Leadership
“เจนวาย” คำนี้ มาจากวิชาประชากรศาสตร์ ซึ่งอยู่ในสาขาของวิชาสังคมศาสตร์ โดยคนในกลุ่มนี้ เกิดระหว่าง พ.ศ.2523-2543 และเติบโตมากับเครื่องคอมพิวเตอร์ในยุคที่มีอินเตอร์เน็ตแพร่หลายแล้ว ปัจจุบัน หลายคนพูดถึง คนในกลุ่มเจนวาย ว่าเป็นกลุ่มคนที่รักอิสระเสรี ปรารถนาธุรกิจส่วนตัว ไม่อยากเป็นลูกจ้างใคร นับเป็นข้อสังเกตที่เป็นการพูดต่อๆกัน ประเด็นดังกล่าว “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ได้สัมภาษณ์พูดคุยกับ คุณสมประสงค์ บุญยะชัย กรรมการบริษัทอินทัชโฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้บริหารการจัดการองค์กรขนาดใหญ่มาอย่างยาวนาน เปิดเผยว่า “จริงๆแล้ว คนเจนวาย เค้าไม่ได้ รังเกียจงานออฟฟิศ จากการสังเกตของผม เค้าเติบโตขึ้นมาแตกต่างจาก คนในยุคเบบี้บูม ( คนที่เกิดในปี 2489-2507) ซึ่งเป็นยุคสงคราม แร้นแค้น มีบุคคลิกที่ประหยัดมัธยัสถ์ แสวงหาความมั่นคง แต่คนเจนวายมีอิสระมากกว่า มีความสะดวกสบาย ดังนั้นการทำงานหรือเลือกอาชีพก็ต้องการความอิสระ ไม่ยึดติดในกรอบ อยากทำอะไรด้วยตัวเอง” คุณสมประสงค์ เปรียบเทียบให้เห็นว่า คนในยุคเบบี้บูม เป็นคนที่มีหลักในการใช้ชีวิต live to work ส่วนคนเจนเอ็กซ์ (คนที่เกิดในปี 2508-2522)
เศรษฐกิจไม่ดี แต่ทำไมบ้านลักเซอรี่หลังละ 100 ล้าน จึงมีการเปิดตัวอย่างต่อเนื่อง “ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “พี่เอื้อย-อลิวัสสา พัฒนถาบุตร” เอ็มดี ซีบีอาร์อี โบรกเกอร์อสังหาริมทรัพย์ระดับไฮเอนด์ เปิดมุมมองว่า ตลาดเซ็กเมนต์นี้…แรงดีไม่มีตก Q : ตลาดบ้านแพงบูมเงียบ ปีนี้คนเข้ามาทำตลาดเยอะขึ้น อาจเพราะพื้นที่รอบนอก ตลาดระดับกลางมีอินเวนทอรี่เหลือเยอะ ดีเวลอปเปอร์รายใหญ่ ๆ ก็หันเข้าตลาดนี้มากขึ้น ตั้งแต่โลว์ไรส์ ตารางเมตรละ 150,000-300,000 บาท ที่เป็นซูเปอร์ลักเซอรี่ สำหรับซัพพลายออกมาในปีนี้เรียกว่าไม่โอเวอร์อะไร เทียบกับปีที่ผ่านมาอยู่ระดับใกล้เคียง ปี”59 ถ้ารวมดาวน์ทาวน์ หมายถึงสีลม-สาทร สุขุมวิท ลุมพินีและมีริมแม่น้ำพระราม 3 เจริญนคร เพชรบุรีตัดใหม่ ภาพรวมมีไม่เกิน 9,000 ยูนิต รวมคอนโดฯด้วย โฟกัส 2,000 ยูนิต คือโลว์ไรส์ เป็นตลาดบ้านเดี่ยวลักเซอรี่ทั้งหมดที่ลอนช์ออกมา ปีนี้เยอะเพราะรวมโครงการพาร์คพรีว่า,อาร์เทล ตลาดรวมอยู่ที่ 1,700-1,800 ยูนิต เป็นยอดสะสม 3 ปี ซัพพลาย-ดีมานด์สมดุล ตัวเลขชัด ๆ มี 1,847 ยูนิต 36 โครงการ แต่มีแค่ 283 ยูนิตเท่านั้นที่อยู่ในรัศมีจากดาวน์ทาวน์ 5 กม. อีก 1,
เรื่องของดอกเบี้ยเงินฝาก ที่นับวันจะลดน้อยถอยลงจนแทบจะติดลบ ย่อมเป็นปัจจัยส่งผลให้ใครที่พอจะมีทุนอยู่ในมืออาจกำลังมองหาธุรกิจสักอย่างทำ เพราะน่าจะดีกว่ากำเงินไว้เฉยๆโดยไม่มีโอกาสงอกเงย แต่อย่างที่รู้กัน ทุกวันนี้เศรษฐกิจภาพรวมนั้นสุดแสนจะซบเซา หันซ้าย แลขวา ถ้าจะหาร้านที่ขายดิบขายดีได้คงยากเต็มที ฉะนั้นถ้ามีธุรกิจอะไร ที่เสนอตัวเข้ามาในตลาด พร้อมประกาศชัด “คืนทุนเร็ว ความเสี่ยงต่ำ สินค้าไม่มีเอาท์ แถมไม่เน่าไม่เสีย” คงเป็นตัวเลือกชั้นดี สำหรับผู้ที่กำลังอยากลงทุนในยามนี้ คุณไผ่-ชาคริต ภูษิต อายุสามสิบเศษ เจ้าของธุรกิจขายปลีก-ส่ง สินค้าญี่ปุ่นมือสอง แบรนด์ “เนโกะ” ซึ่งมีหน้าร้านอยู่ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ถึง 2 สาขา คือ ผู้ยืนยันว่า ธุรกิจในแบบของเขานั้น สามารถคืนทุนได้เร็วแถมมีความเสี่ยงต่ำอีกด้วย ก่อนย้อนความเป็นมาส่วนตัวใหรู้จัก พื้นเพเป็นคนกรุงเทพฯ จบการศึกษาระดับปริญญาตรี-โท ทางด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ก่อนหน้านี้เคยทำงานประจำทางสายไอทีมาตลอด เป็นมนุษย์ออฟฟิศอยู่พักใหญ่ รู้สึกการงานไม่ตอบโจทย์ชีวิตอย่างที่อยากได้ เลยตัดสินใจลาออก แต่บอกตรงๆยังไม่รู้จะทำอาชีพอะไรต่อ พอมีโอกาสไปเ
แม้จะยอมรับความจริงว่าการจัดระเบียบทางเท้าทั่วกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ๆ ทั่วประเทศเป็นเรื่องดี เพราะประชาชนจะได้เดินบนทางเท้าอย่างปลอดภัย โดยเฉพาะบริเวณชุมชนแออัด เพราะอย่างที่เราๆ ท่านๆ เห็นกันอยู่ว่าบางถนน บางชุมชน และบางเส้นทาง โดยเฉพาะช่วงกลางวัน ตอนเย็น ระเรื่อยไปจนถึงกลางคืน บนทางเท้าบางแห่งมักจะมีร้านค้าระเกะระกะเต็มไปหมด เราต้องไปเดินบนไหล่ทาง จนบางคนถูกรถเฉี่ยวชน กลายเป็นเรื่องฟ้องร้องหลายครั้ง และหลายคนต้องนอนรักษาตัวอยู่โรงพยาบาล โดยไม่มีใครแบะท่าออกมารับผิดชอบ เพราะเขาโทษผู้เดินเองว่า…เดินไม่ดูตาม้าตาเรือ จนเป็นเหตุให้รถเฉี่ยวชนเอง ผ่านมาทางกรุงเทพมหานคร (กทม.) พยายามแก้ปัญหานี้บ่อยครั้ง แต่ทำไม่สำเร็จ เนื่องจากผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครต่างสังกัดพรรคการเมือง ทำอะไรเกินงาม ประชาชนเหล่านั้น ก็จะไม่กากบาทเลือกตั้งในคราวหน้า เขาจึงทำแบบเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ หลับตาข้างหนึ่งบ้าง เพื่อจะได้ไม่เสียฐานเสียง แต่เมื่อรัฐบาลคสช. เข้ามาปกครองประเทศ สิ่งที่เรียกว่ายากก็กลับกลายเป็นง่าย เพราะสามารถอาศัยอำนาจตามกฎหมายให้ กทม. จัดการได้ทันที ผ่านมาเกือบ 3 ปีถือว่าเข้าที่เข้าทางอยู่พอสมควร
มีเซ็งกันไปอีก!! สำหรับกลุ่มคนรักสุขภาพที่ชื่นชอบการออกกำลังกาย และเป็นสมาชิกฟิตเนสของทรู ฟิตเนส ซึ่งเป็นฟิตเนสที่เปิดบริการมาหลายปี และได้ปิดตัวไป จากไปโดยไม่แจ้งล่วงหน้า T_T เดือดร้อนถึงบรรดาสมาชิกที่จ่ายเงินค่าสมาชิกไว้ล่วงหน้า บางคนจ่ายรายเดือน รายปี และอาจมีแบบจ่ายตลอดชีพ ยอดเงินที่จ่ายค่าสมาชิกนั้นมีตั้งแต่หลักพัน หลักหมื่น ถึงหลักแสนก็มีไม่น้อยเลย เงินก็จ่ายไปแล้ว ทีนี้จะตามทวงกับใครล่ะ เดือดร้อนถึง สคบ. หรือ สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค สิคะ ทางทรู ฟิตเนส ได้ประกาศยุติการให้บริการทั้งหมดในประเทศไทย โดยให้เหตุผลเกี่ยวกับการแข่งขันทางการตลาดที่เข้มข้นเกินไป ในสงครามโปรโมชั่น ทั้งลดแลกแจกแถม ทำให้ไม่สามารถสร้างกำไรได้เหมือนเดิม และมีปัญหาทางหนี้สินจนต้องปิดกิจการ นอกจากนี้ ยังมีดราม่าเพิ่มขึ้นมาอีก เมื่อ เวอร์จิ้น แอ๊กทีฟ อีกค่ายของสถานที่ออกกำลังกายแบรนด์ดังระดับโลกของ คุณริชาร์ด แบรนสัน มหาเศรษฐีนักธุรกิจชื่อดังระดับโลก จากเกาะอังกฤษ เจ้าพ่อเวอร์จิ้น กรุ๊ป ซึ่งมีทั้งธุรกิจสายการบิน และธุรกิจอื่นภายใต้แบรนด์เวอร์จิ้น และเคยมาเยือนประเทศไทยเมื่อ 2 ปีที่แล้วตอนที่เปิดเวอร์จิ้น แอ๊กทีฟ
ชีวิตของเศรษฐีตัวจริง ที่เมืองคอน ขายผ้าได้วันละห้าแสนบาท ถึงล้านบาท ใช้หลักการบริหารลูก น้อง ทำให้ทุกคนอยากอยู่ อยากช่วยงานไปตลอดชีวิต ถึงคราวต้องเสียภาษีก็ครบถ้วนถูกต้องให้เงิน เข้ารัฐทุกบาททุกสตางค์ แถมกำไรที่ได้ยังแบ่งปันและทำบุญ ผมกลับไปเยี่ยมญาติพี่น้องและเพื่อนๆ รุ่นเดียวกันที่นครศรีธรรมราช หรือที่มีชื่อเรียกสั้นๆ ว่าเมืองคอน ทุกครั้งที่ผมกลับเมืองคอนบ้านเกิด ผมจะต้องไปที่วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร หรือที่คนคอนจะเรียก สั้นๆ ว่าวัดพระธาตุ ขณะอยู่ที่วัดพระธาตุจึงได้เห็นว่าเจดีย์ซึ่งมียอดทองคำกำลังบูรณะซ่อมแซม ไม่ได้ซ่อมแซมอย่างเดียวยังได้นำทองคำมาห่อหุ้มยอดให้เหลืองอร่ามเพิ่มขึ้นด้วย เพราะมีผู้บริจาค เงินคนเดียวถึง 28 ล้านบาท ผู้บริจาคเงินมีชื่อว่า ‘จิมมี่ ชวาลา’ เป็นพ่อค้าขายผ้า มีร้านค้าชื่อว่า หจก.จิมมี่นคร ตั้งอยู่ที่ตำบลท่าวัง ถนนราชดำเนิน ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับบ้านของผมในอดีต ผมอยู่ที่เมืองคอนหลายวัน วันหนึ่งของบางวันผมได้ถือโอกาสไปพบกับคุณจิมมี่ คุณอนันต์ สิงหโกวินทร์ ซึ่งพาผมไปพบเพื่อสัมภาษณ์คุณจิมมี่ได้บอกผมเพิ่มเติมว่า คุณจิมมี่ไม่ได้บริจาคเงิน
กลายเป็นปกติไปแล้ว เมื่อไปทานอาหารที่ร้านเสร็จ แล้วเรียกพนักงานเพื่อเก็บเงิน พร้อมกับคำถามแบบไม่ต้องเหนียมอายใครว่า มีบัตรอะไรได้ส่วนลดบ้าง และหากบัตรเครดิตใบไหนให้ส่วนลด พฤติกรรมโดยทั่วไปเราก็จะหยิบบัตรใบนั้นขึ้นมาใช้รูดชำระเงินทันที แต่ถ้าไม่มีก็จะต้องถามหาจากเพื่อนร่วมโต๊ะว่าใครมีบัตรใบดังกล่าวบ้าง แหม! ก็ส่วนลดที่ได้ 10-20 เปอร์เซ็นต์ คำนวณดูแล้วก็มิใช่น้อย เพื่อนที่มีบัตรเครดิตใบนั้นก็น่าจะยินดีที่จะให้รูด (ถ้าเพื่อนๆ ที่ไปทานข้าวกันพอไว้ใจกันได้และวงเงินไม่เต็มไปเสียก่อน) เพราะเมื่อเพื่อนๆ จ่ายเงินสดคืนให้เราแล้ว คนรูดยังได้คะแนนสะสมเข้าบัตรไปอีกเต็มๆ แบบไม่ต้องแบ่งใคร จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย คนไทยมีค่าเฉลี่ยในการถือบัตรเครดิตประมาณคนละ 2-3 ใบ นี่คือค่าเฉลี่ย บางคนมีมากถึง 10 ใบ ดังนั้น ก็ใช้วนไปค่ะ บัตรไหนให้ส่วนลดก็หยิบบัตรนั้นขึ้นมาใช้บ่อยหน่อย ตรงนี้เองก็ขึ้นอยู่กับแผนการตลาดของธนาคารแต่ละค่ายที่ใครจะเก่งกว่าในการเกี่ยวยอดใช้จ่ายผ่านด้วยการมีโปรโมชั่นที่น่าดึงดูดกว่า มุกโปรโมชั่นที่ง่ายที่สุด ก็เห็นจะเป็นส่วนลดที่ได้ 10-20 เปอร์เซ็นต์ อันนี้ลูกค้าน่าจะชอบที่สุด แต่การ
พนักงานขายเก่งๆ มักใช้วิธี “ไม่ขาย” แต่เขามักใช้วิธี “สตอรี่เทลลิ่ง (Storytelling)” เล่าเรื่องราวที่ขยี้ต่อมอยากของลูกค้าจนอักเสบ แล้วก็ยอมจ่ายเงินในที่สุด ผมเองเป็นคนชอบเครื่องไม้เครื่องมือสำหรับงานช่าง เพราะว่างๆ ก็ชอบสนุกกับ DIY ทำโน่นทำนี่ไว้ใช้ในบ้าน หรือซ่อมแซมอันโน้นอันนี้ ดังนั้น ห้างใหญ่ที่ขายวัสดุภัณฑ์และเครื่องมือสำหรับตกแต่งซ่อมแซมบ้าน จึงมีผมเป็นลูกค้าประจำ มีอยู่ 2 ห้างดัง ที่ผมเลือกใช้บริการ อยากเก็บข้อดีข้อเสียมาฝากทุกท่าน เผื่อเอาไปพิจารณาประยุกต์ใช้กับธุรกิจของเราเอง ห้างแรก เป็นห้างที่เขาเคลมว่าเชี่ยวชาญเรื่องบ้าน เวลาไปเดินห้างนี้ ผมชอบที่แอร์เย็นสบาย พื้นที่ไม่ได้ใหญ่โตจนเดินเมื่อย มีข้าวของที่จำเป็นๆ สำหรับบ้านในเมืองค่อนข้างครบ แต่สิ่งที่น่ารำคาญ คือ การสอนพนักงานให้พูดคำว่า “สอบถามได้นะครับ/คะ” ถามพร่ำเพรื่อจนน่ารำคาญ เดินผ่านตั้งแต่ รปภ. เฝ้าประตูหน้า ก็พูด “สอบถามได้นะคะ” เจอพนักงานกี่คน ก็ได้ยินเท่าจำนวนคน แล้วก็พยายามเดินตามมาถาม ซึ่งสิ่งที่ควรทำ คือ การปล่อยให้ลูกค้าได้เดินดูสินค้าอย่างอิสระ แล้วสังเกตอยู่ห่างๆ เมื่อใดที่เห็นลูกค้าเริ่มเงยหน้ามองหาใครสักคน
ต้องยอมรับความจริงว่าโลกใบนี้เป็นของคนรุ่นใหม่ เพราะฉะนั้น เวลาเขาจะคิดทำธุรกิจอะไรมักจะเกี่ยวข้องกับคนรุ่นใหม่ในปัจจุบันอยู่เสมอ อย่างที่ผ่านมาต่อการทำธุรกิจโฮสเทล ก็เป็นการตอบโจทย์นักเดินทางรุ่นใหม่ที่ชอบออกไปผจญภัยโลกกว้างด้วยตัวเอง เพราะแค่เขารู้ความต้องการว่าจะไปพักประเทศไหน บริเวณไหน ทำเลอะไร เขาจะเสิร์ชหาจากโลกอินเตอร์เน็ตทันทีว่ามีโฮสเทลที่ไหนราคาถูกๆ อยู่ใกล้บริเวณที่เขาจะไป และเขาจะจองห้องพักผ่านออนไลน์ทันที จ่ายเงินจองล่วงหน้าด้วยบัตรเครดิต พอมาถึงเขาก็จะเข้าพักอย่างไม่มีปัญหาใดๆ เช่นเดียวกับธุรกิจโคเวิร์กกิ้งสเปซ (Co-working Space) หรือธุรกิจที่ทำงานร่วมกัน ซึ่งปัจจุบันกำลังได้รับความนิยมอย่างมากในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และบางประเทศในเอเชีย อย่างจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ทั้งนั้นเพราะคนรุ่นใหม่ที่อยู่ในวัยทำงาน โดยเฉพาะคนเจเนอเรชั่น Y เจเนอเรชั่น Z ที่กำลังเข้ามามีบทบาทในการทำงานขององค์กรต่างๆ ต่างต้องการความอิสระทางความคิด พวกเขาไม่ชอบการประชุมในห้องสี่เหลี่ยมที่มีแต่ความจริงจัง เพราะเขาเชื่อว่าการประชุมอย่างนั้นไม่สามารถทำให้เขาเกิดความคิดสร้างสรรค์ได้ หรือบางทีทำให้คิดไม่ออก หาข
เคยนั่งคุยกับผู้บริหารหลายคนที่รับผิดชอบและดูแลเกี่ยวกับเรื่องการรับสมัครพนักงาน พวกเขาเล่าให้ผมฟังในทำนองคล้ายกันว่าตอนนี้ผู้บริหารรุ่นเบบี้บูมเมอร์กำลังลงจากตำแหน่ง และผู้บริหารในรุ่นเจเนอเรชั่นเอ็กซ์กำลังจะขึ้นมา ขณะเดียวกัน ในบางองค์กรตอนนี้ผู้บริหารรุ่นเบบี้บูมเมอร์เหลือเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะองค์กรที่เป็นบริษัทข้ามชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย แต่สำหรับองค์กรภาครัฐ ผู้บริหารเบบี้บูมเมอร์ยังมีอยู่ประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่ายังเยอะอยู่พอสมควร แต่กระนั้น ในจำนวนเหล่านี้ ต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่าผู้บริหารบางคนมีทักษะความสามารถค่อนข้างสูง มีความชำนาญเฉพาะทาง เฉพาะด้าน ซึ่งยากที่จะหาคนรุ่นใหม่มาทำงานได้ทันที โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับข้อกฎหมาย, ช่างสิบหมู่ และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับศิลปวัฒนธรรมประเพณีโบราณของประเทศ ผลเช่นนี้ จึงทำให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) จึงประกาศต่ออายุราชการให้กับผู้เชี่ยวชาญต่างๆ เหล่านั้น แต่ผมไม่รู้ว่าผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้จะกลับมาทำงานสักกี่เปอร์เซ็นต์ ถึงกระนั้น ก็ทำให้เห็นช่องว่างของการพัฒนาบุคลากรอย่างมาก คล้ายกับว่าเราสร้า
