How to
วิถีชีวิตของเกษตรกรภาคอีสาน เมื่อว่างเว้นจากการทำนา ก็จะทำอาชีพเสริมเพื่อหารายได้จุนเจือครอบครัว อย่างเช่นครอบครัวของนายพินิจ เอกบุตร อายุ 52 ปี ชาวนาในพื้นที่บ้านประโดก หมู่ 1 ต.หมื่นไวย อ.เมืองนครราชศรีมา จ.นครราชสีมา ใช้เวลาหลังจากการทำนา พากันออกหาแหย่ไข่มดแดงขายเป็นรายได้เสริมให้กับครอบครัว โดยมีอุปกรณ์ คือไม้ไผ่ยาว 10 เมตร ผูกถุงปุ๋ยไว้ที่ปลายไม้ ทำเป็นไม้แหย่ไข่มดแดง แล้วตระเวนเดินหารังมดแดงตามต้นไม้ต่างๆ ในท้องไร่ ท้องนา เมื่อพบรังที่คาดว่าจะมีไข่มดแดง ก็จะใช้ไม้แหย่เข้าไปในรัง กระทุ้งให้ไข่หล่นเข้าไปในถุงปุ๋ย หลังจากนั้นก็จะได้ทั้งตัวมดแดง ซึ่งต้องนำมาเทใส่กระด้ง ผสมแป้งมันลงไป เพื่อไม่ให้มดแดงคาบไปไข่ได้ ก่อนที่คัดเอาตัวมดแดงออกให้เหลือแต่ไข่ และทำการคัดเอาไข่ขนาดใหญ่ ขนาดเล็ก แบ่งออกตามเกรด เพื่อใส่ถุงเก็บไว้ขายต่อไป นายพินิจ เอกบุตร เปิดเผยว่า ช่วงนี้เป็นฤดูแล้ง ซึ่งมดแดงกำลังเริ่มออกไข่ โดยจะสังเกตเห็นว่า มดแดงมีการสร้างรังขนาดใหญ่อยู่ตามต้นไม้ต่างๆ ในท้องไร่ ท้องนา ดังนั้นจึงเป็นโอกาสดีที่ชาวบ้านซึ่งว่างเว้นจากการทำนา จะได้ออกหาแหย่ไข่มดแดงไปขายสร้างรายได้เสริมให้กับครอบค
สาวไทยปิ๊งไอเดียนำน้ำมันสกัดจากว่าน 108 น้ำมันสกัดจากจระเข้ และน้ำมันสกัดจากพริก ทำยาหม่องสูตรเจลใสเกรดพรีเมี่ยม ปราศจากสารเคมีเร่งความร้อน แตกต่างจากยาหม่องทั่วไปในตลาด ด้วยเนื้อสัมผัส สรรพคุณ และกลิ่นหอมสดชื่นที่เป็นเอกลักษณ์ ง่ายต่อการทาถูนวด ช่วยให้ผ่อนคลาย ถูกอกถูกใจคนไทยและชาวต่างชาติ ล่าสุดเตรียมส่งออกไปยังประเทศรัสเซีย คุณวลัญช์ชยา ชีวินชัยเฉลิม หรือคุณโบว์ เจ้าของยาหม่องวังทองในวัย 38 ปี เล่าว่า หลังจากจบการศึกษาคณะนิเทศศาสตร์ ได้ทำงานเกี่ยวกับเครื่องประดับ กระทั่งเมื่อปีที่แล้วเกิดไอเดียอยากทำยาหม่องขายคนจีน เพราะมองว่าตลาดจีนเป็นตลาดใหญ่ที่น่าสนใจ ที่สำคัญคนจีนชอบสินค้าไทย เลยเสาะหาวัตถุดิบชั้นดี และแหล่งผลิตยาหม่อง คุณโบว์ อธิบายต่อว่า สาเหตุที่เลือก “ยาหม่อง” เพราะคนจีนส่วนใหญ่ชอบฝีมือการนวดและน้ำมันนวดของคนไทย ยาหม่องติดอันดับสินค้าขายดีที่ต่างชาติมักซื้อกลับประเทศ อีกทั้งยังมีช่องว่างในการทำธุรกิจ เลยชวนเพื่อนสนิทคุณวราภรณ์ ยันต์เจริญ เข้ามาร่วมเป็นหุ้นส่วน “ยาหม่องส่วนใหญ่ในท้องตลาดมีสารเคมีเร่งความร้อน คนเป็นเบาหวาน เด็ก ผู้สูงอายุ ที่ผิวบอบบางทาแล้วมักเกิดอาการแสบ ห
หลายวันก่อน ได้ไปเดินงานเที่ยวเมืองไทย ที่สวนลุมพินี ภายในงานได้รวบรวมของกินจากทุกภาคทั้งเหนือ อีสาน กลาง และใต้ มาไว้ในที่เดียวกัน เดินวนไปวนมา แวะชิมร้านโน้นที ร้านนี้ทีจนเพลิน ไม่พลาดหาร้านเด็ด น่าสนใจ จนไปเจอร้านๆหนึ่งแวะเข้าไปสอบถาม ร้านนี้ชื่อเก๋ไก๋ว่า ไข่เค็ม 9 แอร์ ของคุณณัฐ พัฒนศักดิ์ หรือแอร์ หนุ่มสุราษฎร์ธานี เจ้าของกิจการร้านอาหารในวัย 26 ปี จากบทสนทนา คุณแอร์ เล่าว่า เรียนจบคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี หลังเรียนจบ ตนไม่ได้ประกอบอาชีพในสายที่เรียน หันมาเปิดร้านอาหารได้ 2 ปี เป็นร้านอาหารพื้นเมืองประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี “การทำธุรกิจอะไรสักอย่าง ถ้าไม่ใช่ของกินจะทำได้ยาก มีโอกาสประสบความสำเร็จน้อย ผมเลยเลือกมาทำร้านอาหาร” ส่วนไข่เค็มนั้น ตนเพิ่งเริ่มทำขายได้ไม่นาน มีหน่วยงานชวนมาออกบู๊ธ เลยปิ๊งไอเดียทำไข่เค็มออกขาย สร้างแบรนด์ในชื่อ ไข่เค็ม 9 แอร์ “ไข่เค็มเป็นของดีของสุราษฎร์ธานีอยู่แล้ว คนสุราษฎร์ฯ จะรู้วิธีการทำ ผมเจอลุงคนหนึ่งที่ทำไข่เค็มขาย แต่ลุงไม่ได้ติดแบรนด์ แค่ส่งร้านทั่วไป ผมเห็นโอกาสเลยจับมาทำแบรนด์” ส่วนตัวเป็นคนชอบทานอาหาร คนชอบคิด ชอบทำอะไรไม่เห
ชาวบ้านใน ต.กะลาเส อ.สิเกา จ.ตรัง เลี้ยงเป็ดไข่ในสวนปาล์ม เพื่อเก็บไข่สดส่งขายร้านเบเกอรี่ ร้านขายของชำในชุมชน และแปรรูปเป็นไข่เค็มใบเตยหอม จนสร้างรายได้ให้แก่คนในชุมชนได้ จากสภาวะราคายางพาราและปาล์มน้ำมันตกต่ำ สร้างผลกระทบต่อเกษตรกรเป็นวงกว้าง ดังนั้นชาวบ้าน ม.2 บ.คลองน้ำนิ่ง ต.กะลาเส อ.สิเกา จ.ตรัง จึงรวมกัน เลี้ยงเป็ดไข่กว่า 500 ตัว ในสวนปาล์มน้ำมัน น.ส.รัศมี เจี้ยวเห้ง ประธานกลุ่มเลี้ยงเป็ดไข่ กล่าวว่า ตนได้รวบรวมชาวบ้านในชุมชนกว่า 10 คน มาเรียนรู้การเลี้ยงเป็ดไข่ และการบริหารจัดการกลุ่ม ทั้งการจัดตั้งกลุ่ม การทำบัญชีครัวเรือน การแปรรูปไข่เค็มใบเตยหอม และการออกแบบฉลากและบรรจุภัณฑ์ โดยมี นางจุฑาภรณ์ พงศ์ประวัติ ครู กศน.ตำบลกะลาเส เป็นพี่เลี้ยงและประสานงานกับภาคีเครือข่าย ร่วมสนับสนุนกลุ่มเลี้ยงเป็ดไข่ ทั้งนี้จากการเลี้ยงเป็ดไข่มา 5 เดือน สร้างรายได้ให้กับกลุ่มอย่างงดงาม ซึ่งในแต่ละวันเป็ดจะออกไข่ 400-450 ฟอง ส่งขายในราคาฟองละ 3.50 สตางค์ รวมทั้งยังแปรรูปเป็นไข่เค็มใบเตยหอม ส่งขายในราคาฟองละ 8 บาท เนื่องจากไข่เค็มที่กลุ่มนำมาแปรรูปจะใช้วัตถุดิบธรรมชาติที่ดีต่อสุขภาพของผู้บริโภค ไม่ว่
“หมูหยอง” นับเป็นการถนอมอาหารเเละเเปรรูปอาหารอย่างหนึ่งที่ได้รับความนิยมมาช้านาน เเต่เดิมนั้นผู้ขายมักจะบรรจุอยู่ในห่อพลาสติก ซึ่งเกิดปัญหา ถุงแตกบ้าง มีรอยรั่วบ้าง บางครั้งกินไม่หมด ลมเข้าไปในถุงหมูหยองเหนียวไม่น่ากิน ล่าสุดมีผู้ประกอบการหัวใสนำหมูหยอง ไก่หยอง มาบรรจุลงกระป๋อง ปราศจากเชื้อรา เพราะอากาศภายนอกไม่สามารถเข้าไปได้ พกพาสะดวก ดีไซน์ดังกล่าวหวังเพิ่มช่องทางการขาย สร้างภาพลักษณ์ให้กลายเป็นอาหารที่มีความทันสมัย เข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ นายพยงค์ แซ่ลิ้ม กรรมการผู้จัดการ บริษัท พี.วาย.ฟู้ด จำกัด เจ้าของผลิตภัณฑ์แปรรูปสัตว์ภายใต้แบรนด์ “โอชา” หมูหยองกระป๋องเเละไก่หยองกระป๋อง กล่าวว่า บริษัทฯ ได้ดำเนินธุรกิจแปรรูปจากสัตว์จำหน่าย อาทิ ไส้กรอก ไส้กรอกอิสาน หมูหยอง และกลุ่มผลิตภัณฑ์ของฝากระยะเวลากว่า 30 ปี ในของหมูหยองอัดกระป๋อง ถือว่าเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมมาก และ ยังได้รับการคัดสรรให้เป็นสินค้า OTOP ระดับ 5 ดาว ของ กรุงเทพมหานครด้วย สำหรับหมูหยองอัดกระป๋องแบรนด์โอชา ถือว่า เป็น เจ้าแรกของประเทศไทย เพราะหมูหยองที่ขายทั่วไป จะบรรจุในถุง ข้อดีของการบรรจุในกระป๋อง คือ สามารถเก็บได้นาน
วันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมได้ไปเที่ยวงาน “ปั่นเพื่อเปลี่ยน” ในโครงการสนับสนุนหมู่บ้านเกษตรอินทรีย์ของกรมการค้าภายใน ที่โรงเรียนบ้านยางแดง อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา ขณะเดินดูผักอินทรีย์สวยๆ ข้าวกล้องคุณภาพดี ได้ชิมกล้วยทอดอร่อยๆ ขนมครกเนื้อแป้งผสมกะทิสดมันๆ โรยหน้าด้วยต้นหอมซอย ชนิดที่ว่ากินแล้วชวนให้ระลึกชาติ แถมได้ไปช่วยเพื่อนๆ ในแผนงานกินเปลี่ยนโลก มูลนิธิชีววิถี ต้มน้ำเต้าหู้ด้วยถั่วเหลือง organic รสเข้มมันหม้อใหญ่แจกจ่ายแขกไปใครมาอยู่นั้น ก็เหลือบไปเห็นช่อดอกสีขาวอมเหลืองอ่อนๆ ของดอกพะยอมเด่นขึ้นมาจากมัดช่อผักอินทรีย์อื่นๆ พี่คนขายผักบอกว่า “คนเขาเด็ดมาฝากน่ะ ว่าดอกมันหอมดี ตอนนี้ต้นในหมู่บ้านออกแยะเลยแหละ” ผมถามว่า คนที่นี่เขากินกันมั้ยครับ ก็ได้คำตอบว่า ทั้งกินสด ลวกจิ้มน้ำพริกกัน พี่ชายคนหนึ่งเล่าว่า เขาเคยยำดอกสดกับเนื้อปลาดุกย่าง ปรุงรสเปรี้ยวด้วยน้ำมะขามเปียก เล่นเอาพวกเราที่ได้ยินแอบกลืนน้ำลายไปตามๆ กันเลย พะยอม (White Meranti) เป็นไม้ยืนต้น สูงได้ถึงราว 15-20 เมตร พบตามป่าโปร่งออกดอกเต็มไปทั้งต้นที่มักจะผลัดใบในช่วงเริ่มแรกของปี กลิ่นหอมอ่อนๆ อันแสนเสน่ห์สร้างความรู้สึก
ถึงวันนี้ “อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์” แบรนด์ยิ่งแกร่งขึ้น หลังโฟกัสตลาดถูกจุด โดนใจลูกค้าคนรุ่นใหม่ สร้างความต่าง หนีห่างคู่แข่ง เน้นพัฒนาคอนโดมิเนียมเกาะแนวรถไฟฟ้า รัศมีไม่เกิน 500 เมตร ตั้งราคาขายไม่เกินตารางเมตรละ 7-8 หมื่นบาท ท่ามกลางตลาดแข่งเดือด และเกิดคำถามมากมาย “คอนโดฯ” จะล้นตลาดหรือไม่ ใครเป็นคนซื้อ จะขายได้รึเปล่า ? “ชานนท์ เรืองกฤตยา” ซีอีโอค่ายอนันดา ให้สัมภาษณ์พิเศษ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตลาดคอนโดฯยังขายได้ เพราะแนวโน้มการอยู่อาศัยในโลกใบใหม่มาทางนี้ มาพร้อมกับเทคโนโลยีดิจิทัล แผนปีนี้ “อนันดา” จึงตั้งเป้ายอดโอน 40,507 ล้านบาท เป็นคอนโดฯมากถึง 35,912 ล้านบาท ส่วนแนวราบ 4,595 ล้านบาท พร้อมเปิดตัว 22 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 48,022 ล้านบาท เป็นอาคารชุด 13 โครงการ มูลค่ารวม 39,616 ล้านบาท และแนวราบ 9 โครงการ มูลค่า 8,406 ล้านบาท “เราเน้นทำเลรถไฟฟ้าเป็นหลัก โดยเฉพาะสายสีเขียวบีทีเอสทั้งในเมืองและส่วนต่อขยาย” สิ่งที่ท้าทายในปีนี้ เรื่องแรกผมมองว่า “การเมืองยังไม่นิ่ง” จะมีเลือกตั้งหรือไม่ ผมคงเฉย ๆ แล้ว ขอแค่อย่าทะเลาะกันก็พอ เรื่องที่สอง “กำลังซื้อ” เพราะราคาที่ดินแรงและแพงมาก ทำให้
อดีตร้านอาหารขนาด 1 คูหา ที่ใช้เงินลงขันของคนในครอบครัว คนละ 25,000 บาท มีเพียงเค้ก และไอศกรีม ยอดขายวันแรกเพียง 400 กว่าบาท ปัจจุบันกลายเป็นอาณาจักรเบเกอรี่ที่มีสาขาเกือบ 500 สาขา มีพนักงานมากถึง 7,000 คน แต่ละปีจำหน่ายเค้กได้ไม่ต่ำกว่า 3 ล้านก้อน รายได้รวมทั้งปีเหยียบหมื่นล้านบาท นั่นคือ บริษัท เอส แอนด์ พี จำกัด (มหาชน) เจ้าของสโลแกน “ชื่อนี้มีแต่ของอร่อย” บุกเบิกโดยคุณภัทรา ศิลาอ่อน คุณภัทรา ศิลาอ่อน เปิดร้าน S&P ร้านแรก อยู่ในซอยสุขุมวิท 23 เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ปี 2516 ย้อนกลับไปสมัยนั้น ย่านนี้เป็นเพียงที่อยู่อาศัย มีร้านทำผม และร้านอาหารไม่กี่ร้าน ประกอบกับโรงแรมของคุณภัทรานั้นปิดตัวลง จึงมีอุปกรณ์ทำครัว ส่วนเงินลงทุน หุ้นกับญาติๆ 5 คน คนละ 25,000 บาท เปิดเป็นร้านไอศกรีม มีอาหารจานเดียวเสิร์ฟในห้องแอร์ สไตล์คอฟฟี่ช็อป แต่ราคาย่อมเยา ทำให้ได้การตอบรับที่ดี ในปี 2523 ขยายสาขาที่ 2 ไปยังสยามสแควร์ เมนูที่สร้างชื่อเสียงให้ร้าน คือ ข้าวไก่อบ ข้าวผัดอเมริกัน และเค้กการ์ตูน นับจากนั้นการขยายสาขาอื่นๆ ก็ตามมา เรียกได้ว่า S&P กลายเป็นผู้บุกเบิกร้านอาหารในห้างสรรพสินค้า มีถึง
วันที่ 25 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้พบกับ นายโอภาส ศรีผิว อายุ 45 ปี ชาวตำบลบ้านสิงห์ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ที่ทำเครื่องประดับลายไทยประยุกต์ลวดลายสวยงาม ไม่ว่าจะเป็น ต่างหู เข็มกลัด กำไล ปิ่นปักผม และที่รัดผม เป็นฝีมือแบบแฮนด์เมดของที่ผลิตขึ้นด้วยใจรัก และต้องการดำรงรักษาศิลปะหัตกรรมที่เป็นเครื่องประดับของตัวละครนาฏศิลป์ไทย ให้กลับกลายมาเป็นเครื่องประดับที่ใช้สำหรับบุคคลทั่วไปได้อย่างลงตัว เก๋ไก๋ และราคาไม่แพง นายโอภาส เปิดเผยว่า หลังจากได้มีโอกาสเข้าศึกษาต่อที่วิทยาลัยนาฏศิลป์เมื่อหลายสิบปีก่อน ทำให้ตนรู้สึกรัก และห่วงแหนศิลปะความเป็นไทยมาก จึงอยากส่งต่อความภาคภูมิใจนี้ไปยังคนอื่นๆ ในรูปแบบที่ทุกคนสามารถจับต้องได้ และด้วยเป็นผู้ที่ชอบทำงานประดิษฐ์ จึงได้ลองนำเอาความรู้ในวิชาปั้นหัวโขนจิ๋ว ซึ่งเป็นวิชาหนึ่งในหลักสูตรนาฏศิลป์ มาประยุกต์ดัดแปลงประดิษฐ์เป็นเครื่องประดับต่างๆ สำหรับผู้หญิง โดยในช่วงแรกที่ทำ ได้นำชิ้นงานไปแจกให้กับญาติ และเพื่อนได้ทดลองใส่ออกงานเลี้ยง ก็พบว่ามีเสียงตอบรับดี จึงได้ตัดสินใจทำชิ้นงานเพิ่มเติมให้ได้จำนวน แล้วออกร้านจำหน่ายตามงานวัฒนธรรมต่างๆ ซึ่งก็ได้ร
หลังจากที่มีการแชร์ภาพบนโซเชียลโชว์ความน่ารักของรถมินิคาร์ที่ประดิษฐ์จากถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร ติดเครื่องยนต์อเนกประสงค์ สามารถขับขี่ได้จริงนั้น เมื่อวันที่ 25 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้เดินทางไปพบ นายวัชรพงษ์ พาพาน อายุ 30 ปี ซึ่งเป็นผู้ประดิษฐ์รถมินิคาร์ดังกล่าว ที่บ้านเลขที่ 16 หมู่ 7 บ้านหนองจิก ต.พระธาตุ อ.นาดูน จ.มหาสารคาม ทั้งนี้ นายวัชรพงษ์ เปิดเผยถึงแรงบันดาลใจที่คิดประดิษฐ์รถมินิคาร์จากถังน้ำมันว่า ทำงานเป็นช่างเชื่อมมานานกว่า 15 ปี ระเหเร่ร่อนไปเกือบทั่วทุกภาคของประเทศไทย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานรับเหมา รู้สึกอยากกลับบ้านมาดูแลลูก และพ่อแม่ที่อายุเริ่มมากขึ้น จึงตัดสินใจกลับบ้านเกิด “ช่วงนั้นใกล้จะถึงวันเกิดของลูกชาย ผมอยากหาของขวัญวันเกิดให้กับลูกชาย พอดีไปเดินตลาดคลองถม จ.ลพบุรี ไปเจอพวงมาลัยรถเก่าจึงซื้อมาในราคา 80 บาท จึงคิดที่จะประดิษฐ์รถคันเล็กๆ ให้กับลูกชาย เมื่อกลับบ้านจึงไปหาซื้อถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร มาตัด และหาเครื่องยนต์อเนกประสงค์มาใส่ ส่วนคันเร่ง และเกียร์ใช้อะไหล่รถจักรยานยนต์ โดยประกอบเป็นรถขนาดความกว้าง 60 เซนติเมตร ยาว 2.40 เมตร รวมราคาคันละไม่เกิน 20,000 บ
