How to
เพียงคืนเดียวที่ได้พักอยู่ในจังหวัดเล็กๆ ชื่อ “น่าน” ก็ทำให้คุณดนิตา สุภพัฒน์บงกช หรือคุณหนิง ตัดสินใจใช้ชีวิตที่เหลือต่อจากนี้ ที่นี่ คือ “บ้าน” แต่ทว่าในวัยก้าวสู่เลขสี่ ความหวั่นวิตกกับความเปลี่ยนแปลงย่อมเกิดขึ้นในใจ กาแฟ โดนกลุ่มเป้าหมาย ตอบโจทย์คนเมืองน่าน “ตอนนั้นเพื่อนเดินทางเพื่อจะเข้ามาติดต่อเรื่องงานที่จังหวัดน่าน เลยขอติดรถเพื่อนมาด้วย ถือโอกาสเที่ยวและดูตลาด เพื่อหาลู่ทางนำผลิตภัณฑ์ของทางบ้านมาวางจำหน่าย แต่เพียงคืนเดียวที่ได้อยู่ก็พบกับความสุข ที่นี่มีจักรยานคันเดียวสามารถเดินทางไปได้รอบเมือง ผู้คนน่ารัก สงบ อีกทั้งยังเป็นเมืองท่องเที่ยวจึงมองเห็นโอกาสในการทำธุรกิจ” “เดินทางมาที่น่านในเดือนกันยายน ปี 2556 จากนั้นเดือนตุลาคมก็เริ่มมองหาสถานที่เพื่อเปิดร้าน โดยเบื้องต้นคิดนำผลิตภัณฑ์ดูแลผมและผิวสินค้าโอท็อปของครอบครัวมาเปิดตลาด ชูความเป็นสมุนไพร อย่าง มะกรูด อัญชัน ซึ่งต่อมาในเดือนธันวาคมก็ได้พื้นที่ร้านให้เช่าในราคาหลักพันบาท จึงเริ่มลุย” ความกังวลกับตัวเลขอายุเริ่มบรรเทาลง ด้วยเพราะเห็นตัวอย่างเพื่อนคนหนึ่งซึ่งเดินทางจากบ้านเกิดมาอยู่จังหวัดน่าน เปิดร้านค้าขายเครื่องดื่ม ก
เมนูไก่ฝรั่งแซ่บหลายเด้อ นี้เป็นเมนูอร่อยแบบง่ายๆ รับประทานเป็นอาหารว่างอร่อยดีค่ะ ใช้เวลาปรุงไม่นาน ความอร่อยของเมนูนี้ อยู่ที่ความกรอบนิดๆ ของไก่ที่เราแตะๆ กับแป้งกรอบ ไม่ได้ชุบกับแป้งกรอบผสมน้ำที่อาจจะทำให้ซอสไม่เข้าเนื้อเท่าที่ควร หอมกลิ่นควันไม้จากซอสบาร์บีคิวกลิ่นรมควัน มีรสเผ็ดเล็กน้อยจากซอสพริก หอมและกรุบนิดๆ จากข้าวคั่ว ปรุงด้วยหอมแดงซอย ใบสะระแหน่และผักใบเลื่อยคล้ายๆ เครื่องปรุงลาบ ตอนแรกคิดอยู่ว่า จะทำอย่างไรไม่ให้เลี่ยน จะใส่รสเผ็ดจากอะไรดี จะใช้ซอสพริกของฝรั่ง ก็จะไม่ค่อยคุ้นลิ้นและอาจไม่ค่อยเข้ากับข้าวคั่ว จะใส่พริกป่นก็กลัวจะเผ็ดแหลมไปไม่เข้ากับซอสบาร์บีคิว คิดว่าลองดูซอสศรีราชา น่าจะกลางที่สุดและเข้ากันที่สุด คิดถูกมากค่ะ เข้ากันได้ดีทีเดียวค่ะ ส่วนผสม ปีกไก่ (ชอบท่อนกลาง) พริกไทยป่น เกลือ แป้งทอดกรอบ น้ำมันพืช ซอสบาร์บีคิวกลิ่นรมควัน ซอสพริก ข้าวคั่ว หอมแดงซอย ผักใบเลื่อย วิธีทำ ล้างไก่ให้สะอาด ปีกไก่คลุกเกลือ พริกไทยป่นเล็กน้อยให้เข้ากัน คลุกแป้งกรอบแบบแห้งๆ ให้ทั่ว ตั้งกระทะใส่น้ำมันเยอะเกือบท่วมไก่ ให้น้ำมันร้อน นำไก่ลงไปทอดให้สุก เหลือง พักไก่ให้สะเด็ดน้ำมัน ผสมซอส
เดี๋ยวนี้ การทำงานเพียงงานเดียว อาจจะไม่เพียงพอต่อรายจ่ายในแต่ละเดือนอีกแล้ว หรือรายรับอาจพอเพียงต่อรายจ่าย แต่ไม่เหลือเงินเก็บออม การหารายได้เพิ่มเติมจากการทำงานประจำที่ทำอยู่ จึงกลายเป็นอีกหนึ่งช่องทางการเพิ่มรายได้ และอาชีพเสริมได้เป็นอย่างดี คุณภารดี สังขะวัฒนะ หรือ คุณไก๋ พนักงานประจำตำแหน่ง manager ซึ่งทำงานในตำแหน่งนี้มากว่า 3 ปีแล้ว เล่าถึงที่มาของร้านเบเกอรี่ของตนเองและพี่สาว ชื่อ “Bakery story” ซึ่งเป็นอาชีพเสริมของเธอให้ฟังว่า “ตอนนี้ก็ยังทำงานเป็นพนักงานประจำอยู่ ที่มาเปิดร้านเบเกอรี่ได้ ก็เพราะมาจากความชอบในการทำเบเกอรี่ตั้งแต่เด็ก โดยได้พี่สาวมาหุ้นด้วย ซึ่งมีคอนเซ็ปต์ในการเปิดร้านเบเกอรี่คือ อยากทำเบเกอรี่เป็นแบบโฮมเมด ให้คนทานได้ทานของดีและอร่อย ตลอดระยะเวลา 2 ปี ที่เริ่มทำเบเกอรี่ขาย เราตั้งใจทำแบบไม่มีหน้าร้านมาตั้งแต่ต้น ให้เป็นการสั่งออร์เดอร์โดยตรง และเปิดเป็นหน้าร้านขายแบบออนไลน์ บนเฟซบุ๊ก” โดยแบ่งหน้าที่กับพี่สาวว่า เธอจะทำหน้าที่เป็นคนหาลูกค้า รับออร์เดอร์ ด้านพี่สาวจะเป็นตัวหลักในการทำขนม ตามออร์เดอร์ของลูกค้า แต่ตัวเธอก็สามารถช่วยทำขนมได้บ้างในบางครั้ง เพราะกา
สาว ป.โท บริหารธุรกิจ ปิ๊งไอเดียทำน้ำดื่มกลิ่นดอกมะลิ พาสเจอไรซ์ หอม หวาน ชื่นใจ หวังเผยแพร่เรื่องราวทางวัฒนธรรมไทยผ่านเครื่องดื่มที่ทานง่าย ปลุกคนในยุคปัจจุบันให้หวนคิดถึงเรื่องราวในอดีต เมื่อครั้งอยู่กับ ปู่ย่า ตายาย ขณะเดียวกันเป็นเวลคัมดริ้งต้อนรับต่างชาติได้อีกด้วย คุณกมลทิพย์ สระทองล้อม หรือคุณปุ๊ก เจ้าของไอเดียน้ำดื่มกลิ่นดอกมะลิ วัยเพียง 25 ปี เธอจบการศึกษาปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยสวนดุสิต คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาขาวิชาวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง ปริญญาโทจากคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยรามคำแหง อดีตเคยทำงานที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แต่ปัจจุบันผันตัวมาเป็นเจ้าของกิจการเครื่องสำอาง และน้ำดื่มกลิ่นดอกมะลิ สร้างยอดขายแล้วกว่า 20,000 ขวด “หลังจบการศึกษา ป.ตรี ทำงานที่ อย. 2 ปี ระหว่างที่ทำงานประจำประกอบอาชีพเสริมไปด้วย นั่นคือ สร้างแบรนด์เครื่องสำอาง โดยเลือกใช้สารสกัดจากดอกกล้วยไม้ไทย พันธุ์หวายม่วงแดง และน้ำลอยดอกมะลิ แต่แล้วเมื่อเดือนกันยายนปี 60 ตัดสินใจลาออกมาทำธุรกิจส่วนตัวอย่างจริงจัง” เครื่องสำอางที่คุณปุ๊กจะทำนั้น เธอบอกว่า ใช้สารสกัดจากดอกกล้วยไม้ไทย พันธุ์หวายม่ว
กลายเป็นแลนด์มาร์กใหม่แห่งการท่องเที่ยวในอำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม สำหรับตลาดน้ำทุ่งบัวแดง ตลาดน้ำสุดชิคใกล้ชิดธรรมชาติที่เหล่าบรรดานักท่องเที่ยวต้องมาเช็กอิน เพราะ ณ เวลานี้ ไม่ต้องไปไกลถึงจังหวัดอุบลราชธานีก็มีดอกบัวสวยๆ ท่ามกลางบรรยากาศดีๆ มีร้านค้าขายของกิน ของฝาก เครื่องดื่มอร่อยๆ ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 44 ไร่ เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนสิงหาคม รอให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมเยียน คุณธานินทร์ เทพสุรินทร์ เจ้าของตลาดน้ำทุ่งบัวแดง ณ บางเลน เท้าความว่า ในอดีตพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นบ่อเลี้ยงปลา มีปลานิล ปลาจีน รวมแล้วประมาณ 30 ตัน แต่ปัจจุบันถูกเนรมิตให้เป็นทุ่งบัวแดง เพราะต้องการให้อำเภอบางเลน เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ใกล้กรุงเทพฯ นักท่องเที่ยวสามารถมาได้ทุกวัน โดยไม่ต้องไปไกลถึงทุ่งบัวแดงจังหวัดอุบลราชธานี เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการแล้ว เมื่อเดือนสิงหาคม 2560 ที่ผ่านมา คุณธานินทร์ เดิมเป็นมัคคุเทศก์ เขา บอกว่า ไม่ถนัดเลี้ยงปลา ประกอบกับมีความฝันอยากทำตลาดน้ำที่ไม่เหมือนกับที่ไหน เลยเปลี่ยนจากบ่อปลาเนื้อที่ 44 ไร่ แบ่งเป็นโซนต่างๆ อาทิ ร้านค้าขายของกิน ของฝาก เครื่องดื่ม และ 24 ไร่ เป็
ย้อนไปเมื่อปี พ.ศ. 2553 ผู้เขียนได้มีโอกาสไปดูงานการเกษตรที่เกาะไต้หวัน และได้กิ่งพันธุ์ชมพู่ยักษ์ไต้หวันมาเลี้ยงให้ต้นเจริญเติบโต และได้นำยอดมาเสียบบนต้นชมพู่พันธุ์ทับทิมจันท์ ที่ “สวนคุณลี” อยู่ที่ ตำบลคลองคะเชนทร์ อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร โทร. (081) 886-7398, (056) 613-021 เวลาประมาณ 2 ปีต่อมา ยอดชมพู่พันธุ์ไต้หวันเจริญเติบโตดีเรื่อยมา และตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2555 เป็นต้นมา ทางผู้เขียนเห็นว่าต้นชมพู่ไต้หวันแตกทรงพุ่มใหญ่ เห็นว่าควรจะใช้เทคโนโลยีต่างๆ เพื่อบังคับให้ต้นชมพู่ออกดอกติดผลนอกฤดู โดยใช้สารแพคโคลบิวทราโซล ในการบังคับให้ต้นชมพู่ออกนอกฤดูนั้น ผลปรากฏว่า ต้นชมพู่ได้ออกดอกมาเพียง 1-2 ช่อ เท่านั้น ผู้เขียนรู้สึกตื่นเต้นมาก ได้พยายามบำรุงรักษาเป็นอย่างดีเพื่อดูว่าผลชมพู่จะมีขนาดผลใหญ่จริงหรือไม่ ในขณะที่ต้นชมพู่เลี้ยงผลอยู่เพียง 1-2 ช่อนั้น (เนื่องจากต้นยังมีขนาดเล็ก) พอเข้าเดือนมีนาคม 2555 ผลปรากฏว่าต้นชมพู่ยักษ์ไต้หวันที่เสียบไว้ทยอยออกดอกและติดผลทั้งต้น หลังจากที่ห่อผลชมพู่ไต้หวันไปได้ประมาณ 25-30 วัน (โดยเริ่มห่อในระยะที่ผลชมพู่ถอดหมวก หรือผลใหญ่ขนาดนิ้วโป้ง) พบว่า ผลชมพู่
ระหว่างวันที่ 17-23 มกราคม 2561 มีงานวันยางพาราและกาชาดจังหวัดบึงกาฬ ประจำปี 2561 ภายใต้แนวคิด “ศาสตร์พระราชารุ่งเรือง เมืองศูนย์กลางยางพารา เกษตรอินทรีย์ก้าวหน้า เปิดประตูการค้าอินโดจีน” ณ สนามหน้าที่ว่าการอำเภอเมือง จังหวัดบึงกาฬ ภายในงานมีอบรมอาชีพฟรี ดังนี้ วันศุกร์ที่ 19 มกราคม เวลา 13.00-16.00 น. อบรมอาชีพทำข้าวเหนียวมูน 4 หน้า (หน้าสังขยา หน้ากระฉีก หน้าปลา และหน้ากุ้ง) วันเสาร์ที่ 20 มกราคม เวลา 09.00-12.00 น. อบรมอาชีพการทำสปาเกตตี 3 เมนู (คาโบนาร่า ซีฟู้ดไข่กุ้ง เบค่อนพริกแห้ง) เวลา 13.00-16.00 น. ไอศกรีม 3 รส ได้แก่ มะยมพริกเกลือ กล้วยบวชชี และฟักทองแกงบวด วันอาทิตย์ที่ 21 มกราคม เวลา 09.00-12.00 น. ข้าวหน้าไก่ เวลา 13.00-16.00 น.ก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋น วันจันทร์ ที่ 22 มกราคม เวลา 09.00-12.00 น. ซี่โครงหมูย่างและปีกไก่ทอดบาร์บีคิว เวลา 13.00-16.00 น. ขนมจีนน้ำยา 3 ชนิด ได้แก่ ขนมจีนซาวน้ำ น้ำยาปู และน้ำพริกกุ้งสด วันอังคารที่ 23 มกราคม เวลา 09.00-12.00 น. ข้าวหน้าหมูทอดทงคัตซึ ข้าวหน้าแกงกะหรี่หมูไข่ข้น เทมปุระผักรวม ซุปมิโสะ เวลา 13.00-16.00 น. เมนูป
ภาษาถิ่นอีสาน เรียกสับปะรด ว่า บักนัด หรือ หมากนัด ส่วนคนใต้เรียกว่า ยานัด สำหรับ เค็มบักนัดคือการแล่เอาแต่เนื้อปลาสดมาหั่นชิ้นเล็กๆ เคล้ากับเกลือป่น และเนื้อสับปะรด (มีบางคนบอกว่ามันก็คือสับปะรดเค็มนั่นแหล่ะ!) เมื่อคลุกเคล้าส่วนผสมให้เข้ากันดีแล้ว นำไปอัดใส่ขวด แล้วปิดฝาให้แน่นหมักไว้หลายๆ วัน พอเนื้อปลาหอม และจนได้ระยะเวลาที่เหมาะสมก็นำมากินได้ จะนำมาปรุงในรูปของอาหารต่างๆ สำหรับกับจิ้มผักต่างๆ เช่น หลนเค็มบักนัด ตุ๋นเค็มบักนัด หรือกินสดๆ ที่ทำได้ง่ายๆ เพียงแค่ซอยหัวหอมแดง พริกขี้หนู เท่านี้ก็อร่อยแล้ว หรือจะนำไปผัดกับผักต่างๆ เช่น เค็มบักนัดผัดหน่อไม้ เป็นต้น ผู้เขียนเองแม้ว่าจะเป็นลูกอีสานแท้ๆ ก็ยังไม่เคยลองลิ้มชิมรสอาหารชนิดนี้เลยสักครั้ง…เคยได้ยินได้ฟังมาจากเพื่อนมาบ้าง และเคยเจอกับ เค็มบักนัด บ้าง ตามงานแสดงสินค้าโอท็อปต่างๆ ซึ่งพอจะรู้ว่า…เป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านโบราณในการถนอมอาหารของชาวอีสานมาช้านานแล้ว ซึ่งส่วนมากชาวบ้านมักจะนิยมทำกันมากในช่วงฤดูฝนน้ำหลากและมีปลาแม่น้ำเยอะๆ ประกอบกับมีสับปะรดในพื้นถิ่นอีสานที่สุกพร้อมกันพอดี ทำให้ทั้งสองอย่างนี้ได้มาเจอกัน ชาวบ้านพื้นถิ่นจึงหยิบ
การทำงานของคนเราจะไปสู่ความสำเร็จได้ ก็ด้วยปัจจัยสำคัญ 2 ประการ คือ หนึ่ง-ลงมือทำ สอง-ทำต่อไปอย่างต่อเนื่อง เท่านี้ “ความสำเร็จ” ก็ไม่หนีไปไหน เช่นเดียวกับ “จักริน วังวิวัฒน์” เจ้าของอาณาจักรไร่ชาเนื้อที่กว่า 2,000 ไร่ บนดอยห้วยตาด บ้านปางกื้ด อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ที่เริ่มต้นบอกว่า “…ไม่มีความรู้เกี่ยวกับการทำธุรกิจไร่ชาเลยแม้แต่น้อย” แต่อาศัยการเรียนรู้ด้วยตัวเองแล้วลงมือทำ บวกกับได้รับการถ่ายทอดจากผู้เป็นพ่อ จึงทำให้ “ไร่ชาระมิงค์” ของตระกูลวังวิวัฒน์ ยืนหยัดอยู่จนถึงวันนี้เป็นเวลาถึง 76 ปี พื้นที่สีเขียวไต่ระดับจากพื้นราบ ค่อย ๆ ไล่ความสูงขึ้นไปตามแนวคดโค้งของถนนที่รถวิ่งได้แค่คันเดียว ถ้ามีรถสวนทางมาเมื่อไหร่ ที่ทำได้คือหยุดรถจอดรอให้อีกคันผ่านไปก่อนแล้วจึงค่อยวิ่งต่อไปได้ บรรยากาศแบบนี้เป็นทางขึ้นเขาที่บ้านห้วยตาด อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ มุ่งหน้าสู่ไร่ชาของคนไทย 100% “ไร่ชาระมิงค์” ที่ “จักริน วังวิวัฒน์” เป็นกรรมการผู้จัดการ “จักริน” ชื่อเล่น “ต้น” เป็นทายาทรุ่นที่ 3 บุตรชายคนโตของ “นิตย์-เพ็ญพรรณ วังวิวัฒน์” นักธุรกิจใหญ่ อดีตประธานสภาหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ มีน้องชาย 1 คน คือ “ตา
“กาแฟอาราบะซอลต์” เด่นชัย ส่งเสริมเกษตรกรปลูกเสริมรายได้และเพิ่มพื้นที่สีเขียว คงไม่มีใครปฏิเสธว่า “กาแฟ” เป็นเครื่องดื่มที่นิยมดื่มกันมากที่สุดในโลก SANJIV CHOPRA ศาสตราจารย์คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้กล่าวไว้ว่า “กาแฟอุดมไปด้วยกรดคลอโรจินิก ซึ่งเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระชั้นยอดตัวหนึ่งก็ว่าได้” ขณะที่มีผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าไม่ควรดื่มกาแฟเกิน 400 มิลลิกรัม ต่อวัน และหลีกเลี่ยงการใช้ครีมหรือน้ำตาล ที่หยิบยกคำดังกล่าวมาเพื่อจะสื่อว่า กาแฟ มีประโยชน์หากรู้จักดื่มอย่างพอดี กาแฟ มิใช่พืชท้องถิ่นหรือพืชดั้งเดิมของประเทศไทย ตามประวัติว่าไว้ว่ามีถิ่นดั้งเดิมบนพื้นที่สูงในประเทศเอธิโอเปีย เจริญงอกงามอยู่ตามใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง ที่ 1,370-1,830 เมตร อุณหภูมิระหว่าง 15-24 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยทั้งปี 1,900 มิลลิเมตร ชอบดินร่วนสีแดงที่มีหน้าดินลึก กาแฟที่ปลูกกันอยู่ในโลกใบนี้มีหลายพันธุ์ แต่ที่นำมาปลูกในประเทศไทยมี 2 พันธุ์หลักๆ ก็คือ พันธุ์โรบัสต้า (Robusta Coffee) ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ปลูกกันมาก ถึงร้อยละ 80 และพันธุ์อาราบิก้า (Arabica Coffee) ปลูกกันอยู่ป
