How to
น้ำพริก อาหารพื้นบ้านทานง่ายที่เราสามารถทำทานเองได้ที่บ้าน จะสามารถสร้างรายได้เข้ากระเป๋าได้มากมายขนาดนี้ คุณฟาง- ชโลธร กอพัฒนกุล อายุ 27 ปี เจ้าของน้ำพริก แบรนด์ “ลองยัง” เธอใช้ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร (เกียรตินิยมอันดับ 1) จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ที่ร่ำเรียนมาคิดสูตรน้ำพริกแปลกใหม่จนได้มาถึง 8 สูตร ขายผ่านเฟซบุ๊กและตัวแทนจำหน่ายกว่า 220 ราย ผลิตในจังหวัดแพร่ เปิดขายมา 1 ปีกว่า เดิมทีก่อนทำแบรนด์น้ำพริก เธอเคยทำมาแล้วหลายอาชีพทั้งขายของออนไลน์ ทำแบรนด์ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว และขายเฟอร์นิเจอร์ไม้สักในลักษณะทำตามออร์เดอร์ ควบคู่ไปกับการขายน้ำพริก แต่ดูเหมือนว่าการขายน้ำพริกจะเป็นอาชีพหลักของเธอมากกว่า คุณฟาง เล่าอีกว่า เมื่อ 2 ปีที่แล้ว มีพี่ที่รู้จักบอกให้เธอช่วยคิดสูตรน้ำพริกขายให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ บรรจุกระปุกแก้วติดฉลากภาษาอังกฤษทั้งหมด เป็นน้ำพริกแบบที่คนไทยคุ้นเคยมีขายทั่วไป เธอจึงทำและขายไปด้วยแต่ไม่ได้คิดจริงจังอะไรจึงเลิกไป แต่เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว พี่สนิทคนเดิมมาคุยกับเธออีกครั้งว่า ไม่คิดจะรีแบรนด์น้ำพริกใหม่หรือ ทำขายให้คนไทยได้กิน เรียนทางด้านอาหา
คลุกคลีอยู่ในวงการอาหารจีนและฝึกฝีมือการทำอาหารเหลามาตลอดทั้งชีวิต สำหรับคุณบวร อัศวมงคลไพศาล หรือ เฮียชัยปัจจุบันเป็นเจ้าของร้านไต๋ตง เลิศรส พุทธมณฑลสาย 2 ตั้งอยู่ บ่อน้ำมันพลาซ่าสาย 2 ที่ใครๆ ก็ต่างขนานนามให้ว่า เขาคือเจ้าของร้านอาหารเหลามือวางลำดับต้นๆ ที่ใส่ใจและพิถีพิถันปรุงอาหารด้วยตัวเองทุกจาน ไม่มีผู้ช่วย นอกจากนั้นยังเป็นเจ้าของสโลแกน “อาหารเหลา รสชาติขั้นเทพ ราคาตลาดนัด” และเมนูหนึ่งเดียวในไทย เมนูฟิวชั่น กระเพาะปลาน้ำแดงต้มยำเจ้าสมุทร หลากเมนู เอาใจทุกวัย วัตถุดิบสุดพรีเมี่ยม คุณบวร อัศวมงคลไพศาล หรือเฮียชัย เล่าให้ฟังว่า ตนเป็นทายาทรุ่นที่ 3 ของร้านไต๋ตง สาขาแรกตั้งอยู่ปากซอยเจริญกรุง 46 หรือข้างโรบินสันบางรัก สาขานี้เปิดมา 60 ปี ตั้งแต่รุ่นอากง เมนูเลื่องชื่อที่ใครมาต้องสั่งมีหูฉลาม กระเพาะปลา ข้าวผัดปู ผัดหมี่ฮ่องกง จุดเด่นอยู่ที่รสชาติกลมกล่อม ราคาไม่แพง แต่ด้วยความที่อยากให้ลูกค้าย่านพุทธมณฑล สาย 2 ได้มีอาหารจีนอร่อยๆ รับประทาน อีกทั้งใกล้บ้าน เลยแยกตัวออกมาเปิดอีกสาขาที่พุทธมณฑล สาย 2 ตั้งอยู่ บ่อน้ำมันพลาซ่าสาย 2 สำหรับร้านนี้ เฮียชัยทุ่มทุนเกือบ 5 แสนบาท เพื่อเปิด
นายชาญชัย ภูทองกลม อายุ 56 ปี ชาว ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า ในอดีตได้ประกอบอาชีพทำนา โดยทำทั้งนาปีและนาปรัง เนื่องจากอยู่ในเขตพื้นที่ชลประทานเขื่อนลำปาว มีผลผลิตแบ่งขายเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายและเหลืออุปโภคในครัวเรือนได้ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อปีที่ผ่านมา ราคาข้าวเปลือกตกต่ำ ขณะที่ต้นทุนการทำนาสูงขึ้น รายได้ไม่คุ้มทุน จึงลดพื้นที่ทำนาลงเกือบ 2 ไร่เศษโดยนำที่นาส่วนหนึ่งมาสร้างโรงเรือนเลี้ยงหนูนา เนื่องจากเห็นว่าหนูนาเป็นอาหารยอดนิยมของชาวบ้านในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และนำที่นาบางส่วนมาปลูกมันสำปะหลัง ปลูกผักสวนครัว เพื่อเป็นอาหารเสริมให้หนูนา “หนูนา เป็นอาหารยอดฮิตของชาวอีสานที่มักจะนำมาประกอบอาหารในฤดูหนาว เนื้อให้รสชาติที่นุ่ม เหนียว ติดมัน นำมาทำอาหารได้หลายเมนู เช่น ย่าง ผัดเผ็ด ลาบ ก้อย คั่ว แกง อ่อม หรือหมก บางคนยังเชื่อว่าถ้าได้เปิบหนูนาในฤดูหนาว ยังจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นด้วย” นายชาญชัยกล่าวและว่า นับวันหนูนาตามธรรมชาติจะหายากมากขึ้น เนื่องจากระบบนิเวศเปลี่ยนไป หนูนาจึงขาดแคลน เมื่อปีที่ผ่านมาจึงได้ทดลองเลี้ยงหนูนาเพื่อจำหน่าย โดยใช้ภูมิปัญญาใช้กับดักหาจับเองบ้าง รับซื
อย่างที่ทราบกันดีว่า น้ำผึ้ง คือของดีมีประโยชน์ จะนำมาประกอบอาหาร หรือทำเป็นยาคุณค่าก็สูงทั้งนั้น แต่น้ำผึ้งแท้ๆ ไม่มีส่วนผสมอื่นเจือปนในปัจจุบันหากินยากขึ้นทุกที สาเหตุหลักคือ ความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติลดน้อยลง ประกอบกับมีผู้รู้วิธีการเลี้ยงและดูแลผึ้งโพรงป่าที่ถูกต้องมีจำนวนน้อย ดังนั้น ตอนนี้หากใครกำลังมองหาอาชีพเสริมหรืออาชีพหลัก การเลี้ยงผึ้งโพรงป่า ถือว่าเป็นอาชีพที่น่าสนใจไม่น้อย วิธีการเลี้ยงดูแลไม่ยาก ลงทุนน้อยเปรียบเสมือนคนเลี้ยงเป็นเจ้าของบริษัท ตื่นเช้ามาลูกน้องตื่นออกไปทำงาน ไม่ต้องมีโบนัส สวัสดิการ เพียงดูแลเอาใจใส่เรื่องความสะอาด ผลตอบแทนที่ได้คุ้ม อาจารย์สยาม สกุณนา คุณสยาม สกุณนา หรือ อาจารย์สยาม ผู้เชี่ยวชาญการเลี้ยงผึ้งโพรงป่า เล่าว่า กว่าจะเป็นมืออาชีพอย่างทุกวันนี้ได้ ตนลองผิดลองถูกมานานกว่า 4 ปี เมื่อก่อนเคยเป็นอาจารย์สอนวิชาเกษตรกรรมอยู่ที่ กศน. จังหวัดพะเยา ต่อมาได้ลาออกไปทำงานบริษัทปุ๋ย หลังจากนั้นลาออกจากบริษัทปุ๋ยอีก ด้วยเหตุผลที่ว่าเบื่องานประจำ เพราะนิสัยส่วนตัวเป็นคนรักอิสระ ไม่ชอบเป็นลูกน้องใคร จึงกลับมาอยู่บ้านที่อำเภอภูกามยาว จังหวัดพะเยา เช่าที่ทำนาจำน
อดีตแอร์โฮสเตสสาววัย 37 ปี ปิ๊งไอเดียทำธุรกิจชาสมุนไพร ปั้นแบรนด์ “ไอย์สบาย” คุณภาพคับแก้ว ควบคุมวัตถุดิบตั้งแต่ต้นน้ำ ได้รับโอกาสจากห้างใหญ่ขยายตลาด ถูกใจลูกค้าต่างชาติ ขึ้นแท่นเบอร์ 1 ชาตะไคร้ โกยรายได้หลักล้านต่อเดือน รับ OEM ผลิตตามออร์เดอร์ บุกตลาดของฝากในช่วงปลายปี มองเห็นโอกาสทำธุรกิจชา “ตะไคร้” ต่างชาติชื่นชอบ คุณพณิชา ถาวระ หรือ คุณผึ้ง สาวบุคลิกดี เจ้าของแบรนด์ไอย์สบาย เล่าว่า หลังจบการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา สาขาการจัดการอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการ สวมบทบาทแอร์โฮสเตสนาน 3 ปี ราวปี 49 ผันตัวไปทำงานอยู่ในแวดวงธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ เป็นที่ปรึกษาสปาในโรงแรม 5 ดาวและรีสอร์ต มีความรู้ความเชี่ยวชาญเรื่องสมุนไพรไทย เลยเป็นที่มาของธุรกิจชาสมุนไพรไอย์สบาย เนื่องจากหญิงสาวเคยทำงานอยู่ในแผนกต้อนรับโรงแรมระดับบน เธอเป็นผู้คิดเมนูเครื่องดื่มเสิร์ฟลูกค้าต่างชาติ ฉะนั้นย่อมรู้ดีว่า นักท่องเที่ยวชอบดื่มสมุนไพรชนิดไหน เลยมองเห็นโอกาสทำธุรกิจชา “ชาวต่างชาติส่วนใหญ่ ทั้งยุโรป และเอเชีย ชอบเครื่องดื่มสมุนไพรไทย ประกอบกับเห็นช่องว่างทางการตลาด เพราะย้อนไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ธุรก
ช่วงไม่กี่ปีมานี้ ผู้คนทั่วโลก ไม่ว่าจะอยู่ในทวีปใดต่างหันมากินแมลงกันมากขึ้น เพราะมีงานวิจัยระบุชัดเจนว่าเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีและราคาถูก ซึ่งทางองค์การสหประชาชาติเองก็ส่งเสริมให้กินกัน สำหรับประเทศไทย แมลงที่นิยมนำมาทอดกินมี 7 ชนิด อาทิ ดักแด้หนอนไหม ตั๊กแตน หนอนไม้ไผ่ แมงดานา แมลงกระชอน จิ้งโกร่ง และจิ้งหรีด มองเห็นช่องทางการตลาด กลุ่มวิสาหกิจชุมชนใบหม่อน ฟาร์ม ตำบลท่าหลวง อำเภอท่าหลวง จังหวัดลพบุรี ที่มี คุณพรพรรณ พรรณราย อายุ 30 ปี เป็นประธาน เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่มองเห็นช่องทางการตลาดอันสดใสของธุรกิจแมลง จึงได้ลงทุนเลี้ยงจิ้งหรีดและนำมาแปรรูป เพื่อให้ครบวงจรทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ คุณพรพรรณ เล่าว่า ปี 2560 ได้ทำธุรกิจส่วนตัว นั่นคือ การผลิตและแปรรูปจิ้งหรีดทองแดง ชื่อแบรนด์คือ เฟิร์สคลาส (First Class) แมลงอบกรอบ ในนามกลุ่มวิสาหกิจชุมชนใบหม่อน ฟาร์ม ซึ่งมีสมาชิก 7 คน และมีลูกฟาร์มอีก 20 ราย สาเหตุที่มาทำธุรกิจแมลง เธอแจกแจงว่า จุดเริ่มต้นจากคุณพ่อนำจิ้งหรีดมาเลี้ยง 2 กรง ประกอบกับทางครอบครัวชอบกินแมลงกันอยู่แล้วด้วย และได้สืบค้นข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตพบว่า จิ้งหรีด จัดอยู่ในแมลงเศ
จากการที่ปิ่นโตเถาเล็กได้ตระเวนชิมทั่วทุกทิศทั่วไทยมาเกือบ 20 ปี ได้ค้นพบสัจธรรมที่ว่า ร้านอร่อยชื่อดังประจำแต่ละเมือง จะเล็กใหญ่เก่าใหม่ไม่เป็นไร แต่สำคัญต้องเป็นร้านที่เจ้าของลงมือปรุงอาหารด้วยตัวเอง เห็นได้ชัดว่าร้านไหนเจ้าของใส่ใจทำเอง ร้านนั้นอร่อยผิดหูผิดตา คราวนี้ได้มาเที่ยว เมืองลำพูน สุดแสนดีใจได้เจอร้านลาบอาหารเมืองขึ้นชื่อแห่งเมืองหละปูน เปิดมานาน 8 ปีแล้ว ตอนกลางวันมีขาประจำทั้งคนทำงาน ข้าราชการ มาอุดหนุนกันตึม ถึงขนาดต้องเล่นเก้าอี้ดนตรีแย่งกันชิม ร้านนี้มีชื่อว่า ลาบอ้ายแดง ทางไปร้านให้ตั้งต้นที่หน้า แจ่มฟ้าช้อปปิ้งมอลล์ ศูนย์การค้าใหญ่ประจำเมือง ตรงมาที่ สามแยกป่าสัก ใกล้ๆ กัน แล้วเลี้ยวขวามาตาม ถนนเลี่ยงเมืองลำพูน สาย 116 เพียง 1 กิโล แล้วเลี้ยวซ้ายที่สี่แยก ซึ่งคนลำพูนเรียกว่า สี่แยกโรงแรมเอทีเอ็ม เลี้ยวซ้ายอีกครั้งเข้าซอยแรกทันที เข้ามานิดเดียวก็จะเห็นร้านลาบอ้ายแดงอยู่เบื้องหน้า เป็นบ้านชั้นเดียว มีที่จอดรถหลายจุดรอบๆ คุณนงลักษณ์ ภรรยาของอ้ายแดง (คุณชัชวาล) พื้นเพเป็นคนเชียงราย เคยขายอาหารอยู่หน้าเครือสหพัฒน์ลำพูน จากนั้นจึงออกมาเป็นแม่ครัวว่าการเรื่องอาหารให้อ้ายแดง
อดีตครูสอนคอมพิวเตอร์กราฟิกตั้งเป้าเกษียณ ผันตัวไปเป็นเกษตรกรซื้อที่ดิน 4 ไร่ ปลูกพืชผักสมุนไพร แต่ชีวิตไม่เป็นดั่งใจคาดหวัง สุดท้ายพับโครงการไปค้าขายบนโลกออนไลน์ ล่าสุดขยับขยายกิจการเปิดร้านอาหารเยอรมันต้นตำหรับ เสิร์ฟเมนูเด็ด ขาหมูเยอรมันทอด ปลาแซลมอนซอสไวน์ขาว ผักโขมแฮมรมควันอบชีส นอกจากนั้นยังเอาใจสาวกอาหารไทยด้วยข้าวอัญชันน้ำพริกกะปิปลาแซลมอน ข้าวผัดปลาทูแม่กลอง อาหารทุกจานของร้านนี้ถูกสร้างเรื่องราวด้วยผักไฮโดรโปนิกส์ และมะเขือเทศรูปกระต่าย ดั่งสโลแกนของร้าน “กระต่ายกินผัก ฉันรักกระต่าย กระต่ายกินปลา ฉันกินปลากับกระต่าย You are what you eat กินอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น กินอาหารให้เป็นยา” คุณกัญนิกา พร้อมเพรียง หรือคุณไก่ เจ้าของร้าน GRÜN (กรูน)ในวัย 47 ปี เล่าว่า หลังจาก จบ ปวส. สัตวบาล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตจันทบุรี ก็ศึกษาต่อปริญญาตรี สาขาคอมพิวเตอร์ศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม จากนั้นรับบทบาทเป็นคุณครูสอนกราฟิก กระทั่งวันหนึ่งอยากหาอาชีพใหม่ให้กับตัวเอง ตัดสินใจลาออกจากครูมาเป็นเกษตรกร ปลูกผักสวนครัว และเปิดร้านอาหาร แต่สุดท้ายไปไม่รอด หันไปขายของกินบนโลกอ
วุ้นกาดต้นพยอม จ.เชียงใหม่ ขายดีวันละ 5,000 ถ้วย มีลูกค้าต่อคิวรอซื้อยาวเป็นกิโลฯ เจ้าของร้าน คือ คุณนิภา สังข์ยัง หรือ ป้าวุ้น หญิงวัยเกษียณ ที่ยึดอาชีพขายวุ้นมายาวนาน 30 ปี คุณนิภา สังข์ยัง หรือ ป้าวุ้น เล่าว่า ยึดอาชีพค้าขายมาตั้งแต่ปี 2530 โดยมีสามี “นายวีรเดช” เป็นผู้ช่วย ครั้งแรกเปิดขายที่หน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ไม่นานนักย้ายมาขายในตลาดนัด อำเภอสารภี กระทั่งปัจจุบันขายหน้า 7-11 ที่กาดต้นพยอม ราคาขาย เริ่มแรกถ้วยละ 50 สตางค์ ขยับมาเป็นถ้วยละ 1 บาท เพิ่มเป็น 1.25 บาท ปัจจุบันราคาขายอยู่ที่ 1.50 บาท หรือ 7 ถ้วย 10 บาท วุ้นร้านนี้ มีให้เลือก 23 รสชาติ เป็นสูตรที่ป้าวุ้นคิดเอง แบ่งเป็นหน้ากะทิ 10 รส ได้แก่ โอวัลติน, สังขยา, กาแฟ, ใบเตย ฯลฯ และรสชาติที่ไม่มีกะทิ เช่น น้ำเขียว น้ำแดง น้ำส้ม ส่วนแบบที่มีเนื้อ เช่น เฉาก๋วย กีวี ลิ้นจี่ สับปะรด แมงลัก ลูกเกด เป็นต้น ทุกรสชาติเจ้าของร้าน กล่าวว่า ทำออกมาใกล้เคียงกัน ลูกค้าส่วนใหญ่ชอบเกือบทุกรส และเป็นรสที่ทำขายมาตั้งแต่เริ่มต้น เกือบทุกรส บางวันเปลี่ยนภาชนะทำใส่ในเปลือกไข่ แทนใส่ถ้วย เด็กชื่นชอบ เอกลักษณ์วุ้นร้านป้านิภา จะเป็นถ้วยเล็กๆ
ผมมีเพื่อนที่พ่อแม่ของเขาทำนาเกลืออยู่สมุทรสาครสืบเนื่องมาหลายชั่วคน เขาเคยเล่าว่า เวลาขนย้ายเกลือจากนาไปรวมที่เรือใหญ่ เตรียมบรรทุกเข้าไปขายในเมืองนั้น มักทำกันตอนกลางคืน เพราะอากาศเย็นสบายดี แต่ก็ต้องพบเจออุปสรรคไม่คาดฝันอยู่เนืองๆ คือ “ผี” นั่นเองครับ พ่อของเขาบอกว่า อยู่ๆ ผีมักปรากฏกายที่หัวเรือ ทำให้รู้สึกว่าเรือหนักขึ้น ตอนแรก พวกนาเกลือต่างก็กลัวผีกัน แต่นานเข้าก็ชักชิน เริ่มไม่กลัวแล้ว พอผีโผล่มาก็คว้าเอาไม้พายนั่นแหละตีๆ ไล่ๆ ปากก็ร้องไล่ไปด้วย ผีเจอเข้าอีหรอบนี้ คงไม่รู้จะหลอกท่าไหน หลังๆ ก็เลยจำยอมหายตัวไปแต่โดยดี เรื่องผีๆ แถบนั้นเห็นจะแรงจริงครับ เพราะขนาดชื่อคลอง ยังมี คลองหมาหอน ต่อด้วย คลองผีหลอกให้ชวนสะดุ้งได้ไม่ยาก ถ้าผ่านไปตอนกลางคืนเดือนมืดๆ ที่เล่าเรื่องนี้ก็ไม่ใช่อะไรอื่นหรอกครับ ผมเพิ่งได้ไปดูแหล่งทำเกลือสมุทรแถบตำบลบางปะกง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา มาเมื่อเดือนที่แล้ว เป็นพื้นที่ทำเกลือที่ใหญ่และสำคัญมากแห่งหนึ่งของเขตชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก หมู่บ้านที่ว่านี้ ชื่อ “บ้านคลองผีขุด” ครับ เข้าใจว่าชาวนาเกลือที่นี่คงมีประสบการณ์ผีๆ ไม่น้อยไปกว่าแถบบางโทรัด บ้านเพ
