หลักสูตรเรียนฟรี
จากธุรกิจขายส่งข้าวแต๋นกว่า 10 ปี วันนี้แบรนด์ ติกกี้ไรซ์ ข้าวแต๋น…อร่อยมาก กลายเป็นข้าวแต๋นเงินแสน ด้วยฝีมือการสร้างแบรนด์จาก คุณเจี๊ยบ-รุจิรา สิงห์ทอง วัย 35 ปี ดีกรีปริญญาโท 2 ใบ และเป็นผู้จัดการบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง เธอไม่ทิ้งเวลาว่างหางานเสริมทำเพิ่มคู่ไปกับงานประจำ คุณเจี๊ยบ เล่าว่า ที่บ้านทำข้าวแต๋นขายมา 10 ปีแล้ว แต่เป็นเพียงการขายส่งไม่ได้ติดแบรนด์อะไร ช่วงที่ทำงานประจำนำข้าวแต๋นไปฝากเพื่อนที่ออฟฟิศ หลายเสียงชอบรสชาติชมว่าอร่อย จึงคิดว่าน่าจะทำควบคู่กับงานประจำได้ เกิดเป็นแบรนด์ชื่อ เจี๊ยบ ข้าวแต๋น แต่ยังไม่ลงแรงอะไรมาก ทำขายอยู่เพียง 1 ปีตัดสินใจลาออกจากงานประจำเพื่อมาสร้างแบรนด์อย่างจริงจัง ขายเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ แต่แล้วธุรกิจที่คิดว่าไปได้ดี กลับมาสะดุดช่วงน้ำท่วม เพราะเจ้าของร้านที่ให้เช่าพื้นที่ นำที่ไปปล่อยเช่าให้ร้านอื่น คุณเจี๊ยบจึงเปลี่ยนมาขายส่งแทน ติดต่อวางสินค้าตามร้านอาหาร ได้บ้างไม่ได้บ้างแล้วแต่ร้าน แต่การขายส่งใช่ว่าจะดี เพราะติดปัญหาคือบางร้านสินค้าขายไม่ดีทำให้ข้าวแต๋นถูกเก็บไว้นานมาตรฐานสินค้าเรื่องรสชาติอาจไม่เหมือนเดิม จึงเลิกติดแบรนด์ไปหันกลับมาทำงานประจ
ที่ตำบลด่านเกวียน อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา ที่แห่งนี้เป็นฐานผลิตเครื่องปั้นดินเผามีชื่อเสียงมาช้านาน นับเป็นแหล่งผลิตที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ คุณสุ-สุมาลา เป้าพิมพ์ อายุ 33 ปี เจ้าของเรื่องราว เธอเป็นสาวโคราช ผู้สร้างมูลค่าให้กับเครื่องปั้นดินเผา นำการเพ้นต์มาวาดลวดลายด้วยใจรัก สาวนักเพ้นต์ เล่าให้ฟังว่า กว่าจะมีทุกวันนี้ไม่ง่าย ย้อนไป 5-6 ปีก่อน เธอกับแฟนหนุ่ม ผ่านความลำบากมาหลายรูปแบบ ทำงานรับจ้าง ทั้งรายวัน รายเดือน ทำนา ทำสวนก็ทำมาแล้ว สารพัดอาชีพ จนมาถึงอาชีพปัจจุบัน คือการเพ้นต์เครื่องปั้นดินเผา คุณสุ บอกว่า เริ่มต้นอาชีพนี้จากความชอบ อยากพัฒนา และเพิ่มมูลค่าให้กับเครื่องปั้นดินเผาซึ่งเป็นของดีจากบ้านเกิด “สุเป็นคนด่านเกวียน หลายคนรู้ว่าที่นี่เป็นแหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผาชื่อดัง ที่บ้านสุเองก็ทำอาชีพนี้ เราเห็นว่าเครื่องปั้นดินเผามันสามารถทำอะไรได้มากกว่านี้ จากที่ขายรูปแบบซ้ำๆ สีดำ สีน้ำตาล ก็เปลี่ยนเป็นการเพ้นต์ ซึ่งเมื่อก่อนการเพ้นต์ยังไม่เป็นที่นิยม” เมื่ออยากทำ แต่ไม่มีความรู้ด้านศิลปะ คุณสุจึงเริ่มต้นด้วยการซื้อหนังสือมาศึกษาเอง “อ่านหนังสือแล้วก็ยังไม่เข้าใจ จะล
สวัสดีค่ะท่านผู้อ่าน วันนี้เรามาตามกระแสจากญี่ปุ่นกันบ้าง ช่วงนี้เห็นแต่คนไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นกัน อากาศดี หนาว มีหิมะ บรรยากาศสวยงามกันเลยใช่มั้ยคะ ที่ประเทศญี่ปุ่นเองเขาก็ให้ความสำคัญกับการเลี้ยงสุนัขมากเลยนะคะ คุณภาพชีวิตของสุนัขในประเทศญี่ปุ่นถือว่าดีเลยถ้าเทียบกับบ้านเรา วันนี้เลยอยากจะมาแนะนำสายพันธุ์สุนัขอีกหนึ่งสายพันธุ์ของประเทศญี่ปุ่น ที่มีการนำเข้ามาเลี้ยงในไทยเรามานานแล้ว แต่อาจจะเป็นเฉพาะกลุ่มคนที่ชอบสุนัขสายพันธุ์นี้โดยเฉพาะ เราอาจจะไม่ได้พบเห็นกันบ่อยนัก สายพันธุ์ที่ว่าก็คือ สุนัขพันธุ์ชิบะอินุ (Shiba Inu) ค่ะ ชิบะอินุ (Shiba Inu) ในภาษาญี่ปุ่นคำว่า “อินุ” แปลว่า สุนัข ส่วนคำว่า “ชิบะ” มีที่มาไม่แน่นอนเนื่องจากคำว่าชิบะสามารถแปลความได้ว่า “พุ่มไม้” หรือต้นไม้ที่เปลี่ยนเป็นสีแดงในฤดูใบไม้ร่วง ทำให้เชื่อว่าชื่อชิบะอาจจะมาจากความหมายว่าเป็นสุนัขที่ใช้ในการล่าสัตว์ในพุ่มไม้ หรือไม่ก็สีแดงของชิบะเป็นสีแดงที่เหมือนกับต้นไม้ในฤดูใบไม้ร่วง ชิบะยังสามารถแปลได้ว่า “เล็ก” ชิบะอินุเป็นสุนัขที่สามารถอยู่ตามภูเขาได้ดีตามลักษณะภูมิประเทศของประเทศญี่ปุ่น และถูกพัฒนาสายพันธุ์ให้เหมาะกับก
คุณอุบลรัตน์ หลักหาญ หรือ คุณหนิง อายุ 47 ปี หนึ่งในพนักงานที่เจอพิษฟองสบู่แตก โดนเลิกจ้างงานแบบกะทันหันเมื่อปี 2543 จนทำให้เธอต้องหาธุรกิจทำ โดยการเปิดร้านขายขนมครกเศรษฐี 9 หน้า “หลังโดนเลิกจ้างงาน ช่วงแรกยังไม่รู้จะทำอะไร พอดีคุณยายที่สุราษฎร์ฯ ท่านมีสูตรทำขนมครก เป็นสูตรโรยน้ำตาลแบบคนใต้ทาน พี่ก็เลยไปเรียนกับแก” เรียนจนความรู้แน่น คุณหนิงเปิดร้านขายทันที โดยเริ่มจากเข็นรถเข็นขาย แต่ยังไม่ถูกปากลูกค้าเท่าไหร่ เพราะส่วนใหญ่แล้วคนไม่เคยกินขนมครกแบบโรยน้ำตาล จึงกลับมาปรับสูตรใหม่ ใส่กะทิแบบขนมครกทั่วไป เพิ่มหน้าขนมครก แรกเริ่มแค่ 2-3 อย่าง เช่น ข้าวโพด ฟักทอง แต่ถึงอย่างนั้น ผลตอบรับก็ยังไม่ดี คุณหนิง เล่าต่อ กลับมาปรับสูตรกันอีกรอบ คราวนี้เพิ่มหน้าขนมครกมากถึง 9 หน้า เช่น ฟักทอง ข้าวโพด มันม่วง แปะก๊วย งา ต้นหอม ฝอยทอง เผือก ข้าวบาร์เลย์ และมีหน้าอื่นๆ อีกสลับกันไปวันละ 9 หน้า รวมทั้งหมด 9 หน้า (ที่มาของชื่อขนมครกเศรษฐี 9 หน้า) ใช้ข้าวไรซ์เบอร์รี่แทนแป้ง นอกจากกรอบอร่อยแล้ว คนกินยังได้รับประโยชน์อีกด้วย หลังปรับสูตรจนเป็นขนมครกเศรษฐี 9 หน้าฉบับสมบูรณ์ ยอดขายดีขึ้นทันตาเห็น จากเข็นรถขาย
คุณสุพรชัย จันธนะตระกูล บ้านเลขที่ 156 หมู่ที่ 7 ตำบลแพงพวย อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี เกษตรกรผู้เลี้ยงหมู เล่าว่า ตนเกิดมาในครอบครัวที่ทำกิจการฟาร์มหมูมาตั้งแต่สมัยรุ่นพ่อ รุ่นแม่แล้ว โตขึ้นรู้เรื่องก็ต้องช่วยพ่อแม่เลี้ยงหมู ดังนั้น หากจะให้ไปทำอาชีพอื่นคงไม่ทำ เลี้ยงหมูมา 50 ปี ถึงแม้ว่าการเลี้ยงหมูจะมีรายได้ที่ไม่แน่นอน หากมีกำไรก็ได้มาก หากขาดทุนก็ขาดทุนมากเช่นกัน เป็นเรื่องธรรมดา อาชีพเลี้ยงหมูเป็นอาชีพที่มีต้นทุนสูง ใช้ระยะเวลาเลี้ยงนาน ราคาไม่แน่นอน ต้องคนที่เลี้ยงมานานถึงจะอยู่ได้ อย่างปีนี้ราคาแย่ผู้เลี้ยงต้องมีประสบการณ์ อาศัยประสบการณ์ที่มีมาแก้ไขปัญหาเพื่อให้อยู่รอด คุณสุพรชัย นอกจากเลี้ยงหมูแล้ว ยังมีสวนมะพร้าวน้ำหอมอีกสิบกว่าไร่ เป็นการหารายได้เสริม หากหมูราคาตก ก็ลดจำนวนการเลี้ยงหมูลง หรือหยุดเลี้ยงไปสักพัก มาหารายได้จากการทำสวนแทน แต่หากจะให้เลิกอาชีพเลี้ยงหมูเลิกไม่ได้เพราะเป็นอาชีพที่รัก มีกินมีใช้ได้เพราะหมู และอีกอย่างที่เขาชอบเลี้ยงหมูเพราะไม่เหนื่อยมาก ไม่ต้องไปทำงานตากแดด ตากลม ถึงเวลาให้อาหาร ทำความสะอาดโรงเรือน แค่นี้ คุณสุพรชัย จันธนะตระกูล เลี้ยงหมูไม่ยา
ไก่ชนหรือไก่พื้นเมือง เป็นสัตว์ที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน จะเห็นได้จากวรรณกรรมหรือเรื่องราวทางประวัติศาสต์ ซึ่งผู้คนในสังคมไทยสมัยนั้น ก็จะมีการเลี้ยงไก่ชนหรือการละเล่นที่มีไก่ชนเข้ามาเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิต จนทำให้ไก่ชนยังอยู่คู่สังคมไทยมาจนถึงปัจจุบัน การเลี้ยงขึ้นอยู่กับผู้เลี้ยงว่าต้องการเลี้ยงไปในทิศทางไหน เช่น ไว้บริโภคภายในครัวเรือน หรือเป็นไก่สวยงามใช้สำหรับชนแข่งขันเป็นเกมกีฬา จึงทำให้ไก่ชนเป็นสัตว์ปีกที่ทำรายได้ให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงได้ไม่น้อย นอกจากจะเป็นมีรายได้แล้วยังสร้างความสุขกับสิ่งที่ทำอีกด้วย คุณพลภัทร โรจนวีรเดช อยู่บ้านเลขที่ 58/2 หมู่ที่ 6 ตำบลวังน้ำเขียว อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เกษตรกรวัย 18 ปี เป็นผู้ที่ชื่นชอบและสนใจการเลี้ยงไก่ชนมาตั้งแต่เด็ก เพราะได้เติบโตและพบเห็นการเลี้ยงไก่ชนจากญาติ จึงทำให้เขารู้สึกรักและหลงใหลจนคิดที่จะเลี้ยงอย่างจริงจังในยามว่างจากการเรียน จนสามารถทำเป็นเงินเก็บหลักหมื่นบาทต่อปีให้กับเขาได้เป็นอย่างดี คุณพลภัทร โรจนวีรเดช สนใจเลี้ยงไก่ชน ตั้งแต่อายุ 15 ปี คุณพลภัทร หนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรง นิสิตสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนุษ
กลายเป็นแลนด์มาร์คใหม่แห่งการท่องเที่ยวในอำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม สำหรับตลาดน้ำทุ่งบัวแดง ตลาดน้ำสุดชิคใกล้ชิดธรรมชาติที่เหล่าบรรดานักท่องเที่ยวต้องมาเช็คอิน เพราะ ณ เวลานี้ ไม่ต้องไปไกลถึงจังหวัดอุบลราชธานีก็มีดอกบัวสวยๆ ท่ามกลางบรรยากาศดีๆ มีร้านค้าขายของกิน ของฝาก เครื่องดื่มอร่อยๆ ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 44 ไร่ เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนสิงหาคม รอให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมเยียน คุณธานินทร์ เทพสุรินทร์ เจ้าของตลาดน้ำทุ่งบัวแดง ณ บางเลน เท้าความว่า ในอดีตพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นบ่อเลี้ยงปลา มีปลานิล ปลาจีน รวมแล้วประมาณ 30 ตัน แต่ปัจจุบันถูกเนรมิตให้เป็นทุ่งบัวแดง เพราะต้องการให้อำเภอบางเลน เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ใกล้กรุงเทพฯ นักท่องเที่ยวสามารถมาได้ทุกวัน โดยไม่ต้องไปไกลถึงทุ่งบัวแดงจังหวัดอุบลราชธานี เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการแล้ว เมื่อเดือนสิงหาคม 60 ที่ผ่านมา คุณธานินทร์ เดิมเป็นมัคคุเทศก์ เขา บอกว่า ไม่ถนัดเลี้ยงปลา ประกอบกับมีความฝันอยากทำตลาดน้ำที่ไม่เหมือนกับที่ไหน เลยเปลี่ยนจากบ่อปลาเนื้อที่ 44 ไร่ แบ่งเป็นโซนต่างๆ อาทิ ร้านค้าขายของกิน ของฝาก เครื่องดื่ม และ 24 ไร่ เป็นส
ที่จ.นครราชสีมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณคลองน้ำสาธารณะ ตำบลกระชอน อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา พบนางชอุ่ม เลิศนา อายุ 60 ปี ชาวบ้าน บ้านดงน้อย หมู่ที่ 2 ตำบลกระชอน อำเภอพิมาย กำลังนำเรือท้องแบนลงเก็บดอกบัวหลวง เพื่อคัดเอาเฉพาะเกสร ไปจำหน่ายสร้างรายได้เสริม นางชอุ่ม กล่าวว่า ตนเองและเพื่อนบ้านได้ใช้เวลาว่าง ชักชวนกันออกมาเก็บดอกบัวหลวง เพื่อแกะเอาเกสรไปขาย ในราคากิโลกรัมละ 300 บาท สำหรับการเก็บดอกบัวหลวง ตนเองจะเก็บลงในตะกร้าใบใหญ่หรือถุงกระสอบจนเต็ม เมื่อนำขึ้นมาจะแกะเอาเพียงเกสร โดยเกสรของดอกบัวหลวงที่ได้ทั้งหมด ต้องนำมาผ่านการตากแดดให้แห้งสนิท 1-2 แดด เป็นอันใช้ได้ ทุกวันนี้มีพ่อค้ามารับซื้อแบบไม่อั้น เนื่องจากเกสรบัวหลวง นิยมนำไปปรุงเป็นยาหอม ยาชูกำลัง มีสรรพคุณหลายอย่าง นอกจากนี้ยังนิยมนำไปทำชา ว่ากันว่ารสชาติดี มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ โดยในแต่ละวันสามารถแกะเกสรดอกบัวขายได้วันละ 600 บาท ทำให้ ในแต่ละเดือนมีรายได้จากการนำเกสรดอกบัวส่งขาย เดือนละ 15,000-18,000 บาท นับว่าเป็นรายได้ที่สามารถสร้างอาชีพให้กับตนเองและครอบครัวได้เป็นอย่างดี อีกทั้ง ยังมีลูกค้าสั่งจอง เกสรดอกบัว ล่วงห
วุ้นกาดต้นพยอม จ.เชียงใหม่ ขายดีวันละ 5,000 ถ้วย มีลูกค้าต่อคิวรอซื้อยาวเป็นกิโลฯ เจ้าของร้าน คือ คุณนิภา สังข์ยัง หรือ ป้าวุ้น หญิงวัยเกษียณ ที่ยึดอาชีพขายวุ้นมายาวนาน 30 ปี คุณนิภา สังข์ยัง หรือ ป้าวุ้น เล่าว่า ยึดอาชีพค้าขายมาตั้งแต่ปี 2530 โดยมีสามี “นายวีรเดช” เป็นผู้ช่วย ครั้งแรกเปิดขายที่หน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ไม่นานนักย้ายมาขายในตลาดนัด อำเภอสารภี กระทั่งปัจจุบันขายหน้า 7-11 ที่กาดต้นพยอม ราคาขาย เริ่มแรกถ้วยละ 50 สตางค์ ขยับมาเป็นถ้วยละ 1 บาท เพิ่มเป็น 1.25 บาท ปัจจุบันราคาขายอยู่ที่ 1.50 บาท หรือ 7 ถ้วย 10 บาท วุ้นร้านนี้ มีให้เลือก 23 รสชาติ เป็นสูตรที่ป้าวุ้นคิดเอง แบ่งเป็นหน้ากะทิ 10 รส ได้แก่ โอวัลติน, สังขยา, กาแฟ, ใบเตย ฯลฯ และรสชาติที่ไม่มีกะทิ เช่น น้ำเขียว น้ำแดง น้ำส้ม ส่วนแบบที่มีเนื้อ เช่น เฉาก๋วย กีวี ลิ้นจี่ สับปะรด แมงลัก ลูกเกด เป็นต้น ทุกรสชาติเจ้าของร้าน กล่าวว่า ทำออกมาใกล้เคียงกัน ลูกค้าส่วนใหญ่ชอบเกือบทุกรส และเป็นรสที่ทำขายมาตั้งแต่เริ่มต้น เกือบทุกรส บางวันเปลี่ยนภาชนะทำใส่ในเปลือกไข่ แทนใส่ถ้วย เด็กชื่นชอบ เอกลักษณ์วุ้นร้านป้านิภา จะเป็นถ้วยเล็กๆ
อดีตครูสอนหนังสือโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญ (โรงเรียนสำหรับพระและเณร) จากที่ไม่เคยคิดจะทำธุรกิจ แต่ชีวิตผกผันหลังจากที่ได้ไปช่วยพ่อตาสานกระบุง กระจาด ในวันหยุด ได้เห็นของแปลกๆ ใหม่ๆ เกิดไอเดียนำผิวไม้ไผ่มาสานโคมไฟ โชคดีได้ ท่าน ว.วชิรเมธี ศิลปินแห่งชาติ สถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ร้านสตาร์บัค ลูกค้ากลุ่มโรงแรม รีสอร์ต มาอุดหนุนซื้อไปใช้ตกแต่งสถานที่ กลายเป็นธุรกิจเล็กๆ แต่รายได้ไม่ธรรมดา เลี้ยงครอบครัวสบายๆ คุณณัฐวุฒิ ธรรมเมืองมูล หรือ คุณหมู ชายหนุ่มวัย 39 ปี เจ้าของโคมไฟหวาย แพมณิชา เท้าความว่า กิจการโคมไฟเป็นธุรกิจของครอบครัวฝ่ายภรรยา โดยพ่อตารับหน้าที่สานกระบุง ตะกร้า ภาชนะทุกชนิดที่สานจากไม้ไผ่ ตั้งอยู่ที่บ้านป่าบงหลวง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ และจากการที่ได้เห็นทุกคนทำงานจักรสานรู้สึกว่าไม่ยาก เกิดความรู้สึกอยากลองทำบ้าง คุณหมู เล่าต่อว่า การที่ได้เห็นพ่อตาและสมาชิกในครอบครัวสานกระบุง ตะกร้า มีรายได้เข้ามาทุกวัน บางวันก็ทำไม่ทันตามความต้องการของลูกค้า เลยเกิดความคิดว่าอยากเข้ามาช่วย “เมื่อ 12 ปีที่แล้ว ผมเห็นสมาชิกในครอบครัวสานกระบุง ตะกร้า ทำขายได้เรื่อยๆ ทำขายแทบไม่ทัน จึง
