หลักสูตรเรียนฟรี
ในสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงที่ไม่หยุดนิ่งทางธรรมชาติ อันมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของพืชหลายชนิด การพัฒนาและปรับปรุงเมล็ดพันธุ์พืช ผัก ตลอดจนไม้ผลนานาชนิดให้สอดคล้องเพื่อป้อนเข้าสู่ตลาดภาคเกษตรกรรมนับว่ามีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง อย่างมะละกอ ที่ บริษัท เพื่อนเกษตรกร จำกัด มุ่งมั่นพัฒนาปรับปรุงให้มีคุณภาพอย่าง พันธุ์เรดเลดี้ เพื่อให้มีความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ปลูกในตำบลยกกระบัตร อำเภอสามเงา จังหวัดตาก พัฒนาปรับปรุงพันธุ์ให้ทนแล้ง ตอบสนองความต้องการของพื้นที่ คุณธนิต นาดี เจ้าหน้าที่ฝ่ายขายเขตภาคเหนือ เปิดเผยว่า เดิมทีชาวบ้านแห่งนี้ปลูกมะละกอพันธุ์แขกดำและฮอลแลนด์ แต่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ เพราะไม่ทนโรค จึงทำให้ชาวบ้านลองเปลี่ยนมาปลูกมะละกอพันธุ์เรดเลดี้แทน เพราะมีคุณสมบัติทนแล้งดี แล้วยังทนต่อโรค/แมลงศัตรู ช่วยให้ผลเน่าเสียลดลงหรือไม่มี จึงทำให้ได้ผลผลิตเพิ่มมากขึ้น ลดต้นทุนการใช้ยาป้องกันได้ด้วย นอกจากนั้น มะละกอพันธุ์นี้ยังมีเปลือกหนา ทำให้มีความปลอดภัยระหว่างขนส่ง เพราะไม่ทำให้เนื้อช้ำเสียหายง่าย ส่วนเนื้อผลแน่น มีความหวาน ปกติประมาณ 13-14 บริกซ์ และถ้าสุกเต็มที่อาจได้ความหวานถึง 1
เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ที่จ.พิษณุโลก หลังเข้าสู่ช่วงฤดูฝนฃ ชาวบ้านหลายพื้นที่เดินทางขึ้นภูเขาไปหาของป่า พืชผลที่ผลิดอกออกหน่อในฤดูฝนนำออกมาขายกันจำนวนมาก เนื่องจากตามป่าเขาในเขต อ.วังทอง มีความชุ่มชื้นจากฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะที่บ้านวังดินสอ ต.วังนกแอ่น อ.วังทอง จ.พิษณุโลก ชาวบ้านใช้เวลาว่างหลังจากทำนาแล้ว ขึ้นภูเขาไปหาหน่อไม้ป่า เห็ดต่างๆจากเขาห้วยฟอง- ซำประดู่ ซึ่งเป็นเขาที่อยู่ติดหมู่บ้านลงมาขายตามเพิงขายของริมถนนสาย 12 พิษณุโลก-หล่มสัก หมู่ที่ 1 ต.วังแอ่น อ.วังทอง จ.พิษณุโลก ได้รับความสนใจจากประชาชน นักท่องเที่ยวที่ผ่านทางอุดหนุนสินค้าสดๆจากป่าสร้างรายได้งาม โดยเฉพาะเห็ดโคน มีราคากิโลกรัมละ 200-300 บาท ขณะที่หน่อไม้ขายดีถึงกิโลกรัมละ40 บาท นางปรียา ลองแก้ว อายุ 43 ปี ชาวบ้านบ้านวังดินสอ อ.วังทอง ที่นำของป่ามาวางขาย กล่าวว่า หลังว่างจากการทำนา ตนและเพื่อนบ้าน จะขึ้นเขาไปหาของป่า ทั้งเห็ดโคน หน่อไม้ ยอดผักต่างๆ ลงมาวางขายหมุนเวียนกันไปเพื่อสร้างรายได้เสริม โดยช่วงเดือนนี้หน่อไม้ป่ากำลังแตกหน่อ จึงขึ้นไปขุดหาหน่อไม้ที่เขาห้วยฟอง-ซำประดู่ ลงมาขายในกิโลกรัมละ 40 บาทแม้ขนาดไม่
ยางพารายังถือได้ว่าเป็นพืชเศรษฐกิจส่งออกของประเทศไทยที่สำคัญอย่างหนึ่ง แม้ว่าช่วงที่ผ่านๆ มาจะซบเซาและราคาตกต่ำลงไปมากก็ตาม ด้วยเพราะพื้นที่ และจำนวนการปลูกของเกษตรกรที่เพิ่มมากขึ้น และเศรษฐกิจที่ค่อนข้างซบเซา จึงทำให้ราคายางพาราไม่ค่อยดีนัก แต่กระนั้นน้ำยาง จากต้นยางพาราก็สามารถนำมาแปรรูปเป็นสินค้าที่นำไปใช้ในอุตสาหกรรมยางรถยนต์ หรือนำไปใช้ประกอบการทำถนน หรือกระทั่งการแปรรูปไปสู่การทำเครื่องนอน อย่าง หมอน ที่นอน และแปรรูปไปสู่การทำกระเป๋า กระเป๋าเดินทาง เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า ประกอบกับในปัจจับนที่ดูเหมือนว่าการประกอบอาชีพเพียงอาชีพเดียวคงไม่เพียงพออีกต่อไปแล้วในปัจจุบัน ด้วยภาวะเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทำให้หลายคนหันมาสนใจการประกอบอาชีพเสริม นอกเหนือจากงานประจำที่ทำอยู่ทุกวัน การมองเห็นช่องทางและโอกาสในการประกอบอาชีพจึงเป็นการเพิ่มรายได้ให้ได้ไม่น้อยเลยทีเดียว คุณจตุพล พรหมเทพ วัย 28 ปี วิศวกรหนุ่ม คนนี้ก็เช่นกัน เขาไม่เพียงมีงานประจำทำเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ยังมีอาชีพเสริม เป็นคนขายกระเป๋าจากยางพารา ไอเดียกิ๋บเก๋สุดสร้างสรรค์ ที่มีทั้งรูปสัตว์และผลไม้ ใบไม้นานาชน
เศรษฐกิจไทย นับว่าผ่านวิกฤตและการชะลอตัวมาหลายครั้ง โดยเฉพาะครั้งที่เป็นโศกนาฏกรรมใหญ่ คือ ‘วิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง’ เมื่อปี 2540 อันเกิดจากการเปิดเสรีทางการเงิน ขณะที่ยังคงตรึงอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทไว้ ส่งผลให้เกิดการกู้เงินจากต่างประเทศมากเกินควร โดยเงินกู้เหล่านั้นจำนวนมากไหลเวียนในวังวนของการเก็งกำไร โดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์ ราคาของสินทรัพย์ถูกปั่นให้มีมูลค่าสูงเกินจริง จนเกิดภาวะ ‘เศรษฐกิจฟองสบู่’ เมื่อเศรษฐกิจไทยประสบภาวะขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และการส่งออกที่ลดต่ำลงอย่างมาก จึงเกิดช่องโหว่ให้ค่าเงินบาทถูกโจมตีอย่างหนัก จนรัฐบาลต้องประกาศลอยตัวค่าเงินในที่สุด ส่งผลให้ค่าเงินบาทลดต่ำลงทันทีเกือบหนึ่งเท่าตัว เท่ากับว่า หนี้ที่กู้จากต่างประเทศในจำนวนเดิม จะต้องใช้เงินบาทมากขึ้นในการชำระคืน ทำให้ภาคเอกชนและสถาบันการเงินที่ก่อหนี้ต่างประเทศเอาไว้ต้องล้มละลายและปิดตัวลงเป็นจำนวนมาก เกิดผลกระทบทางสังคมและระบบเศรษฐกิจไทยอย่างมหาศาล จวบจนวันที่ 2 กรกฎาคม 2560 นี้ กำลังจะครบรอบ 20 ปีของวิกฤตการณ์แล้วแต่พบว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่ก้าวออกจากขอบเหวของวิกฤตนัก รองศาสตราจารย์ ดร.อภิชาต สถิตนิรามัย อา
เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ชาวบ้านไร่ตก หมู่ 6 ต.สำนักขาม อ.สะเดา จ.สงขลา หมู่บ้านชายแดนไทยมาเลเซีย รวมตัวกันตั้งกลุ่มเพาะเห็ดโคนน้อยตามโครงการ “สัมมาชีพชุมชนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” เพื่อเสริมสร้างรายได้ และลดค่าใช้จ่ายในครอบครัว ได้รับงบสนับสนุนงบประมาณ 16,000 บาท เพื่อนำมาใช้หมุนเวียนเพาะเห็ดโคนน้อย เช่นซื้ออุปกรณ์และปัจจัยการผลิตต่างๆ และมีผู้เชี่ยวชาญในการเพาะเห็ดโคนน้อยมาแนะนำเทคนิคการเพาะเห็ดโคนน้อย นายเปรม สุวรรณรัตน์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 ประธานกลุ่มกล่าวว่า การเพาะเห็ดโคนน้อยจะใช้วัสดุหลักเป็นขี้เลื่อยจากไม้ยางพารา ซึ่งจะเจริญเติบโตและให้ผลผลิตได้ดีกว่าขี้เลื่อยจากไม้อื่น “สูตรการทำใช้ขี้เลื่อย 100 กิโลกรัม รำข้าว 8 กิโลกรัม ยิปซั่ม ปูนขาว ภูไมท์ ยูเรีย อย่างละ 1 กิโลกรัม ดีเกลือ 200 กรัม นำน้ำมาผสมกับดีเกลือและยูเรียคนให้ละลาย ผสมให้เข้ากัน แล้วนำน้ำที่ผสมดีเกลือกับยูเรียค่อยๆ รดลงไป คนให้เป็นเนื้อเดียวกัน ทิ้งไว้ 1-2 วัน นำส่วนผสมที่ได้มาใส่ถุงพลาสติกอัดให้แน่นน้ำหนักถุงละ 1 กิโลกรัม มัดปากถุง โดยใช้จุกพลาสติก อัตราส่วนที่ผสมกันจะได้ 120 ถุง” นายเปรมกล่าวว่า นำไปนึ่งในถัง
บังเอิญได้ผ่านไปแถวถนนบางกรวย-ไทรน้อย จากการไปทำงาน เลยได้มาเจอร้านกล้วยแขกร้านหนึ่ง ซึ่งเป็นร้านเล็กๆ ติดริมถนน เป็นร้านที่ดูธรรมดาๆ แต่คนต่อคิวซื้อแน่นตลอดทั้งวัน ถึงขั้นต้องแจกบัตรคิว เพื่อรอซื้อกันเลยทีเดียว ทีมงานเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จึงติดต่อสอบถามไปยังเจ้าของร้าน ทราบว่า คุณสุนทรี นันทวัฒกี หรือ ป้าติ่ง วัย 54 ปี เป็นเจ้าของร้าน “กล้วยแขกพระราม ๕” ดังกล่าว โดยป้าติ่ง เล่าให้ฟังว่า “ส่วนตัวเป็นคนชอบกินกล้วยทอด แต่เวลาไปซื้อร้านไหนๆ ก็มัน อมน้ำมันบ้าง เหม็นหืนบ้าง ซึ่งเราไม่ค่อยชอบที่มีน้ำมันเยอะๆ อีกทั้งเดิมเป็นพนักงานสาวออฟฟิศเหมือนคนทั่วไป แต่พอมีครอบครัว จึงตัดสินใจลาออกจากงาน ประจวบกับการคิดหาอาชีพทำ เพื่อสร้างรายได้เสริมในครอบครัว และจากความชอบกินกล้วยทอด จึงตัดสินใจเปิดร้านขายกล้วยแขก” ด้วยพื้นเพเป็นคนจังหวัดนนทบุรีอยู่แล้ว จึงทราบดีว่า พื้นที่จังหวัดนนทบุรี เป็นพื้นที่ที่มีสวนผลไม้เยอะ สวนกล้วยก็เช่นเดียวกัน “แต่ก่อนพื้นที่แถบนี้ ปลูกกล้วยกันเยอะมาก ช่วงที่ตัดสินใจว่าจะขายกล้วยแขกนั้น ไปได้สูตรมาจากน้าสาว ซึ่งแกขายอยู่แถวเมืองทอง ส่วนตัวจึงไปขอสูตรมาและมาเช่าที่ตรงสี่แยกบา
จากความหลังในวัยเด็กกลายเป็นแรงบันดาลใจขับเคลื่อนออกมาเป็นแบรนด์ “บั๊กการ์ด” ผลิตภัณฑ์แผ่นแปะป้องกันยุง ซึ่งถือเป็นเซ็กเมนต์น้องใหม่ในตลาดผลิตภัณฑ์กันยุง เพราะคนส่วนใหญ่ยังคุ้นเคยกับสินค้าดั้งเดิมในรูปแบบของยาจุดกันยุงแบบขด แบบสเปรย์ หรือแบบโลชั่นทากันยุง จึงเป็น “โอกาส” เจาะเข้าไปในตลาดที่มี “ช่องว่าง” อีกมหาศาล และถึงแม้ว่าจะเริ่มมีผู้เล่นรายใหม่ๆ กระโดดเข้ามาชิงส่วนแบ่งตลาด แต่ก็ยังเป็นบลูโอเชี่ยนที่มีการแข่งขันไม่สูง แบรนด์ “บั๊กการ์ด” ยังเป็นการตั้งชื่อที่มองการณ์ไกลไปถึงการแตกไลน์ผลิตภัณฑ์กำจัดแมลงประเภทอื่นๆ ออกมาสยายอาณาจักรไล่แมลงทั้งในและต่างประเทศ ทุ่มสุดตัว ลงทุนตั้งต้น 4 แสน ภญ.วันทณีย์ เสนาคุณกรรมการผู้จัดการ บริษัท วันเวนเชอร์ จำกัด เจ้าของผลิตภัณฑ์แผ่นแปะป้องกันยุงจากสารสกัดธรรมชาติ แบรนด์ “บั๊กการ์ด” เปิดฉากเล่าที่มาที่ไปของธุรกิจว่าย้อนไปสมัยเด็กๆเคยป่วยเป็นไข้เลือดออกจึงเป็นความหลังฝังใจมาตลอดว่าทำไมไม่มียารักษา และเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ก็ยังได้ยินได้รับรู้ข่าวที่มีผู้เสียชีวิตจากไข้เลือดออกทุกปี จึงตัดสินใจเลือกเรียนคณะเภสัชศาสตร์ กระทั่งเรียนจบออกมาเปิดร้านขายยาของตั
ที่บริเวณถนนราชดำเนิน ถนนจ่านกร้อง หน้าศาลากลางจังหวัดพิษณุโลก ทุกวันศุกร์ ในช่วงเช้าจะมีตลาดนัดเกษตรกร นำสินค้าเกษตรหลากหลายชนิดมาจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง ทั้งพืชผัก ผลไม้ ข้าวสาร อาหารแปรรูป มีชาวพิษณุโลกและข้าราชการมาอุดหนุนจำนวนมาก และมีอยู่ร้านหนึ่ง เป็นร้านขายข้าวเหนียวหมูทอด ชื่อร้านป๋าแจ้ว หมูหมักเทวดา ที่ขายดีมากๆ น่าจะขายดีที่สุดแล้วในตลาดนัดเกษตรกร ทุกเช้าวันศุกร์และวันจันทร์ จะมีผู้คนมายืนมุงสั่งซื้อข้าวเหนียวหมูทอดอย่างหนาแน่น โดยเฉพาะบรรดาข้าราชการที่ทำงานบนศาลากลาง หรือในค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่เป็นลูกค้าขาประจำ ต้องมาสั่งข้าวเหนียวดำหมูทอด ห่อละ 20 บาทกันคับคั่ง เจ้าของร้านป๋าแจ้ว หมูหมักเทวดา คือ นายศักดินา เอี่ยมสะอาด อายุ 53 ปี ชาวบ้าน ม.5 บ้านคลองแค ต.ท่าช้าง อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก จะทำหน้าที่หลักยืนทอดหมูอยู่ด้านหลังร้าน เฉพาะวันจันทร์และวันศุกร์ ที่มาขายในตลาดนัดเกษตรกรหน้าศาลากลางจ.พิษณุโลก โดยเตรียมหมูหมักมาขายถึงวันละ 100-110 กิโลกรัม และต้องเตรียมข้าวเหนียวดำ หรือที่นิยมเรียกกันว่า ข้าวเหนียวลืมผัว มานึ่งให้ลูกค้าวันละ 4 ถัง ( ถังละ 15 กิโลกรัม) ขายตั้งแต่เว
“ผู้ใหญ่อี๊ด – อนันต์ อินทร” หนุ่มใหญ่ร่างบาง ผิวคล้ำ พูดจาสุขุม เกษตรกรยุคใหม่ที่ใช้หลักทฤษฎีเกษตรพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาพัฒนาบ้านเกิดจากนักกฎหมายผันตัวเองเป็นเกษตรกร เจ้าของไร่ธันยจิราพร ไร่อ้อยที่ใหญ่สุดในนครสรรค์ ส่งต่อผลผลิตสู่กลุ่มโรงงานน้ำตาลมิตรผล “การทำอะไรก็ตาม อย่างแรกเราต้องมีใจรักก่อน แล้วมาศึกษา พร้อมกับวางแผน ซึ่งการทำงานของผมจะน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 3 ห่วง (ความพอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกันที่ดี) 2 เงื่อนไข (ความรู้และคุณธรรม) ของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาประยุกต์ใช้กับงานและการดำเนินชีวิตในประจำวัน” ผู้ใหญ่อี๊ด เล่าให้เราฟังว่าหลังจากจบการศึกษาระดับม. 6 แล้วเรียนต่อในด้านกฎหมาย จากนั้นหันมาทำไร่อ้อย เริ่มต้นลงมือทำเองทุกอย่าง โดยนำหลักต่างๆ มาประยุกต์ใช้ เน้นการคิดต่าง ผู้ใหญ่อี๊ดเล่าเพิ่มเติมว่าเริ่มทำไร่อ้อยตั้งแต่ปี 2529 จนถึงตอนนี้อายุ 49 ปีแล้ว ปัจจุบันมีไร่อ้อยที่เป็นของตัวเอง 400 ไร่ และมีลูกไร่อีก 3,000 กว่าไร่ การทำไร่อ้อย มีกระบวนการทำอย่างไรบ้าง? -สิ่งแรกคือเราต้องรู้เกี่ยวกับระบบดินก่อน แล้วนำเอาเรื่องของวิชาการเข้ามาปรับใช้ โด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร้านมงคลอิเลคทริค เลขที่ 430/1 ถนนกลางเมือง ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ร้านซ่อมและติดตั้งแอร์รถยนต์ ไดนาโม และแบตเตอรี่ นำถังน้ำยาแอร์เก่ามาประดิษฐ์ให้เป็นระฆังแจกจ่ายให้กับวัดในพื้นที่ชนบทห่างไกล นายอนุพงษ์ บุญอาจ เจ้าของร้านกล่าวว่า ทำเสร็จสิ้นแล้ว รวม 28 ใบ พร้อมไม้เคาะระฆัง โดยแนวคิดมาจากแนวกระแสพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 จึงนำแนวคิดดังกล่าวมาประกอบอาชีพอย่างพอเพียง พออยู่พอกิน พอมี พอใช้ หากเหลือให้แบ่งปัน แต่ละวันร้านจะมีลูกค้ามาเติมน้ำยาแอร์รถยนต์จำนวนมาก แต่ละถังมีขนาด 13.6 กิโลกรัม และเมื่อน้ำยาหมดต้องทิ้ง หรือบริจาคให้คนรับซื้อของเก่า บิดาคือ นายชูศักดิ์ บุญอาจ จึงมีแนวคิดอยากนำมาปรับใช้ให้เป็นประโยชน์ จากนั้นได้ร่วมกันศึกษาหาความรู้ผ่านยูทูบ ที่มีการสอนการดัดแปลงถังให้ออกมาในรูปแบบต่างๆ “มาวันหนึ่งคุณพ่ออยากทำระฆัง จึงนำถังน้ำยาแอร์เก่านั้นมาทำ เริ่มจากการตัดวาล์วออกจากตัวถัง ใช้ใบตัดเหล็กตัดก้นถังออก ใช้ตะไบลบคม ดัดพับหูถังให้เป็นรูปใบเสมาและเชื่อมติดกัน เมื่อเสร็จนำถังไปล้างให้สะอาด ตากให้แห้ง พ่นสีกันสนิม ก่อนพ่นสีเหลือง ใช้เวลาทำใบละ
