Leadership
คนที่ทำธุรกิจขนาดย่อมมาระยะหนึ่งแล้ว ถ้าถูกถามว่าใครคือลูกค้าของคุณ คำตอบพรั่งพรูครับ “เยอะแยะ…ใครก็ได้ที่ซื้อ” บางทีก็ตามมาด้วยชื่อคนโน้นคนนี้ ถ้าถามคนที่กำลังจะเริ่มต้นทำธุรกิจว่า เล็งไว้หรือยังว่าใครคือลูกค้า “คนที่มีกำลังซื้อ…คนระดับกลางถึงบน…วัยรุ่น…” ถ้าคำตอบแบบนี้อาจจะกว้างเกินไป สำหรับคำถามว่าใครคือลูกค้า เวลาพูดถึงเรื่องของลูกค้า นักการตลาดมีการแบ่งยิบย่อย เกี่ยวกับนิยามของความเป็นลูกค้าไว้หลายอย่าง แต่ผมอยากกล่าวถึงสัก 4 อย่าง ให้เราเก็บเอาไว้พิจารณาเวลาทำธุรกิจ อย่างแรก “ลูกค้าเป้าหมาย” เวลาถูกถามตอนที่เริ่มทำธุรกิจ หรือกำลังจะทำธุรกิจ คนถามมักถามถึงสิ่งนี้ครับ “ลูกค้าเป้าหมาย” ชื่อชัดเจนในตัวเองอยู่แล้วว่า เป็นเพียงแค่ “เป้าหมาย” ยังไม่ใช่ของจริง ลูกค้าเป้าหมาย คือ คนที่เราคิดว่าอยากจะคบค้าด้วย อยากขายของให้เขา อยากให้เขามาซื้อของเรา อยากให้เขาเป็นลูกค้าประจำกันไปแสนนาน แต่ในชีวิตจริง…บางที เขาไม่เคยชายตาแลซะด้วยซ้ำ…ช้ำจริงๆ ลูกค้าเป้าหมาย มาจากการประมวลความคิด ความเหมาะสมทั้งหมดทั้งมวลว่า ทั้งสินค้า ทั้งราคา ทั้งวิธีหาช่องทางเข้าถึง ทั้ง
ทุกครั้งที่มีโอกาสไปประเทศญี่ปุ่น นอกเหนือจากการทำภารกิจทางด้านการงานแล้ว ในทุกคืนของทุกวัน ผมมักจะหาโอกาสไปเดินเล่นในที่ต่างๆ หรือบางครั้งก็นั่งรถไฟฟ้าเข้าไปในเขตเมือง แถวชิบูย่า ฮาราจูกุ ชินจูกุบ้าง เพื่อไปสำรวจตลาด และเพื่อซื้อของที่แต่ละคนฝากมา เพราะอย่างที่ทุกคนทราบดี สินค้ายอดฮิตที่คนไทยนิยมฝากซื้อของมากเป็นอันดับแรกขณะนี้คือ รองเท้าโอนิซึกะ บาย นิปปอน เมด รองลงมาคือ นาฬิกาแบรนด์ญี่ปุ่น ครีม และเครื่องสำอางแบรนด์ญี่ปุ่น รวมไปถึงยาชนิดต่างๆ ที่ผลิตจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งผ่านมาเทศกาลการซื้อของฝากมักจะวนเวียนอยู่แต่สินค้าเหล่านี้ มีบ้างบางครั้งที่พรรคพวกเพื่อนฝูง อาจฝากซื้อปากกาลบได้บ้าง หรือไม่ก็ฝากซื้อเสื้อผ้าแบรนด์มูจิ หรือยูนิโคล่ แต่สำหรับครั้งนี้มาแปลกหน่อย เพราะน้องๆ ในออฟฟิศกลับฝากซื้อกระเป๋าอเนลโล (ANELLO) และกระเป๋าพอเตอร์ (PORTER) ซึ่งผมไม่รู้จักเลย ทั้งยังไม่เคยได้ยินมาก่อนด้วย แต่เมื่อฟังน้องๆ ที่ออฟฟิศ และน้องๆ สื่อมวลชนที่ร่วมคณะไปด้วยกัน ต่างเดินหาซื้อกระเป๋า 2 ยี่ห้อนี้ จึงทำให้ผมพลอยอุ่นใจ เพราะเราแค่เดินตามเขาไป ก็น่าจะซื้อฝากโดยไม่ยาก แต่กระนั้น ผมก็อดคิดในแบบของผ
ในช่วงเวลาปลายปีที่แล้วราคาข้าวตกลงเป็นอย่างมาก สร้างความทุกข์ร้อนให้กับชาวนา และทำให้ชาวนาต้องดิ้นรนที่จะทำการสีข้าวและขายข้าวเองตรงไปยังผู้บริโภคแทนที่จะขายให้กับโรงสีเหมือนในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลางความยากลำบากก็ย่อมสร้างโอกาสที่จะพัฒนาตนเอง หลายท่านก็เริ่มเรียนรู้ในการใช้เครื่องมือดิจิตอล เช่น โซเชียลมีเดีย เฟซบุ๊ก มาช่วยในการทำการขายข้าวโดยตรง ใช้ไลน์ในการติดต่อพูดคุยกับลูกค้า แถมยังใช้การแชร์ตำแหน่งที่ตั้งเพื่อนัดลูกค้ามารับสินค้าตามสถานที่กำหนด ผู้เขียนเชื่อว่าในปีต่อๆ ไปด้วยประสบการณ์เหล่านี้จะทำให้ชาวนาและผู้บริโภคมีการเปลี่ยนพฤติกรรมไป และจะทำให้เกิดผลกระทบแบบฉับพลันทันใดอันเนื่องมาจากกระแสดิจิตอล (Digital Disruption) ในวงจรห่วงโซ่การค้าข้าว การที่เกษตรกรขายสินค้าตรงไปยังผู้บริโภค ในยุโรปเองได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก มีการเปิดตลาดนัดสินค้าเกษตร (Farmer Market) ในพื้นที่เขตเมืองเพื่อให้ผู้บริโภคกับเกษตรกรเจอกันโดยตรง โดยมีการกำหนด 1 วันของทุกสัปดาห์ที่เกษตรกรจะนำสินค้ามาขาย ผู้บริโภคก็สามารถจะซื้อสินค้าจากผู้ผลิตด้วยความมั่นใจว่าสินค้าสดใหม่ โดยในปัจจุบันได้มีการพัฒนาใช้เทคโนโลย
ปัจจุบันขีดความสามารถในการพัฒนาและเข้าถึงเทคโนโลยีเกี่ยวกับ ระบบอินเตอร์เน็ต และสมาร์ตโฟน ของคนในสังคมเพิ่มสูงมากขึ้น แทบจะเรียกได้ว่า ใครๆ ก็สามารถเข้าถึงสิ่งเหล่านี้ได้ ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของโลก หรืออยู่บนพื้นที่ก็แล้วแต่ ขอเพียงแค่มีอินเตอร์เน็ตเข้าถึงในพื้นที่นั้น ก็สามารถเข้าถึงเรื่องราวบนโลกออนไลน์ได้อย่างรวดเร็ว และง่ายดาย คุณเสกสรร เทิดสิริภัทร หรือ ฉายา เสกสรร ปั้น Youtube เจ้าของไอเดียเด็ดที่สร้างช่องทางการสื่อสารและตัวตนผ่านทางยูทูบ เล่าให้ฟังว่า ก่อนนั้นเป็นครู มีอยู่วันหนึ่ง เจ้านาย บอกว่า อยากทำวิดีโอโปรโมตโรงเรียน โดยให้เราเป็นคนดูแลรับผิดชอบ จึงตัดสินใจไปซื้อกล้องที่ถ่ายวิดีโอได้ ก็เริ่มศึกษาว่าจะทำวิดีโอทำกันอย่างไร ก็เริ่มต้นทำ ทำมาเรื่อยๆ พบว่าตนเองสนใจและชอบเรื่องนี้ไม่น้อย จึงทำต่อไปเรื่อยๆ โดยอัพวิดีโอที่ทำเอง ไม่ว่าจถ่ายวิดีโอ ตัดต่อ หรือการเรียงลำดับเนื้อหา ซึ่งได้จากการลองผิดลองถูก และศึกษา โดยอัพขึ้นไปบนช่องทางยูทูบ จนกระทั่งได้กลายเป็นการสร้างแบรนด์ให้กับตัวเอง และมีชื่อที่รู้จักกันบนยูทูบ ว่า “เสกสรร ปั้น Youtube” มีคนเข้ามาติดตามช่องยูทูบของเรา เริ่มมีคนให้
ครั้งที่แล้วได้กล่าวถึงมาตรการของไทยในการส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุโดยลดภาษีให้แก่นายจ้าง วันนี้ขอเอาเรื่องการส่งเสริมการจ้างงานในประเทศญี่ปุ่นมาเล่าสู่กันฟัง เพราะเมื่อไม่นานมานี้ได้มีโอกาสฟังนายโยชิฮิโร ยามาชิตะ เจ้าหน้าที่ตัวเป็นๆ จากกระทรวงสาธารณสุข แรงงานและสวัสดิการ มาคุยให้ฟังในการสัมมนาเรื่องการจ้างงานผู้สูงอายุที่จัดเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2559 โดยกระทรวงแรงงานได้ร่วมกับ JICA (Japan International Cooperation Agency) และสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น น่าสนใจและน่าจะเป็นประโยชน์มากสำหรับประเทศไทย ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุก่อนประเทศไทยนานแล้ว ปัจจุบันญี่ปุ่นมีประชากร 127 ล้านคน เป็นผู้ที่อายุ 60 ปีขึ้นไป มีจำนวนถึง 40 ล้านคน หรือร้อยละ 33 ซึ่งสูงที่สุดในโลก ถือว่าตอนนี้ญี่ปุ่นเป็นสังคมสูงวัยแบบสุดสุด (Super aging society) แล้ว คือสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป เกินร้อยละ 28 ของประชากรทั้งหมด ทั้งนี้ จำนวนประชากรโดยรวมและประชากรวัยแรงงานเริ่มลดลงตั้งแต่ปี 2551 โดยในช่วง 2516-2517 อัตราการเพิ่มประชากรติดลบร้อยละ 0.2 คาดว่าในปี พ.ศ.2588 หรืออีกประมาณ 30 ปี จำนวนประ
การเปลี่ยนผ่านจากชีวิตมนุษย์เงินเดือน ที่ทำงานประจำ มีรายได้แน่นอน เข้าใจและวางใจมาตลอดว่า เป็นชีวิตที่มั่นคง ไม่ต้องดิ้นรนขวนขวาย ไปสู่ชีวิตการทำงานอิสระ ทำมาค้าขาย เป็นนายจ้างตัวเอง นัยว่า เป็นอาชีพในฝันของคนรุ่นใหม่ คนยุคนี้ที่ไม่ยึดติดกับรูปแบบการดำรงชีวิตแบบเดิมๆ เป็นการเปลี่ยนผ่านที่น่าจะอยู่ในใจ เป็นฝันของคนทำงานหลายๆ คน แต่ความยาก ไม่กล้าเปลี่ยน น่าจะสะดุดอยู่กับ 2 ปัจจัย คือ หนึ่ง ไม่รู้ว่าจะไปค้าขายอะไรดี ทำนองว่า ไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร หรือมีความสามารถพิเศษด้านไหน กับอีกเหตุผลคือ ไม่รู้ว่า จะเริ่มยังไง และเมื่อไหร่ ความยากในการตัดสินใจเปลี่ยนผ่านชีวิต อยู่ตรงที่เรากลัวความล้มเหลวนั่นเอง ไม่มั่นใจว่า งานใหม่จะดี สร้างรายได้ สร้างความมั่นคงได้ดีกว่างานเก่าหรือไม่ ความเสี่ยงที่จะล้มเหลวทำให้เราลังเล และไม่กล้าที่จะเริ่มต้นธุรกิจของตัวเอง ในขณะที่คนอีกจำนวนหนึ่ง อยากมีอาชีพอิสระ แต่ยังไม่รู้จะทำอาชีพอะไรดี ก็เลยย่ำอยู่กับที่ หาจุดเริ่มต้นไม่เจอ!! เว็บไซต์ bangkokbanksme.com ของธนาคารกรุงเทพ ให้คำแนะนำไว้ว่า การเป็นเจ้าของธุรกิจฟังดูเหมือนเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ หลายๆ คนอาจคิดว่า เป็น
อาจคุ้นตากันดี สำหรับขนมหวานอย่าง วุ้นน้ำมะพร้าวบรรจุถ้วย ตรา แม่ละมาย ซึ่งวางขายอยู่เป็นประจำในตู้แช่ของร้านสะดวกซื้อ อย่าง เซเว่นอีเลฟเว่น ผลิตภัณฑ์นี้ มี คุณวีระ ตั้งวุทฒิไกรวิทย์ เป็นเจ้าของกิจการ ซึ่งในแวดวงคนทำมาค้าขาย หลายต่อหลายคนยกย่องให้เขาเป็นหนึ่ง ใน “เอสเอ็มอี ไอดอล” ด้วยเหตุผลเป็นคน “เคยล้ม” แต่สามารถ “ลุกขึ้น” ได้อย่างสง่างาม มาจนถึงทุกวันนี้ “กิจการโรงพิมพ์ของผมค่อนข้างไปได้ดี กระทั่งปี 2540 มาเจอวิกฤตต้มยำกุ้ง ขณะกำลังเตรียมขยายงาน เหมือนตึกถล่มลงมาเลย เจ๊งแบบไม่มีอะไรเหลือ ยอมรับว่าหมดตัวจริงๆ” คุณวีระ ย้อนความทรงจำ เสียงหม่น ก่อนเล่าต่อ ช่วงนั้นกลับมาตั้งหลักที่จังหวัดสุพรรณบุรี บ้านเกิดของภรรยา เพื่อหารือกันจะทำอะไรต่อดี ก่อนตั้งคำถามกับตัวเอง มีความถนัดอะไร ได้คำตอบ มีความถนัดในการทำอาหาร เลยลงทุนใหม่ด้วยการเปิดร้าน “ปิ้งไก่” ขายหน้าบ้าน ริมถนนสายสุพรรณฯ-ชัยนาท “เอาถัง 200 ลิตรมาผ่าครึ่งทำเป็นเตา ปิ้งไก่ขาย 2 คนกับแฟน ลูกค้าเยอะนะ บางคนขับรถเบนซ์มาซื้อ หลายคนชมว่ารสชาติดี เลยคิดว่ามาถูกทาง ค้าขายของกินดีกว่า” เจ้าของเรื่องราว เล่า แต่อาชีพ “ปิ้งไก่” ขายนั้น คุณวีร
นั่งอ่านหนังสือพิมพ์ไปเรื่อยๆ จนไปเจอข่าวหนึ่งเมื่ออ่านแล้วให้รู้สึกว่า…มันขนาดนี้กันเลยหรือ? เพราะเนื้อหาของข่าวบางส่วนบอกว่า…นักท่องเที่ยวชาวจีน และเกาหลีแห่ซื้อมาม่ารสต้มยำกุ้ง เพราะรสนี้แสดงถึงสัญลักษณ์ประเทศไทย และเขาก็ซื้อทีละหลายๆ กล่อง ซึ่งกล่องหนึ่งบรรจุประมาณ 30-40 ซอง อีกส่วนหนึ่งซื้อมาม่าคัพแบบมีหูหิ้ว 12 ถ้วย ในรายละเอียดข่าวบอกว่าหากกระเป๋าเดินทางของนักท่องเที่ยวคนไหนน้ำหนักไม่เกินก็ไม่มีปัญหา แต่สำหรับบางคนน้ำหนักเกิน เขาจึงจัดการเอามาม่าออกจากกล่อง ฉีกซองออก และเลือกเอาแต่ผงปรุงรสกลับไป เพราะนักท่องเที่ยวเหล่านั้นบอกว่ามาม่า หรือบะหมี่ปรุงสำเร็จรูปไม่ว่าจะเป็นจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ไทย ไม่ค่อยแตกต่างกันเท่าไหร่ แต่ผงปรุงรสมีความแตกต่าง เพราะของไทยอร่อยกว่า เข้มข้นมากกว่า ทั้งยังเป็นผงปรุงรสต้มยำกุ้งด้วย ยิ่งทำให้พวกเขาไม่พลาดที่จะเลือกนำผงปรุงรสกลับประเทศ ซึ่งอ่านข่าวแรกๆ ผมก็รู้สึกขำปนความคับข้องใจว่า…มันขนาดนี้กันเลยหรือ? แต่เมื่อกลับมานั่งคิด และคิดว่าถ้าบริษัท สหพัฒนพิบูล ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตมาม่าโดยตรง ผลิตเฉพาะผงปรุงรสต้มยำกุ้งส่งออกไปขายยังจีน ญี่
การสื่อสาร มีพลังเสมอ ขึ้นอยู่กับจะสื่อสาร ด้านบวก หรือ ด้านลบ เมื่อเร็วๆ นี้ รุ่นน้องคนหนึ่งเปรยขึ้นมาว่า “การสื่อสารนี่สำคัญกับการบริหารมากเลยนะ”ผมแทบไม่เชื่อหูตัวเอง ที่รุ่นน้องคนนี้ ทำงานสายบริหารมาร่วม 10 ปีแล้ว แต่เพิ่งตาสว่าง ไม่แปลกหรอกครับ เพราะบางคนที่ผมเคยเจอมา ตาสว่างช้ากว่าน้องคนนี้เสียอีก บริหารไปตามใจคิด ไม่ได้สนใจหรือให้ความสำคัญกับการสื่อสารเท่าใดนัก หลายคนเก่งในเรื่องการบริหารจัดการ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่มักพบปัญหาเกี่ยวกับคน ทำงานไม่ได้อย่างใจอยู่เป็นนิจ ซึ่งรากเหง้าต้นเหตุ ไม่ได้ซับซ้อนครับ มาจาก…“การสื่อสาร” อย่าลืมว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม ต้องอยู่รวมกัน แปลว่า ต้องการมีปฏิสัมพันธ์กัน สื่อสารกัน เวลาไม่ได้ทำงาน คุยกันน้ำไหลไฟดับ ไม่มีใครฟังใคร แต่พอทำงานด้วยกัน ต่างฝ่ายต่างคิดว่า “อีกฝ่ายคงรู้” คือ มีหลายความคิดครับ “คงรู้” “น่าจะรู้” “ควรรู้” “ต้องรู้” ส่วนจริงๆ รู้หรือไม่…ไม่รู้เหมือนกัน การคาดเดาเช่นนี้ พบเป็นปกติในการทำงานด้วยกันทุกระดับ ยิ่งองค์กรขนาดใหญ่ การขาดตอนของการสื่อสาร ยิ่งมีมากขึ้น พูดง่ายๆ คนในองค์กรใหญ่ชอบเดา มากกว่าองค์กรเล็ก ชอบเดาว่
การมีคนเยอะ ไม่ได้แปลว่าประสิทธิภาพในการทำงานจะเยอะตามปริมาณคน ช่วงหลังผมไม่ค่อยได้ไปทำธุรกรรมที่ธนาคารบ่อยนัก เพราะการทำธุรกรรมผ่านอินเตอร์เน็ต ง่าย และสะดวกกว่ากันเยอะ นี่อาจเป็นเครื่องบ่งชี้ว่า ธนาคาร เป็นหนึ่งในหลายธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากอินเตอร์เน็ต คนทำงานธนาคารจะตกงานมากขึ้นกว่าแต่ก่อน วันหนึ่งต้องไปทำธุรกรรมที่ธนาคาร แต่นอกเวลาทำการปกติ ต้องพึ่งพาอาศัยธนาคารบนห้าง ที่เปิดเกินเวลา ส่วนใหญ่สาขาตามห้าง มักเป็นสาขาย่อย ที่มีขนาดเล็กๆ กะทัดรัด น่ารัก จำนวนคนน้อยตามขนาดสาขา คนเยอะเกินไปก็ไร้ที่นั่งทำงาน แต่สังเกตว่าปริมาณการทำธุรกรรม ไม่ได้เล็กตามขนาดสาขา สาขาที่ผมไปเป็นของธนาคารหนึ่ง ที่เขาเคลมว่าบริการได้ประทับใจทุกระดับชนชั้น ซึ่งไม่ได้คาดหวังในสิ่งนั้นอยู่แล้ว แต่คาดหวังความรวดเร็วมากกว่า สิ่งที่ผมรู้สึกชื่นชม ไม่รู้ว่าเป็นแนวนโยบายของธนาคารเอง หรือเป็นวิธีแก้ปัญหาของผู้จัดการสาขาก็ไม่รู้ นั่นคือ “การใช้คนน้อยได้มีประสิทธิภาพ” ปกติสาขานี้ จะต้องมี รปภ. ที่พกปืนเอาไว้ต่อสู้กับนักปล้นแบงก์ แล้วหน้าที่ของ รปภ. ก็คงไม่พ้นการยืนเฝ้าประตูเฉยๆ ยืนอย่างไร้เป้าหมายในชีวิต เพราะมันน่าเบื
