียวหมูทอด อาหารทานง่ายเจาะกลุ่มลูกค้าทุกกลุ่ม ตั้งแต่เด็กถึงผู้ใหญ่ รวมถึงนักศึกษาและวัยทำงาน คุณหนุ่ยเล่าว่า เธอไม่มีความรู้ในการทำข้าวเหนียวหมูทอดมาก่อน แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาเมื่อไม่มีก็ไปเรียนให้เป็น จนสามารถเปิดร้านขายเป็นของตัวเอง ปัจจุบันเปิดมาได้ราว 6 ปี ร้านข้าวเหนียวหมูของคุณหนุ่ยเป็นร้านเล็กๆ ตั้งด้วยโต๊ะหนึ่งตัวปูผ้าให้สวยงาม มีถาดใส่หมู และกระติกใส่ข้าวเหนียวร้อนๆ มีหมูให้เลือก 4 แบบ คือ หมูหวาน หมูเค็ม หมูสวรรค์ และหมูฝอย แต่ละชนิดมีรสชาติกลมกล่อมแตกต่างกันไป ลูกค้าทานแล้วติดใจยกใหญ่ ขายดีหมดเกลี้ยงทุ
เอ่ยถึง ไข่จะละเม็ด ให้คนรุ่นปัจจุบันฟัง เป็นได้ส่ายหัว ไม่รู้จัก พาลจะถามไปด้วยว่า “ไข่ปลาจะละเม็ด” เหรอครับ ยิ่งพอบอกว่าเอา ไข่จะละเม็ด นี่ล่ะมายำกับมังคุดกลีบเล็กๆ งงเข้าไปหนัก มังคุดเอามายำได้ด้วยหรือ ไข่จะละเม็ดที่ว่านี้คือไข่ของเต่าทะเลครับ ลักษณะจะเป็นฟองกลมๆ เปลือกนุ่ม ไม่แข็งเหมือนไข่ไก่ ลูกเล็กกว่ามะนาวหน่อย เอามาต้มน้ำเดือด จะต้มนานแค่ไหน พอฉีกเปลือกไข่ออกมาไข่ขาวจะเหลวข้น ไข่แดงจะแข็ง มันมาก ซอยหอม กระเทียมพริกขี้หนู ทำน้ำยำ คลุกข้าวกินกับไข่เต่า สุดยอดจริงๆ ครับ ผมได้กินไข่จะละเม็ดครั้งสุดท้าย สมัยเด็กวัยรุ่น ก็น่าจะผ่านไปมากกว่า 30 ปีแล้ว (อายุจริงเท่าไหร่ ไม่บอก คำนวณเอาเอง) สมัยนั้นเต่าทะเลยังไม่ใช่สัตว์สงวน เก็บไข่เต่ามาขายกันได้ พอถึงหน้าไข่เต่า มีขายตามตลาดสดทั่วไป ถ้าไข่เต่าเก่าเก็บมานาน เอามาต้มแล้วไข่แดงจะแข็งมาก กินไม่อร่อย สู้ไข่เต่าใหม่ๆ ไม่ได้ แต่เพื่อการอนุรักษ์เต่า คนไทยเลยพร้อมใจกันงดกินไข่เต่า ไม่มีขายมานานมากแล้ว มีคนบอกว่ามีไข่เต่าข้ามฟากจากพม่ามาขายในไทย ชื่อของไข่จะละเม็ดไปพ้องกับชื่อ ปลาจะละเม็ด ไม่มีใครให้ความหมาย ที่มาของชื่อจะละเม็ดไว้ แล้วทำไมเป็น
