หลักสูตรเรียนฟรี
วันที่ 26 ธันวาคม 2559 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ถนนทางหลวงหมายเลข 22 นิตโย สกลนคร-อุดรธานี หลัก กม.ที่ 61 บ.ม่วงไข่ อ.พังโคน จ.สกลนคร บริเวณข้างทางพบว่ามีชาวบ้านเริ่มหารายได้พิเศษ ด้วยการนำเอาเศษผ้าจากโรงงานที่รับซื้อมา ในกิโลกรัมละ 50 บาท โดยผ้าหลากสีที่ได้มาจะนำมาทำเป็นงานฝีมือ สร้างเป็นเปลญวน พรมเช็ดเท้า และ อื่นๆที่สามารถทำออกมาเป็นประโยชน์และขายได้ นำมาวางจำหน่ายเรียงรายอยู่ข้างทาง ขายอันละ 150-250 บาท แล้วแต่ขนาด มีลูกค้าแวะเวียนถามซื้อ นำเป็นของฝากช่วงเทศกาลปีใหม่และนำไปผูกตามร่มไม้หรือใต้ถุนบ้าน แต่เปลขนาดเล็กๆธรรมดาไป ทักทอเปลทั้งทีต้องเอาให้ใหญ่ให้คุ้ม อีกทั้งเพื่อเป็นการดึงดูดลูกค้า กลายเป็นอะเมซิ่งของดีข้างทางไปแล้ว นาง อำไพ พรมพินิจ อายุ 60 ปี เจ้าของร้านขายเปลญวน กล่าวว่า ร้านของตนชื่อ เปลยักษ์หลักร้อย สาเหตุเพราะหากเดินทางมาจากจังหวัดอุดรธานีถึงบริเวณตรงบ้านของตน เป็นหลักกิโลเมตรที่ 100 พอดี แต่เดิมทุกปีสานเปลญวนขนาดธรรมดาขาย แต่ปีนี้มีไอเดียคืออยากลองทำเปลญวนยักษ์ออกมาจำหน่าย ได้เริ่มทำ 2-3 เดือนก่อนพอทำออกมากลายเป็นว่าดูดี ใช้งานได้ แข็งแรง นั่งได้ กะว่าเอาไว้โชว์อย่างเ
“ชีวิตคนเราไม่แน่ไม่นอน” ประโยคดังกล่าวนี้ เห็นจะจริงที่สุดสำหรับ คุณชวพจน์ ชูหิรัญ หรือ “เฮียนพ” วัย 49 ปี ผู้ผ่านชีวิตจากจุดต่ำสุด ขนาดที่ว่าบ้านซุกหัวนอนแทบจะยังไม่มี ผ่านงานมาแล้วนับร้อยอาชีพ ทั้งพนักงานรักษาความปลอดภัย คนขับแท็กซี่ ขับวินมอเตอร์ไซค์ มาสู่ เถ้าแก่โรงงานหมูปิ้ง ที่มีออร์เดอร์เฉลี่ยวันละ 100,000 ไม้ อ่านไม่ผิดหรอกค่ะ เฉลี่ยวันละหนึ่งแสนไม้ ชีวิตที่ผกผัน ลงต่ำสุด ขึ้นสูงสุดนี้ ไม่ใช่อยู่ๆ ก็ได้มา หากแต่ต้องผ่านประสบการณ์ ผ่านร้อน ผ่านหนาว กระทั่งมาสู่จุดนี้ คุณนพ เล่าว่า จบการศึกษาแค่มัธยมศึกษาปีที่ 3 หลังจากเรียนจบ ทำงานโรงงานอีก 10 ปี ผันไปสู่พนักงานโรงแรม จนกระทั่งเข้าสู่ปี 2540 วิกฤตต้มยำกุ้ง ก็ถูกเลิกจ้าง จากนั้นก็ดิ้นรนทำและพยายามหาอาชีพอีกหลายอาชีพ ทั้งค้าขายตามตลาดนัด เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย ไปเรียนการทำน้ำยาล้างจาน เรียนทำไอศกรีม พร้อมๆ กับออกไปขับแท็กซี่ ขับวินมอเตอร์ไซค์แถวสถานีตำรวจ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี และชีวิตมาสู่จุดผกผันครั้งยิ่งใหญ่เมื่อได้รู้จักกับกลุ่มแม่บ้านโรงพักตำรวจปากเกร็ด ที่กลุ่มแม่บ้านนี้เอง คุณนพได้สูตรการทำหมูปิ้งมาจาก “คุณอั้
ในบรรดาอาหารที่ถูกเลือกให้เป็นเมนูด่วนชนิดหาทานง่าย สะดวกต่อการรับประทาน และมีความรวดเร็วทั้งประหยัดเวลาแล้วเห็นจะต้องยกให้ “ไก่ย่าง”เป็นหนึ่งในนั้น ด้วยกรรมวิธีทำที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน วัตถุดิบที่หาได้ง่าย รวมถึงไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่มาก จึงทำให้การย่างไก่ขายเป็นอาชีพเกิดขึ้นทั่วทุกแห่ง ดังนั้นไม่ว่าจะเดินไปตรอกซอกซอยไหนในทุกจังหวัดของประเทศ จะแลเห็นพ่อค้า-แม่ค้าย่างไก่ขายกันเป็นจำนวนมาก ถึงแม้จะมองไก่ย่างเป็นอาหารธรรมดา แต่ยังมีบางพื้นที่ยกย่องให้ไก่ย่างที่มีถิ่นกำเนิดในชุมชนท้องถิ่นของตนเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางภูมิปัญญา เพราะทำกันมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษตกทอดจนปัจจุบัน “ไก่บางตาล” เป็นไก่ย่างที่ถือกำเนิดมาจากหมู่บ้านบางตาล อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ที่แห่งนี้มีประวัติการปิ้งไก่กันมายาวนาน โดยเฉพาะการนำไปขายยังสถานีรถไฟคลองบางตาล ชื่อไก่ย่างบางตาลอาจไม่คุ้นและรู้จักดีนัก แต่ถ้าบอกว่า ‘ไก่เหลือง’แล้ว แน่นอนว่ามีหลายคนต้องได้ลิ้มลองกันมาแล้ว และรู้ดีว่ามีรสชาติที่เข้มข้นเผ็ดร้อนจากการหมักด้วยเครื่องเทศและสมุนไพรหลายชนิด ฉะนั้นการบริโภคไก่บางตาลไม่เพียงแค่ความอร่อยเท่านั้น แต่ร่างกายของค
เป็นที่ยอมรับกันโดยกว้างขวาง สำหรับปัญหาของ SMEs ไทย ในการขยายตลาดสู่ต่างประเทศ นั่นคือ เรื่องของมาตรฐานสินค้า โดยเฉพาะสินค้าประเภทอาหารและเครื่องดื่ม เมื่อไม่นานนี้ ทาง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม จึงได้มอบนโยบายไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ร่วมมือกัน ยกระดับความสามารถในการแข่งขันของ SMEs ไทย ให้มีศักยภาพมากขึ้น ทางหน่วยงานหลัก อย่าง สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว. จึงได้จับมือกับพันธมิตร 4 องค์กร ได้แก่ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกันผลักดันให้ SMEs ไทย เข้าสู่ระบบมาตรฐาน อย. GMP (จีเอ็มพี) เพื่อขยายฐานการตลาดสู่ประเทศเพื่อนบ้านและภูมิภาคอื่นได้อย่างเป็นระบบ จากข้อมูลการบรรยายในหัวข้อการอบรมให้ความรู้แก่ผู้ประกอกการ ซึ่งจัดขึ้นจากความร่วมมือของสสว.กับพันธมิตร ในหัวข้อ “ทำอย่างไรถึงจะได้ อย.” โดยคุณสมชาย โกมลยิ่งเจริญ ที่ปรึกษาสำนักอาหาร อย. ให้ข้อมูลว่า สินค้าที่จำ
ขอยอมรับว่าผมเคยกินแต่ปลาร้าทั่วไปที่ให้กำเนิดมาจากภาคอีสาน เมื่อเร็วๆ นี้ นับเป็นครั้งแรกที่ผมได้กินปลาร้าของคนภาคใต้ ที่เมืองคอน ปลาร้าที่ว่าทำจากปลาดุกล้วนๆ ทั้งตัว ไม่ได้เป็นปลาร้าแบบเละๆ ที่นำไปใส่ส้มตำ ปลาดุกร้านำมาทอดจนมีกลิ่นหอม ซอยหอม พริกขี้หนู บีบมะนาวใส่ลงไป นำมากินกับข้าวสวยร้อนๆ แค่นี้ก็อร่อยแล้ว แต่ถ้าให้ดีต้องกินข้าวราดแกงเหลืองแล้วแกล้มด้วยปลาดุกร้าก็จะอร่อยชนิดว่า ไม่อยากบอกใครเลยทีเดียว เพราะบอกไม่ถูกว่าอร่อยอย่างไร เมื่อไปเจอปลาดุกร้ารสชาติดีที่เมืองคอนก็อดที่จะซื้อเป็นของฝากไม่ได้ ตอนได้ยินว่าเป็นปลาร้าเป็นห่วงอย่างเดียวว่าจะเป็นปลาร้าที่สกปรก เพราะพอรู้มาบ้างว่าก่อนจะเป็นปลาร้าจะต้องตากแดด แมลงวันคงจะเข้ามาตอมกันหึ่ง สำหรับเรื่องนี้ คุณอนันต์ สิงหโกวินทร์ เพื่อนชาวเมืองคอนยืนยันว่า กินปลาร้าของเมืองคอนไม่ต้องห่วงเรื่องความสะอาด เพราะคนทำปลาดุกร้าได้ใช้วิธีตากปลาในเรือนกระจกที่แมลงวันเข้าไปไม่ได้ คุณอนันต์ไม่ได้เพียงแค่บอกยังได้พาผมไปยังแหล่งผลิตด้วย แหล่งผลิตที่ว่าตั้งอยู่ที่ตำบลท่าซัก อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ตอนแรกผมคิดในใจว่า ผู้ผลิตปลาดุกร้าขายมีเพียงค
เรื่อง/รูป โดย มติชนออนไลน์ นางสาวจิรภัทร ชีโพธิ์ หรือเก๋ อายุ 48 ปี ซึ่งปัจจุบันอาศัยอยู่ที่บ้าน ในหมู่ที่ 8 ต.หนองไข่น้ำ อ.เมือง จ.นครราชสีมา และได้ใช้พื้นที่ข้างบ้านประมาณ 60 ตารางวา ทำเป็นฟาร์มเลี้ยงกุ้งก้ามแดงแบบพอเพียง มีบ่อซีเมนต์ขนาด 2 X 2 เมตร สำหรับเลี้ยงกุ้งพ่อพันธุ์-แม่พันธุ์ อยู่ 3 บ่อ และมีกะละมังพลาสติกขนาดใหญ่ สำหรับเลี้ยงกุ้งอนุบาลอยู่ประมาณ 20 ใบเท่านั้น นางสาวจิรภัทร ชีโพธิ์ เล่าให้ฟังว่า ในอดีตนั้นเป็นสาวโรงงานผลิตกระดาษ อยู่ชานเมืองกรุงเทพมหานคร ซึ่งต้องทำงานหนักมาก แต่ก็มีรายได้สูงด้วยเช่นกัน โดยเงินเดือนล่าสุดของตนคือกว่า 50,000 บาท แต่ด้วยความที่เป็นห่วงแม่วัย 68 ปี อยู่บ้านเพียงลำพัง หลังจากที่พี่สาวได้ย้ายไปเป็นครูอยู่ที่ต่างอำเภอ จึงได้ตัดสินใจลาออกจากงานเมื่อช่วงปลายปี 2557 แล้วแพคกระเป๋ากลับบ้านมาดูแลแม่ ที่บ้านเกิด ต.หนองไข่น้ำ อ.เมือง จ.นครราชสีมา โดยช่วงแรกมีเวลาว่างมาก จึงได้ลองศึกษาวิธีเลี้ยงกุ้งก้ามแดง หรือกุ้งเครฟิช หรือกุ้งล็อบสเตอร์น้ำจืด ซึ่งเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงนำเข้ามาจากต่างประเทศ และทดลองเพาะเล
เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า ที่ต.ท้อแท้ อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก ได้มีเกษตรกรคนรุ่นใหม่ ทำฟาร์มปลูกเมล่อน ประสบผลสำเร็จ ยอดสั่งจองออนไลน์ช่วงเทศกาลปีใหม่ ที่จะถึงนี้ ออเดอร์สั่งเพียบ ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปพบกับน.ส.สุดาวัลย์ ทองเลิศล้ำ อายุ 34 ปี อยู่บ้านเลขที่ 3 ม.5 ต.ท้อแท้ อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก เจ้าของ “Porsche Melon Farm” สอบถามทราบว่า เมื่อประมาณ 1 มิ.ย. ที่ผ่านมา ได้ลาออกจากพนักงานประจำ โดยเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด ดูแลลูกค้า แบงค์ชื่อดังแห่งหนึ่งใน จ.พิษณุโลก แต่อยากกลับบ้านมาใช้ชีวิตที่เรียบง่าย ดูแลแม่และลูกสาว พร้อมต้องการเดินตามรอยวิถีปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของในหลวง รัชกาลที่ 9 จึงตัดสินใจลาออก มาเปลี่ยนพื้นที่ทุ่งนา สร้างโรงเรือนปลูกเมล่อนญี่ปุ่น ด้วยงบที่มีอยู่ 200,000 บาท ศึกษาวิธีทำจากอินเทอร์เน็ต ลองผิดลองถูก ประมาณครึ่งปี “ถ้ามีใครถามว่า ตอนนี้ ตนเองเดินมาได้ถึงจุดไหนแล้ว บอกได้เต็มปากเลย ว่าประสบความสำเร็จในการใช้ชีวิตเกษตรกรได้อย่างภาคภูมิใจ เพราะเรียนรู้เอง ไม่ได้มีใครสอน ใช้เวลาเพียงครึ่งปี ก็สามารถมีผลผลิต ออกสู่ท้องตลาดได้ และเป็นที่น่าพอใจ ส่วนเกษ
เรื่อง/ รูป โดย ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา อาชีพน่าสนใจอีกอย่างที่ชาวบ้านเหล่าโพนค้อ อำเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร นิยมกันคือการทำสวนเพาะกล้าไม้ขาย โดยมีการทำกันเป็นจำนวนหลายครอบครัวทั่วทั้งหมู่บ้าน ส่งขายทั้งพื้นที่บริเวณจังหวัดใกล้เคียงและทั่วประเทศ ซึ่งว่ากันว่าที่นี่นับเป็นแหล่งเพาะ-ขายกล้าไม้ขนาดใหญ่อีกแห่งของประเทศ คุณวีระชัย แสนธิจักร เป็นเจ้าของร้านเพาะ-ขายกล้าไม้ชื่อ “สวนแม่แตงพันธุ์ไม้” อยู่บ้านเลขที่ 26 หมู่ที่ 6 ตำบลเหล่าโพนค้อ อำเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร โดยสวนของเขาเพาะ-ขายกล้าไม้หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นผักหวาน ลิ้นฟ้า ไม้ป่า มะกรูด มะนาว พืชผักสวนครัวต่างๆ รวมถึงไม้ประดับบางชนิด คุณวีระชัย แสนธิจักร การออกหางานรับจ้างทั่วไปในหลายพื้นที่ของประเทศ ทำให้คุณวีระชัยรู้สึกว่าไม่มั่นคง ยิ่งสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปราะบางเช่นนี้ดูเป็นเรื่องเสี่ยงต่อการหารายได้เลี้ยงปากท้องและครอบครัวเป็นอย่างมาก การเพาะต้นกล้าไม้เป็นอาชีพที่ชาวบ้านตำบลเหล่าโพนค้อ หลายครอบครัวทำกันจนมีรายได้ดี อีกทั้งตลาดกล้าไม้กำลังได้รับความสนใจมากขึ้น แล้วอาชีพนี้ยังไม่ต้องออกไปตระเวนขาย เพราะมีคนมารับซื
ร้านอาหารโมเดลใหม่ เริ่มต้นได้ แม้ไม่มีทุน! หลายคนอาจคิดว่า “เงินทุน” เป็นปัจจัยเดียวในการทำธุรกิจ หากคิดที่จะมีกิจการเป็นของตนเอง ต้องเป็นความฝันลมๆ แล้งๆ แน่ หากไม่มีทุน ทุกอย่างจบตั้งแต่เริ่มต้นจินตนาการ ล่าสุด เจ้าของแฟรนไชส์ “ส้มตำมาละเด้อ” เผยว่า ความคิดข้างต้น อาจไม่ถูกต้องเสมอไป เพราะได้คิดค้น “โมเดลธุรกิจ” ร้านอาหารอีสานแนวใหม่ ที่แม้ไม่มีเงินติดตัวสักบาท ก็อาจทำให้ฝันของใครหลายคนกลายเป็นจริงได้ ส่วนรายละเอียด จะเป็นอย่างไรนั้น ทาง คุณเอ – โรสสุคนธ์ ภัทรภาดา ผู้บริหาร บริษัท พร้อมปรุง จำกัด เจ้าของกิจการแฟรนไชส์ “ส้มตำมาละเด้อ” ให้ข้อมูลรายละเอียดว่า ปัจจุบันแฟรนไชส์ ส้มตำมาละเด้อ กระจายอยู่ทั่วประเทศกว่า 50 สาขา ล่าสุดกำลังมองหานักลงทุนรายใหม่ ที่มีศักยภาพในการบริหารจัดการร้าน แต่ไม่จำเป็นต้องมีเงินลงทุน โดยได้สร้างร้านอาหารอีสานต้นแบบขึ้นมาแห่งแรก อยู่ที่อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ก่อนเปิดโอกาสให้คนไม่มีทุน คนตกงาน หรือคนมีงานทำอยู่แล้วแต่อยากมีกิจการของตัวเอง ซึ่งเป็นคนในพื้นที่ เข้ามารับการอบรมเรียนรู้การบริหารจัดการทุกเรื่องภายในร้านอาหารอีสาน เป็นเวลา 100 ชั่วโมง เม
คุณมงคล สุทธิสาร หรือ คุณกอล์ฟ เจ้าของบ้านสวนช่อจันทร์ เลขที่ 20 หมู่ที่ 2 บ้านสะอาด ตำบลพรสวรรค์ อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด จบการศึกษาระดับปริญญาตรี การตลาด โดยก่อนหน้านี้คุณกอล์ฟทำงานที่ร้านอาหารระดับ 5 ดาว อยู่ที่กรุงเทพฯ ฝ่ายการตลาด ด้วยหน้าที่ต้องมีการจัดหาซื้อวัตถุดิบ บวกกับร้านอาหารที่คุณกอล์ฟทำ มีมากถึง 6 สาขา คุณมงคล สุทธิสาร ช่วงหน้าแล้งร้านอาหารประสบปัญหาขาดแคลนมะนาวเป็นอย่างมาก ทางเชฟไม่สามารถหามะนาวมาทำอาหารได้พอ คุณกอล์ฟจึงต้องลงมาช่วยหาวัตถุดิบ ช่วงนั้นไปเกือบทุกตลาดก็ไม่ค่อยมี หายากมาก มะนาวแป้นรำไพที่เคยใช้ขาดตลาด จึงหันมาใช้มะนาวพันธุ์อื่นแทน แต่ด้วยคุณสมบัติของมะนาวพันธุ์อื่นไม่สามารถสู้แป้นรำไพได้ เพราะมะนาวแป้นรำไพมีลักษณะเด่น เปลือกบาง น้ำหอม ได้รสชาติ ช่วงนั้นลูกค้าที่ร้านขาดหายไปเลย คือรสชาติไม่ได้ กลิ่นไม่ได้ คุณกอล์ฟจึงต้องกลับไปใช้มะนาวแป้นรำไพอย่างเดิม ถึงแม้ว่าราคา ลูกละ 15 บาท ก็ต้องยอม ณ ตอนนั้น คุณกอล์ฟเลยมีความคิดว่าหันมาปลูกมะนาวดีกว่า ปลูกแล้วส่งร้านอาหารที่ตนเองทำงานอยู่นี่แหละ ปลูกแล้วได้ผลดีมาก ทีนี้ผลผลิตไม่พอที่จะส่งร้านอาหารทั้ง 6 สาขา ด้วยเมน
