Leadership
อินเตอร์เน็ต และสมาร์ตโฟนเข้ามามีอิทธิพลกับชีวิตประจำวันของผู้คนไปเสียแล้ว จะทำอะไรก็ดูจะง่าย สะดวกสบายไปเสียหมด ไม่ว่าจะเป็นการหาข้อมูลข่าวสาร พูดคุยติดต่อกับคนอื่น การจองรถยานพาหนะ ทำงานดูหนังฟังเพลงต่างๆ รวมถึง การซื้อ-ขายออนไลน์ หรือ อีคอมเมิร์ซ (E-Commerce) ที่เพียงเข้าเว็บ กดสั่งของที่ต้องการ จ่ายเงินผ่านสมาร์ตโฟน และรอรับของได้ที่บ้าน แค่นี้ก็ซื้อของเสร็จแล้ว ผู้ประกอบการในยุคใหม่ ต่างปรับตัวเข้ามาค้าขายในออนไลน์มากขึ้น เนื่องจากความต้องการของผู้บริโภค ที่ต้องการความสะดวก รวดเร็ว และง่าย ในการเข้าถึงสินค้า โดยในปี 2560 ช่องทางซื้อขายหลักๆ มาจากโซเชียลมีเดียถึง 40% รองลงมาเป็น อีมาร์เก็ตเพลส 35% และช่องทางออนไลน์ต่างๆ ของแบรนด์ 25% ซึ่งหากใครปรับตัวก้าวตามไม่ทัน กิจการก็อาจปิดตัวลงได้เลยทีเดียว คำถามต่อมาคือ “แล้วต้องปรับตัวอย่างไรล่ะ?” กูรูอีคอมเมิร์ซของไทย อย่าง คุณป้อม-ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ CEO and Founder Tarad Dot Com Group และอดีตนายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย ได้กล่าวถึง “เทรนด์ตลาด E-Commerce ประเทศไทย ในปี 2019” ในงานสัมมนา ก้าวทันก่อน
การหาลูกค้าใหม่ มีต้นทุนสูงกว่ารักษาลูกค้าเก่า ผลการศึกษาทางด้านการตลาดยืนยันเอาไว้เช่นนี้ ซึ่งเชื่อเถอะครับ มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะกว่าที่กลุ่มเป้าหมายของเราจะกลายมาเป็นลูกค้าได้ เราต้องจ่ายตั้งแต่ค่าโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ใช้คนกล่อม มีโปรโมชั่น ยื่นข้อเสนอต่างๆ นานา แต่คนที่เป็นลูกค้าแล้ว เขารู้จักสินค้า รู้จักองค์กรของเรา หากถนอมน้ำใจให้ดี เขาก็พร้อมซื้อซ้ำ การซื้อซ้ำ ทำให้ต้นทุนลดลง เพราะไม่ต้องโฆษณา ไม่ต้องประชาสัมพันธ์ ไม่ต้องส่งคนไปกล่อมอีก ทว่า…ธุรกิจจำนวนไม่น้อย กลับมุ่งแสวงหาลูกค้าใหม่มาเพิ่ม เพราะมีความเชื่อว่า ลูกค้าใหม่ยิ่งเยอะ ยอดขายจะยิ่งเพิ่มขึ้น แต่ลองคิดดีๆ ว่า ถ้าลูกค้าใหม่มาเพิ่ม แต่ลูกค้าเก่าค่อยๆ หายไป คงเหมือนการตักน้ำใส่ตุ่ม แล้วมีรูรั่ว เติมเท่าไหร่ก็คงไม่เต็ม ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ผมมีโอกาสพูดคุยกับเพื่อนพ้องน้องพี่ เกี่ยวกับการใช้บริการอินเตอร์เน็ต ฟังการระบายปัญหาแล้วพอจะสรุปได้ว่า “โดนเท” อาการโดนเทของลูกค้าค่ายอินเตอร์เน็ต อาการคล้ายๆ กัน คือ พอใช้ไปแล้วเกิดปัญหาเวลาโทรติดต่อคอล เซ็นเตอร์ หรือสอบถามข้อมูลต่างๆ มักไม่ได้รับการตอบสนองแบบใส่ใจ จนบาง
ไม่ชอบเดินตามซุปเปอร์มาร์เก็ต แต่ถ้าตามตลาดนัดหรือตลาดน้ำ หากมีเวลาหรือวันไหนที่ไม่ร้อนมากนัก เป็นต้องไปทุกครั้ง ตามตลาดน้ำ ตลาดนัดมีของให้ดูให้ชม โดยเฉพาะตลาดน้ำ มีของให้ชิมมากมาย ส่วนมากก็เป็นพืชผลผลิตของชาวบ้าน พืชผักพื้นถิ่นบางชนิด ไม่คุ้นตา ไม่รู้จัก ก็ได้แต่ทายทัก ไถ่ถามแม่ค้าอารมณ์ดีที่เป็นชาวบ้านแถวนั้น แม่ค้าบางคนถ้าพูดจาถูกปากถูกคอ ทั้งแจกทั้งแถมกันเลยทีเดียว ตลาดน้ำจึงเป็นตลาดของชาวบ้าน เพื่อชาวบ้านและชาวเราโดยแท้ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาได้แวะเวียนไปตลาดน้ำวัดลำพญา ซึ่งอยู่ในจังหวัดนครปฐม ไปถึงแทบจะหาที่จอดรถไม่ได้ แน่นไปหมด ผู้คนมาจากสารทิศ ซึ่งดูได้จากป้ายทะเบียนรถของแต่ละคัน ลงจากรถเดินดุ่มสู่ตลาด ของกินของใช้ ของสด ของแห้ง ดูละลานตา หันไปเห็นยอดฟักข้าวและเสาวรส เลยซื้อติดมือมาอย่างละกำ ด้วยแม่ค้าหน้าตาดี อายุน่าจะเจ็ดสิบ พูดจาฉอเลาะ ริมฝีปากแดงเปรอะไปด้วยน้ำหมาก จึงได้พูดคุยกันถูกคอ และซักไซ้ไล่เลียง จนได้ความว่า สามีเป็นคนปลูก (มีสามีซะแระ) ไว้ตามรั้วบ้าน ด้วยบ้านอยู่ใกล้แม่น้ำ พวกผักเหล่านี้จึงอวบอูมงดงาม อยากไปเยี่ยมชมถึงเรือนชาน แต่ก็ให้เกรงใจสามีของเธอ แต่ไหนแต่ไรมา
ถึงวันนี้ “อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์” แบรนด์ยิ่งแกร่งขึ้น หลังโฟกัสตลาดถูกจุด โดนใจลูกค้าคนรุ่นใหม่ สร้างความต่าง หนีห่างคู่แข่ง เน้นพัฒนาคอนโดมิเนียมเกาะแนวรถไฟฟ้า รัศมีไม่เกิน 500 เมตร ตั้งราคาขายไม่เกินตารางเมตรละ 7-8 หมื่นบาท ท่ามกลางตลาดแข่งเดือด และเกิดคำถามมากมาย “คอนโดฯ” จะล้นตลาดหรือไม่ ใครเป็นคนซื้อ จะขายได้รึเปล่า ? “ชานนท์ เรืองกฤตยา” ซีอีโอค่ายอนันดา ให้สัมภาษณ์พิเศษ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตลาดคอนโดฯยังขายได้ เพราะแนวโน้มการอยู่อาศัยในโลกใบใหม่มาทางนี้ มาพร้อมกับเทคโนโลยีดิจิทัล แผนปีนี้ “อนันดา” จึงตั้งเป้ายอดโอน 40,507 ล้านบาท เป็นคอนโดฯมากถึง 35,912 ล้านบาท ส่วนแนวราบ 4,595 ล้านบาท พร้อมเปิดตัว 22 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 48,022 ล้านบาท เป็นอาคารชุด 13 โครงการ มูลค่ารวม 39,616 ล้านบาท และแนวราบ 9 โครงการ มูลค่า 8,406 ล้านบาท “เราเน้นทำเลรถไฟฟ้าเป็นหลัก โดยเฉพาะสายสีเขียวบีทีเอสทั้งในเมืองและส่วนต่อขยาย” สิ่งที่ท้าทายในปีนี้ เรื่องแรกผมมองว่า “การเมืองยังไม่นิ่ง” จะมีเลือกตั้งหรือไม่ ผมคงเฉย ๆ แล้ว ขอแค่อย่าทะเลาะกันก็พอ เรื่องที่สอง “กำลังซื้อ” เพราะราคาที่ดินแรงและแพงมาก ทำให้
“ประยุทธ มหากิจศิริ” ที่ทุกคนรู้จักกันดีในนาม “เจ้าพ่อเนสกาแฟ” มหาเศรษฐี อันดับ 18 ของเมืองไทย ปี 2015 จัดโดย Forbes ด้วยมูลค่าทรัพย์สิน 4.56 หมื่นล้านบาท และยังมีธุรกิจอีกมากในอาณาจักรตระกูลมหากิจศิริ ในนาม “บริษัทพีเอ็ม กรุ๊ป” ที่เจ้าสัวได้ปลุกปั้นขึ้นมากับมือ มีทั้งธุรกิจผลิตเหล็ก สนามกอล์ฟ อุตสาหกรรมพลังงาน มูลค่ารวมหลายหมื่นล้านบาท จากประสบการณ์ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมากว่า 70 กะรัต วันนี้อาจจะเป็นเวลาที่ความรู้ต่างๆ ได้ตกผลึก และพร้อมถ่ายทอดแบ่งปันสู่คนรุ่นใหม่ และสังคม เมื่อ 2 ปีก่อน เจ้าสัวประยุทธ เคยลุกขึ้นมาจับปากกาเขียนหนังสือ “ลองดู ประยุทธ มหากิจศิริ” จัดพิมพ์ครั้งแรกเมื่อต้นปี 2558 จนมาถึงตอนนี้มียอดพิมพ์กว่า 1.5 แสนกว่าเล่มแล้ว เพื่อบันทึกประวัติชีวิต 5 รุ่น “มหากิจศิริ” พร้อมแบ่งปันความรู้ และประสบการณ์ต่างๆ มาแชร์ให้คุณลองนำไปประยุกต์ใช้ โดยจัดพิมพ์แจกจ่ายให้ตามห้องสมุดในโรงเรียน มหาวิทยาลัย เพื่อเป็นสาธารณประโยชน์ ใครที่พลาด หรือยังไม่ได้อ่าน เจ้าสัวประยุทธ ก็ขอถือโอกาสนี้ ลุกขึ้นมาเปิดคอมพ์ ขยับเมาส์ โพสต์สเตตัส เปิดเพจ “Let’s Try S
หาก “รายได้” คือเป้าหมายของการทำธุรกิจ “กำไร” จึงกลายเป็นผลที่ต้องได้รับ แต่จะมีสักกี่คนเลือกมองข้ามสิ่งนี้ไปก่อน “อนันต์ อัศวโภคิน” คือหนึ่งในผู้คิดต่าง เขาเลือก “ให้ ก่อน รับ” และคำตอบของความคิดแบบนี้ นำมาซึ่งความ “รวย” ทุกครั้งที่ “อนันต์ อัศวโภคิน” บอสใหญ่ของแลนด์แอนด์เฮ้าส์ และธุรกิจในเครือรุกจะทำธุรกิจอะไรเป็นน่าจับตามองทั้งสิ้น เหมือนอย่างสมัยก่อนที่เขาปล่อยแนวคิดบ้านพร้อมอยู่ออกมา ใครๆ ในวงการอสังหาริมทรัพย์ต่างงงกันว่าเขาจะมาไม้ไหน เพราะนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์สมัยก่อนเขาจะขายกระดาษเพื่อเอาเงินสดใส่กระเป๋าก่อน แล้วถึงจะเริ่มก่อสร้างโครงการ แต่เขากลับไม่คิดเช่นนั้น เพราะเขาเชื่อว่าคนที่ซื้อบ้านต้องอยากเห็นบ้าน อยากจับต้องวัสดุ และอยากเห็นของจริงทั้งหมด ก่อนจะตัดสินใจซื้อบ้าน เพราะบ้านราคาไม่ใช่ถูก แถมยังต้องอยู่กันทั้งชีวิต เขาจึงตอบสนองลูกบ้านด้วยการให้ผู้ซื้อ เพียงแค่ยกกระเป๋าเดินทางเข้ามาก็สามารถอยู่ได้เลย จนกลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ของลูกค้าเมื่อหลายสิบปีก่อน กระทั่งเขามีความคิดในการทำธุรกิจค้าปลีกอสังหาริมทรัพย์ในเทอร์มินอล 21 อโศก ซึ่งหลักคิดของเขาบอกว่าที่นี่จะไม่มีห้างส
ปัจจุบันนี้ คนยุคใหม่มีความสนใจในการทำธุรกิจ และต้องการเป็นเจ้าของธุรกิจอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนั้น วันนี้เส้นทางเศรษฐีจึงมีเทคนิคดีๆ จาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ดวงใจ หล่อธนวณิชย์ อาจารย์ประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดร.ดวงใจ บอกว่า คนยุคนี้ถ้าจะเริ่มต้นทำธุรกิจจะทำอย่างไรนั้น มีเรื่องที่ต้องคำนึงถึง 4 ข้อคือ 1.ต้องรู้จักสินค้า ลักษณะเด่น จุดแข็งของสินค้าที่จะสามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้คืออะไร ต้องชัดเจน 2.การรู้จักกลุ่มเป้าหมาย ว่าเราต้องการขายสินค้าไปให้ใคร รสนิยมของกลุ่มนี้เป็นอย่างไร 3.สินค้าที่เรามี จะเข้าถึงกลุ่มลูกค้า กลุ่มนั้นได้อย่างไร 4.คนกลุ่มนี้รับสื่อ รูปแบบไหน เราชอบการรับสารแบบใด เมื่อตอบ 4 ข้อข้างต้นนี้ได้ คำแนะนำต่อมาสำหรับคนรุ่นใหม่ที่อยากทำธุรกิจ เป็นการเตรียมตัวให้กับตัวเอง ดร.ดวงใจ บอกว่า ง่ายๆ เลย คือ 1.เริ่มต้นทำจากสิ่งที่ชอบ เพราะสิ่งที่ชอบจะทำให้เกิดความอยากทำและรักที่จะได้ทำสิ่งนั้น และเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ต้องดูว่าความชอบของเราคืออะไร ถนัดแบบไหน ต้องถามตัวเองและตอบตัวเองให้ได้ 2.ค้นคว้า ใส่ใจอย่างที่สุด ทำให้สุดๆ อย่าครึ่งๆ กลางๆ ค้นคว้าก็ต
ทุกคนสามารถดำรงตนตามรอยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช กันได้ทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ “เจ้าของร้านขายก๋วยเตี๋ยว” เพราะตลอดชีวิตผ่านมาของเขา นับตั้งแต่เรียนวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีตาก อำเภอเมือง จังหวัดตาก ก่อนที่จะกลับบ้านเกิด เพื่อมาบวชเรียนที่วัดโตนดหลวง อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เขาดำรงตนในเพศสมณะที่น่าเคารพ ศึกษาธรรมะอย่างเข้าใจ กระทั่งไปอ่านหนังสือ “ตัวกูของกู” ของท่านพุทธทาสภิกขุ จึงทำให้เขาคิดอยากจะไปสวนโมกขพลาราม ที่อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อสนทนาธรรมกับท่านพุทธทาสภิกขุสักครั้ง ก่อนที่จะลาสิกขามาช่วยเหลือครอบครัวในการทำธุรกิจรับซื้ออาหารทะเลที่บ้าน เขายอมรับว่าการสนทนาธรรมครั้งนั้น ทำให้เขาเข้าใจตัวเองมากขึ้น โดยเฉพาะหลักธรรมที่ว่ามนุษย์ย่อมมีด้านดี และด้านเลว มีด้านมืด และด้านสว่าง มีประสบความสำเร็จ และล้มเหลว เราจะเลือกอย่างไหน อยู่ที่ตัวเราเองทั้งสิ้น เพราะทุกข์ก็อยู่ที่ตัวเรา สุขก็อยู่ที่ตัวเรา ดังนั้น เมื่อเขานำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาประยุกต์ใช้กับชีวิตด้วย จึงยิ่งทำให้ทุกอย่างง่ายลง จนเกิดความสงบขึ้นมาภายในจิตใ
อุปนิสัย 7 ประการของ “ธนินท์ เจียรวนนท์” เชื่อกันว่ามี “DNA” แห่งความสำเร็จที่ฝังอยู่ในผู้ประสบความสำเร็จในชีวิต หน้าที่ การงาน และส่วนตัว ซี่งหากเราสามารถ “ถอดรหัส” ออกมาและปฏิบัติตามเยี่ยงอย่างได้ เราก็จะสามารถมีผลสำเร็จได้เช่นกัน DNA ที่ว่านี้ หาใช่ยีน หรือ รหัสพันธุกรรม ที่ติดตัวกันมาแต่กำเนิดแต่อย่างใด แต่คืออุปนิสัย ใจคอ ทัศนคติ ค่านิยม (Values) ที่คนๆนั้นเชื่อและยึดถือ ดังเช่นที่สะท้อนอยู่ในหนังสือ “7อุปนิสัย สำหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิ่ง” (7 Habits of Highly Effective People) ของ สตีเฟน โควีย์ ที่ได้รับการตีพิมพ์และปฏิบัติตามจากคนหลายล้านคนทั่วโลก สำหรับตัวอย่างในประเทศไทยนั้น หากเราจะลองถอดรหัสความสำเร็จของ ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ ผู้ได้รับการจัดอันดับโดยนิตยสาร ฟอร์ปส จากสหรัฐอเมริกา ให้เป็นผู้มีความมั่งคั่งมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของไทย จะพบว่ามีอุปนิสัยอย่างน้อย 7 ประการของเขาที่อาจจะไม่ตรงกับของ สตีเฟน โควีย์ เสียทีเดียว แต่บุคคลทั่วไปอาจจะสามารถนำมาปรับใช้เพื่อประสบความสำเร็จได้ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของคนไทยและเอเชีย ดังต่อไปนี้ 1.ความ
คนรุ่นใหม่นิยมเป็นฟรีแลนซ์มากกว่าเป็นลูกจ้าง แต่อย่าริอ่านหาญกล้าเป็นฟรีแลนซ์ ถ้ายังไม่สามารถทำตามเคล็ดลับ 7 ข้อนี้ได้ เคล็ดลับ ที่ไม่ลับนี้ ผมได้มาจากการประมวลความต้องการของคนที่เคยใช้บริการฟรีแลนซ์ และคนที่อยากใช้บริการฟรีแลนซ์ ซึ่งก็ตอบคล้ายๆ กัน จนสามารถประมวลออกมาได้ 7 ข้อ ใครที่คิดเป็นฟรีแลนซ์ควรสังวร และถามตัวเองก่อนว่า พร้อมหรือเปล่า เหตุเริ่มต้นมาจากรุ่นน้องคนหนึ่งที่จ้างช่างภาพอิสระ ถ่ายรูปงานรับปริญญาให้ ดูหน่วยก้านจากอุปกรณ์ ก็พอทำให้คนจ้างอุ่นใจได้ว่าจ้างไม่ผิดคน งานเสร็จปุ๊บ คนจ้างก็ใจดี จ่ายเงินให้หมดตามตกลงกัน หลังจากนั้นก็ตั้งตารอดูรูปรับปริญญา หมายจะโพสต์เฟซบุ๊กอวดเพื่อนให้หนำใจ ผ่านไปเดือนเศษ ไม่มีวี่แววว่าจะได้รูป ติดตามถามไถ่ ได้แต่คำตอบว่า “กำลังแต่งรูป” หรือไม่ก็ “ช่วงนี้งานเข้า” ตามมาด้วยคำขอโทษ และขอผัดผ่อนเวลานัดหมาย เจอแบบนี้เข้าไป ผมว่าคนจ้าง “เซ็ง” ยิ่งกว่า “เซ็งเป็ด” ฟรีแลนซ์พวกนี้ควรประณามครับ ทำให้คนอื่นๆ ที่เป็นคนรับผิดชอบ เป็นฟรีแลนซ์ที่ดี พลอยมัวหมองไปด้วย เพราะคนจ้างคงแหยงฟรีแลนซ์ทุกคนในโลกไปเลย ถ้าเจอแบบนี้ เหตุนี้แหละครับ ผมเลยตั้งโจทย์ง่ายๆ ว่า คว
