หลักสูตรเรียนฟรี
คำกล่าวที่ว่า “สายน้ำ คือ ชีวิต” คงเป็นสิ่งที่ยังหนีไม่พ้นไปจากวิถีชีวิตของคนไทย ซึ่งสมัยก่อนนั้นการเดินทางสัญจรหรือแม้แต่การขนส่งสินค้าจะเน้นทางเรือเป็น หลัก จึงทำให้คนในสมัยนั้นนิยมปลูกบ้านริมฝั่งแม่น้ำเป็นหลัก เมื่อบ้านเมืองเกิดการพัฒนามาถึงยุคปัจจุบัน วิถีเหล่านั้นเริ่มจางหายลงเรื่อยๆ แต่ก็ยังมีชาวบ้านอีกไม่น้อยที่ยังไม่ละทิ้งสายน้ำที่เป็นดังสายธารชีวิต กลับหาใช้ทำประโยชน์เพื่อหล่อเลี้ยงครอบครัว เช่น การจับปลาในแม่น้ำ การเลี้ยงปลากระชัง ตลอดจนใช้พื้นที่แนวชายตลิ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกพืช คุณพิพิธ จันทร์เรือง อยู่บ้านเลขที่ 55 หมู่ที่ 1 ตำบลนางบวช อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี สาววัยเกษียณที่เติบโตมากับลุ่มแม่น้ำท่าจีนตั้งแต่เธอจำความได้ ซึ่งเธอเล่าให้ฟังว่า ตั้งแต่เด็กจนมาถึงปัจจุบันก็อยู่บ้านมาตลอด มีการทำเกษตรที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการปลูกกล้วยพืชผักสวนครัว แต่พืชเหล่านั้นต้องใช้เวลาในการเจริญเติบโต อาจจะมีรายได้ที่ต้องรอเวลา เธอจึงใช้ประโยชน์จากแม่น้ำท่าจีนที่อยู่หลังบ้านปลูกผักกระเฉดกับผักบุ้ง เสริมอีกทาง “ผักกระเฉด กับผักที่อยู่หน้าท่าน้ำนี่ ก็ไม่ต้องไปลงทุนหาจากที่ไหนเลย
คุณเฉกชนก ช่วยนวล หรือ คุณเบนซ์ ลูกชายคนโตของอดีตครูที่เคยติดเกมงอมแงม อยู่ในสังคมไม่ดี เกือบเรียนหนังสือไม่จบ แต่สุดท้ายเลือกที่จะใฝ่ดีตอนโต ตั้งใจเรียนจนคว้าใบปริญญาโท ภายในเวลาปีครึ่ง จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมและการบริหารงานก่อสร้าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ทำงานเป็นวิศวกรบริษัทรับเหมาก่อสร้างมาหลายแห่ง ผ่านงานทั้งภาคสนามและส่วนบริหาร คุมงานก่อสร้างทั้งแนวราบและอาคารสูง บริษัทที่มียอดขายอันดับ 1 ด้านอสังหาริมทรัพย์ ควบคุมดูแลโปรเจ็กต์กว่า 40 โครงการ ล่าสุด จากวิศวกรที่อยู่กับงานบริหารด้านก่อสร้าง ปัจจุบันผันตัวมาเป็นโบรกเกอร์อสังหาริมทรัพย์ เปิดบริษัทรับฝากขาย เช่า และจำนองอสังหาริมทรัพย์ทุกชนิด มูลค่าที่ดินที่เคยขายได้ย่านฝั่งธนฯ 500 ล้านบาท นอกจากนั้นยังเป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้เรื่องการลงทุนสำหรับนักลงทุนมือใหม่ อดีตเด็กติดเกม ดั้นด้นเรียน จบ ป.โท ทำงานประจำ 4 ปี ปักธงไม่เป็นลูกจ้างใคร คุณเบนซ์ ในวัย 31 ปี เล่ากับเส้นทางเศรษฐีว่า เกิดมาในครอบครัวคุณพ่อคุณแม่รับราชการครู มีพี่น้อง 2 คน ชีวิตในวัยมัธยมศึกษา จนถึงระดับปริญญาตรี ติดเกมหนัก เกือบเรียนไม่จบ
ข้าวยำเป็นอาหารพื้นบ้านของปักษ์ใต้ที่นิยมบริโภคกันมาอย่างต่อเนื่อง จนได้รับการพัฒนาข้าวยำเป็นข้าวยำม้วนซูชิ ซึ่งเป็นเมนูเด็ดที่ผสมผสานระหว่างอาหารพื้นบ้านปักษ์ใต้กับกรรมวิธีการทำซูชิ รูปแบบอาหารญี่ปุ่น ซึ่งกลุ่มผลิตน้ำบูดูข้าวยำ บ้านดินลานหมู่ที่ 15 ตำบลท่าช้าง อำเภอบางกล่ำ ได้คิดค้นสูตรนี้ขึ้นมา เพื่อให้เป็นอาหารสุขภาพที่ทานได้สะดวก และเอาใจกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบอาหารญี่ปุ่น ภายใต้แนวคิดเพื่อให้เข้ากับยุคสมัยและเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ โดยได้รับการสนับสนุนด้านกรรมวิธีจากวิทยาลัยเทคโนโลยีวชิราโปลีสงขลา และได้รับสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ ตามแผนปฏิบัติการเดินหน้าสงขลา เดินหน้าประเทศไทย 2560 การทำข้าวยำม้วน ใช้สาหร่ายเป็นแผ่นห่อเช่นเดียวกับซูชิญี่ปุ่น จากนั้นใช้ข้าวที่หุงผสมกับข้าวเหนียววางลงบนสาหร่ายเกลี่ยให้บาง ๆ วางพืชผัก สมุนไพรในท้องถิ่นและเครื่องปรุงอื่นๆ ตามลำดับ ก่อนจะม้วนให้เป็นแท่งกลมๆ และตัดเป็นชิ้น แล้วราดน้ำบูดู นางแจ้ว ดำสุวรรณ ประธานกลุ่มผลิตน้ำบูดูข้าวยำ บ้านดินลาน บอกถึงจุดเด่นของข้าวยำซูชิว่า เป็นอาหารสุขภาพที่มีสารอาหารที่มีคุณค่าเหมาะกับคนทุกวัย พกพาสะดวก ตอบสน
อดีตหนุ่มออฟฟิศสู้งานในวัย 40 ปี แม้จะเรียนจบไม่สูง แต่ก็เคยทำงานประจำที่บริษัทใหญ่รายได้หลักหมื่น แต่เนื่องจากเงินเดือนไม่กระเตื้องขึ้นหลายปี ประกอบกับเบื่อรูปแบบงานออฟฟิศ ผันตัวมายึดอาชีพขับวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง แถวท่าเรืออโศก กทม. ยึดหลักลูกค้า คือ “พระเจ้า” ไม่เกี่ยงงาน ไม่ปฏิเสธลูกค้า วิ่งวิน 7 โมงจันทร์ถึงศุกร์ เลิกงานตอนบ่าย รายได้ต่อเดือนไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นบาท คุณยงยุทธ ศรีวารี หรือ คุณยุทธ ในวัย 40 ปี เผยเรื่องราวชีวิตกับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า จบการศึกษาเพียงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก่อนหน้านี้เคยทำงานประจำหลายแห่ง ยาวนานกว่า 20 ปี อาทิ แผนกผลิตชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์ที่บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จํากัด เคยเป็นแมสเซ็นเจอร์ เคยอยู่ร้านพิซซ่า เงินเดือนสุดท้ายที่ได้รับหมื่นกว่าบาท งานประจำในบริษัทใหญ่ที่คนภายนอกดูว่าดี แต่สุดท้ายชายหนุ่มก็ปฏิเสธความมั่นคงในชีวิตนั้นด้วยการลาออก “ผมทำงานประจำมานาน 20 ปี แต่ละบริษัทเงินเดือนกว่าจะขึ้นนั้นยากมาก บางแห่งเงินเดือนไม่เคยขึ้นเลย แถมต้องตื่นแต่เช้า พักผ่อนก็น้อย รู้สึกว่าค่าจ้างไม่คุ้มค่าเหนื่อย ในที่สุดลาออกไปขับวินมอเตอร์ไซค์รับจ้า
กว่าจะทำแบรนด์ไทยให้คนไทยยอมรับ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย อุปสรรคโดยเฉพาะช่วงเริ่มต้น ดูจะเป็นเรื่องยากกับการฝ่าฟัน แต่ทว่าถ้ามีเป้าหมายแน่ชัด มีหรือจะก้าวผ่านไปไม่ได้ ดังเช่น BIG BEAR (บิ๊กแบร์) ยีนส์พันธุ์ไทย ที่วันนี้ผงาดอยู่ในตลาดได้อย่างสง่าผ่าเผย กับยอดขายเดือนละ 10,000 ตัว กว่าจะมาถึงจุดที่เรียกว่าความสำเร็จ คุณนุกูล ภาชนะกาญจน์ หรือ คุณเล็ก บอกว่า มันช่างยากเย็น จะยากอย่างไร ลองไปฟังเรื่องราวของเขากัน หนักเอาเบาสู้ รู้รสชาติชีวิต แต่ก่อนจะเข้าเรื่อง บิ๊กแบร์ ขอเกริ่นความเป็นมาของคุณนุกูล เพราะเชื่อว่าจะสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้อ่านได้อย่างแน่นอน เมื่อจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย คุณนุกูลเดินตามรอยเด็กต่างจังหวัดคือ เข้ากรุงเทพฯ เพื่อศึกษาต่อ แต่ทว่าเมื่อพ่อแม่ไม่มีเงินพอจะส่งเสียให้ร่ำเรียน เขาจึงเบนเข็มชีวิตค้นหางานทำ กระทั่งได้มาเป็นภารโรงในโรงแรมม่านรูดแห่งหนึ่ง กับค่าจ้างวันละ 50 บาท ทำได้ไม่กี่เดือนก็ลาออกมาช่วยพ่อแม่เปิดแผงเล็กๆ ขายมะนาว เส้นทางชีวิตผลักดันให้เขาหันเหไปทำอาชีพอีกหลายๆ ด้าน ทั้งขับรถแท็กซี่ ขายไก่ทอด เป็นพนักงานติดตามเร่งรัดหนี้สินอยู่บริษัทไฟแนนซ์แห่ง
2 สาว มทร.ธัญบุรี รับกระแสสุขภาพ พัฒนาการชงชารูปแบบเดิม ดึงคุณค่าพืชสวนครัวจากตะไคร้ สู่ชาดอกไม้บาน ช่วยขับลม แก้ท้องอืด ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ชูรสชาติความเป็นไทย คำจำกัดความ “ชาดอกไม้บาน” คือ การนำใบชามามัดรวมกันเป็นก้อนกลม ซึ่งจะมัดรวมกับดอกไม้ที่มีสรรพคุณต่อร่างกาย แล้วนำไปอบหรือตากแห้ง เมื่อนำไปชงพร้อมกับน้ำร้อน จะบานออก มีลักษณะคล้ายดอกไม้ มีต้นกำเนิดจากแถบมณฑลฝูเจี้ยนของจีน โดยชาวจีนเรียกชานี้ว่า “กงอี้ฮวาฉา” การนำชามามัดรวมกับดอกไม้นอกจากจะได้กลิ่นหอมแล้วยังให้ความสวยงามอีกด้วย จึงได้พัฒนาชาดอกไม้บาน (Blooming Tea) จากใบชามาเป็นตะไคร้ ซึ่งเป็นพืชสวนครัวที่ทุกคนรู้จักกันดี ผลงานของ นางสาวเสาวลักษณ์ ผ่านสุวรรณ และ นางสาวกนกกานต์ บุญประสพ นักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี คณะเทคโนโลยีการเกษตร สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอาหาร และมี ผศ.ดร. นันท์ชนก นันทะไชย เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา นางสาวเสาวลักษณ์ ผ่านสุวรรณ เหตุที่นำตะไคร้มาทำเป็นชา เนื่องจากมีสรรพคุณในการรักษาบำบัดโรคและอาการป่วยต่างๆ ในคน และจัดเป็นพืชสมุนไพร เมื่อนำไปกลั่นด้วยไอน้ำจะได้น้ำมันหอมระเหย ซึ่งฤทธิ์ทางยาของสา
การกินอาหารของคนยุคนี้ โดยเฉพาะสาวกที่ชอบถ่ายรูปอาหารก่อนทาน ไม่เหมือนยุคพ่อแม่ที่จะใส่ภาชนะอะไรก็ได้ กลุ่มคนพวกนี้ต้องพิถีพิถันเลือกจาน ชาม ช้อนส้อม นอกจากจะไว้เพื่อถ่ายรูปให้ออกมาสวยงาม บางรายเกิดความรู้สึกว่าถ้วยชามสวยๆ สามารถเพิ่มอรรถรสการทานเมนูนั้นๆ ได้อีกด้วย คุณสุรางคณา ชาญนทีกุล หรือ “คุณจ๋า อดีตแอร์โฮสเตสสาว วัยเพียง 29 ปี เกิดไอเดียสร้างมูลค่าเพิ่มของใช้บนโต๊ะอาหาร ด้วยการสรรหาไม้คุณภาพดีมาสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัว เจาะตลาดคาเฟ่ร้านขนม ร้านกาแฟ คุณจ๋า เผยกับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า ระหว่างที่ทำงานแอร์โฮสเตส ก็หารายได้พิเศษด้วยการขายเครื่องครัวทำจากเซรามิค แต่ทว่าอยากหาความแตกต่าง เลยหันมาขายเครื่องครัวทำจากไม้ อาทิ จาน ชาม ช้อน ส้อม เขียง ถาด สร้างแบรนด์ Café Stationn ระยะเวลากว่า 3 ปี ฟีคแบกเริ่มดี กระทั่งปัจจุบันกลายเป็นความนิยมในที่สุด สำหรับชุดเครื่องครัวไม้ Café Stationn มีให้เลือกมากถึง 40 แบบ แบ่งเป็น 6 ประเภท ประเภทจานหรือถาด ประเภทเขียง ประเภทชามและถ้วยน้ำจิ้ม ประเภทที่รองแก้ว ประเภทช้อน-ส้อม และประเภทช้อนเดี่ยว มีดเนย เอกลักษณ์คือการ “แกะสลัก” “หลังจากที่ข
วันที่ 16 กรกฎาคม 60 จากสถานการณ์ เขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท เร่งปล่อยระบายน้ำลงท้ายเขื่อนจำนวนมาก จนทำให้น้ำท่วมใต้ถุนบ้านของชุมชนริมตลิ่ง สองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน้อย ในเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา หลายตำบล ในพื้นที่อำเภอผักไห่ เสนา บางบาล พระนครศรีอยุธยา บางปะอิน และบางไทร แต่พบว่ามี 1 กลุ่มอาชีพ กลับได้รับผลเชิงบวก จากการเร่งปล่อยระบายน้ำ คือ อาชีพประมงพื้นบ้าน ที่สามารถพลิกวิกฤตเป็นโอกาส สร้างเงินสร้างรายได้ จากการจับปลาที่ตื่นน้ำใหม่ในครั้งนี้ โดยนางทองใบ สินไวทย์ อายุ 65 ปี ชาว หมู่ 1 ตำบลท่าดินแดง อำเภอผักไห่ ได้มานั่งขายปลาเค็มแดดเดียว ที่ริมถนนสายเสนา-ผักไห่ โดยนำปลามาตากแดดริมถนน แบบโชว์ความเป็นปลาธรรมชาติ อร่อย และมีผู้คนแวะเวียนมาเลือกซื้อหาอย่างไม่ขาดสาย และนางทองใบ เปิดเผยว่า ปลาพื้นบ้านตื่นน้ำใหม่ ทั้งปลาในแม่น้ำ และปลาในทุ่ง ต่างว่ายมารวมกันที่ตรงประตูน้ำปากคลองต่างๆ ถึงแม้ว่าทางกรมชลประทาน จะปิดประตูน้ำทุกแห่ง แต่ก็มีน้ำรอด น้ำผุดบ้าง ทำให้ชาวบ้านจับปลามาขาย ตนเองก็รับซื้อ และมาทำขายเป็นปลาเค็มกิโลกรัมละ 100 บาท ช่วงนี้ได้ปลาสดมีจำนวนมาก ถือว่าดีกว่าช่วงไม่มีน้
กว่าสิบหกปีแล้วที่ “8903 สเต็ก” เปิดเมนูอาหารจานสเต๊กให้บริการ ซึ่งในวันนั้นนับจำนวนคู่แข่งขันแทบไม่เห็นมี จึงถือเป็นโอกาสของผู้เริ่มลงมือก่อน เมื่อเวลาล่วงผ่านถึงวันนี้ จำนวนร้านสเต๊กผุดขึ้นหนาตา หลายคนพ่ายแพ้ แต่ก็มีอีกจำนวนมากยังยืนหยัดอยู่ได้ และหนึ่งในนั้นก็คือร้าน 8903 สเต็ก หกปีอยู่ในเรือสินค้า บอกลาอาชีพลูกจ้าง กับความสำเร็จที่เกิดขึ้นมายาวนานกว่า 16 ปี เขาทำได้อย่างไร คงต้องไปคุยกับ คุณบัณฑิต เทพณรงค์ ผู้ก่อตั้งร้าน 8903 สเต็ก ที่พร้อมเล่าเรื่องราวตั้งแต่เริ่มต้นก่อนจะก้าวมาสู่ผู้ประกอบธุรกิจอิสระ หกปีกับการใช้ชีวิตอยู่ในเรือขนส่งสินค้า บางครั้งต้องใช้เวลาเดินทาง 3-4 เดือน กระทั่งมีครอบครัวและมีลูก เวลาจึงเป็นเรื่องสำคัญ และนี่คือเหตุผลกับการตัดสินใจยื่นใบลาออก เพื่อมองหาอาชีพใหม่ เจ้าของกิจการเล็กๆ คือความฝันขั้นต่อมา และด้วยเพราะเป็นคนชื่นชอบอาหารจานเนื้ออย่างสเต๊ก จึงตัดสินใจขอซื้อแฟรนไชส์สเต๊กทูเดย์ ซึ่งเจ้าของธุรกิจเป็นเพื่อนรักกันฉันพี่น้องที่เคารพนับถือ ทำเลร้านเล็กๆ เปิดอยู่ย่านหนองแขม คือทำเลทองที่ไร้คู่แข่งขัน กิจการจึงดำเนินไปพร้อมกำไรมากพอหล่อเลี้ยงครอบครัว แต่ทว่า
ข้าวห่อใบบัว เมนูที่หากินได้ไม่ง่ายนัก หรือแม้ที่ขายกันอยู่ ผู้บริโภคก็กังขาเรื่องความปลอดภัย เนื่องจากใบบัว ที่เกิดจากการทำนาบัวมีสารฆ่าแมลงตกค้างค่อนข้างมาก คุณจงดี เศรษฐอำนวย หรือป้าแจ๋ว ผู้นำกลุ่ม แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร “ไร่นาสวนผสม” ที่ 97/1 หมู่ 1 ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม ได้พลิกฟื้นเมนูนี้ ขึ้นมาอีกครั้งโดยมีจุดขายนอกจากรสชาติที่อร่อยลงตัวแล้ว ใบบัวที่นำมาใช้ ยังปลูกกันเอง ปล่อยโตตามธรรมชาติ และไม่ใช้สารเคมี เพื่อควมปลอดภัยในการนำมาห่อ “ข้าวห่อใบบัว” สำหรับ ส่วนผสมหลักๆ ของข้าวห่อใบบัว มีดังนี้ 1.ข้าวผัด 2.ไข่เค็มแดง 3.กุนเชียง 4.กุ้งแห้งทอด 5.แปะก๊วย 6หมูหมักเคี่ยว 7.เห็ดหอม ทั้งนี้ ข้าวผัด ที่นำมาใช้ห่อนั้น เป็นข้าวหอมมะลิ หุงสุกผัดกับวัตถุดิบได้แก่ รากผักชีกระเทียมพริกไทย น้ำตาลทราย น้ำมันงา หอมใหญ่สับ ผักสามสี(แครอท ถั่วลันเตา ข้าวโพด) และน้ำปรุงรส (ที่ประกอบด้วย ซอสปรุงรส น้ำมันงา และน้ำตาลทราย) ใบบัวก่อนน้ำมาใช้ ต้องนำไปนึ่งให้ใบเหี่ยวลง และนิ่ม เหมาะแก่การห่อ และเมื่อห่อแล้ว ก็ต้องนำไปนึ่งอีก ราว 15 นาที ก็จะได้กลิ่นหอมของใบบัวเวลารับประทาน ที่กลุ่มของ ป้าแจ๋ว รั
