How to
คุณบุญทวี ประดิษฐ บัณฑิตแม่โจ้รุ่นที่ 76 อยู่บ้านเลขที่ 21/3 หมู่ที่ 4 ตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เล่าให้ฟังว่า เมื่อได้เรียนจบจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ก็ได้ทดลองไปสมัครทำงานในบริษัทต่างๆ เมื่อได้ทดลองทำก็รู้สึกว่ายังไม่ตอบโจทย์ของชีวิตมากนัก จึงได้กลับมาอยู่บ้านเพื่อทำอาชีพทางการเกษตร โดยที่บ้านของเขาได้มีการปลูกกาแฟไว้บริเวณที่ว่างของบ้าน จึงงทให้เกิแนวความคิดที่อยากจะนำมาแปรรูปขายเอง เพื่อให้ผลผลิตทางการเกษตรของครอบครัวมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น คุณบุญทวี ประดิษฐ “ตอนนั้นที่บ้านตาเขาก็ปลูก แบบขายส่งให้กับพ่อค้าอย่างเดียว เราเลยมองว่า น่าจะนำของพวกนี้มาทดลองคั่วเอง แบบแฮนด์เมดก็น่าจะทำได้ ช่วงนั้นบอกตาว่าขอเอามาลองหน่อย เลยเอาเมล็ดกาแฟมาคั่วแบบลองผิดลองถูก หมดไปเกือบ 100 กิโลกรัม ก็ทำให้ได้เรียนรู้และได้เวลาคั่วที่เหมาะสมว่าต้องทำยังไงบ้าง จนทำให้เวลานี้กาแฟที่คิดจะส่งขายแต่ผลผลิตอย่างเดียวได้เพิ่มมูลค่าสามารถขายได้ราคาขึ้น” คุณบุญทวี บอกถึงที่มา การปลูกกาแฟ(อราบิก้า สายพันธุ์คาติมอร์) คุณบุญทวี บอกว่า ต้องปลูกในพื้นที่ที่มีสภาพพื้นที่ ความสูงไม่ต่ำกว่า 800 เมตร จากระดับน้ำทะเล คว
เริ่มธุรกิจ “ชาไข่มุก” ตั้งแต่อายุ 18 ปัจจุบันขึ้นชั้นเจ้าของแฟรนไชส์นับร้อยสาขา คุณแพร-กวิสรา จันทร์สว่าง เจ้าของแฟรนไชส์ชานมไข่มุก “เฟรชมี-Fresh Me” วัยยี่สิบกว่า เล่าใฟ้ฟังว่า เธอฝันอยากเป็นแม่ค้ามาตั้งแต่เด็กๆ พออายุ 18 ปี ตอนเป็น “เฟรชชี่” คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี เอกการตลาด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตัดสินใจลงทุนทำธุรกิจ สร้างแบรนด์ชานมไข่มุกของตัวเอง เนื่องจากช่วงเวลานั้นชานมไข่มุกเป็นสินค้าที่ “บูมมาก” เหมือนธุรกิจแฟชั่น ถ้ารอเวลาตัดสินใจเรียนจบแล้วค่อยมาทำธุรกิจอาจไม่ทันการณ์ “ฝันอยากเป็นแม่ค้ามาตั้งแต่เด็ก ไม่เคยเห็นภาพในหัวเลยว่าจะไปทำงานที่บริษัท คิดแต่ว่าถ้ามีเวลาอยากขายของ อยากเจอคนนั้นคนนี้ พูดคุยกับลูกค้า พอรู้ความชอบของตัวเองคืออะไร เลยลงมือทำจากสิ่งที่ชอบ”คุณแพร บอกอย่างนั้น และว่า การเริ่มต้นทำธุรกิจในแบบของเธอตั้งแต่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 1 นั้น เริ่มจากหาทำเล หาสูตร หาข้อมูล ออกจากบ้านทุกวันหาข้อมูลไปชิมตามร้านต่างๆ ใช้เวลาประมาณเดือนกว่าจึงลงตัว อย่างไรก็ตาม ก่อนเปิดร้านสาขาแรก ที่มหาวิทาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต มีเวลาค่อนข้างจำกัด เมื่อเปิดแล้วก็ไม่สมบูรณ์
ชีวิตของเอสเอ็มอีที่ฝ่าฟันอุปสรรค กว่าจะสร้างสินค้าให้ขึ้นมาผงาดในตลาดไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากจนเป็นไปไม่ได้ ด้วยตัวอย่างที่มีให้เห็นมากมาย และการเรียนรู้ จากประสบการณ์ของคนอื่นก็เป็นอีกหนึ่งทางลัดให้พบทางสำเร็จได้เร็วขึ้น คุณศรีภา แสงฟ้าสุวรรณ เจ้าของกล้วยเล็บมือนางอบ ยี่ห้อ “ศรีภา” เป็นหนึ่งในตัวอย่างของเอสเอ็มอี ที่สามารถสร้างสินค้าพื้นบ้าน เข้าสู่โมเดิร์นเทรด อย่างน่าทึ่ง คุณศรีภา พร้อมกับโชว์แพ็กเกจที่ส่งขาย ในเซเว่นฯ (ที่ถือในมือ) ราว 15 ปีที่แล้ว กล้วยเล็บมือนาง ไม่เป็นที่รู้จักในตลาด ด้วยเป็นผลไม้ท้องถิ่น มีมากที่จังหวัดชุมพร แต่มาวันนี้ กล้วยชนิดนี้ คนรู้จักมากขึ้น ได้รับความนิยมมากขึ้น มาพร้อมๆ กับ สินค้า กล้วยเล็บมือนางอบ ตรา ศรีภา ที่สามารถส่งขายโมเดิร์นเทรด ไม่ว่าจะเป็นร้านสะดวกซื้ออย่าง เซเว่นอีเลฟเว่น คิง เพาเวอร์ ท็อปส์ซูเปอร์มาร์เก็ต โกลเด้นเพลส หรือการนำขึ้นเสิร์ฟบนการบินไทย และเลานจ์ผู้โดยสารของการบินไทยเช่นกัน คุณศรีภา เล่าว่า ย้อนไปเมื่อ 15 ปีที่แล้ว เดิมตัวเองเคยมีอาชีพ เป็นพนักงานประจำตำแหน่งเลขานุการ แล้ววันหนึ่ง สามีก็ทักว่าจะทำงานเลขาไปจน
ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้ง ที่หมู่บ้านดงชัยมัน หรือโคกไข่เต่า หมู่ 7 ต.ประจันตคาม อ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี แยกเลยไปจากถนนสายประจันตคาม-ศรีมหาโพธิ มีช่างทำเฟอร์นิเจอร์จากก้านตาลในการทำโต๊ะ, เก้าอี้รับแขก, เตียงนอน และทำแจกันเป็นงานหัตถกรรมที่สร้างรายได้แก่ครัวเรือนเดือนละ 3-4 หมื่นบาท สามารถพึ่งพาตนเองในช่วงนอกเหนือจากทำไร่-นา ครอบครัว “รักษาทรัพย์” ของนายวิวัฒน์ รักษาทรัพย์ อายุ 52 ปี, นางวาสนา อายุ 50 ปี นายชัยฤกษ์ อายุ 25 ปี สามพ่อ-แม่-ลูก แห่งหมู่บ้านดงชัยมัน เป็นผู้ริเริ่มนำเอาก้านตาลที่ตกเกะกะอยู่ตามหัวไร่ปลายนา นำมามาแปรรูปทำเป็นโต๊ะ-เก้าอี้นั่ง ตลอดจนเก้าอี้นอนที่ทำจากกาบตาลก้านตาล อย่างสวยงาม ใช้งานได้ดีจริง และทนทานนานนับ 10 ปี พร้อมกับนำเฟอร์นิเจอร์ส่งขายทั้งในพื้นที่และใกล้เคียงจนประสบผลสำเร็จ นายวิวัฒน์กล่าวว่า “ได้มีแนวคิดทำกาบตาลซึ่งเลียนแบบจากชุดรับแขกเฟอร์นิเจอร์ชุดเก้าอี้ไม้ไผ่ที่มีคนทำขายทั่วไป เหมือนกับแคร่ไม้ไผ่ แรกๆ เอากาบตาลจากที่นาของตนเอง และมีเพื่อนบ้านมาบอกให้ไปเอาที่ไร่ที่นาของเพื่อนบ้านเพื่อที่จะให้สะอาดหรือเข้าทำไร่ทำนาได้อย่างสะดวก เพราะต้นตาลจะมีก้านแผ่ออกไปย
ใครก็อยากเป็นนายตัวเอง อยากมีธุรกิจ หรือกิจการที่เป็นของตนเองทั้งนั้น และสามารถดูแลจนกระทั่งประสบความสำเร็จ ดั่งที่คาดหวังเอาไว้ทั้งสิ้น แต่การจะก้าวเข้าไปสู่การทำธุรกิจ และสามารถฟูมฟักให้สามารถเป็นรูปเป็นร่างได้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย นักธุรกิจหลายท่านทั้งขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ ต่างก็มีแนวคิดในการทำธุรกิจ และความมุ่งมั่นในวิธีการที่แตกต่างกันในการทำธุรกิจของตนให้สำเร็จ แต่จุดมุ่งหมายก็ยังคงเป็นความสำเร็จ แต่หนทางจะก้าวไปสู่ความสำเร็จ ก็ไม่ได้ง่ายเหมือนภาพฝันเสียทีเดียว จำเป็นต้องอาศัยความพยายามและความอดทนหลายอย่าง ได้ฟังเรื่องราวของนักธุรกิจวัยรุ่น วัย 16 ปี เด็กหนุ่มที่มีความตั้งใจจริง อยากทำธุรกิจให้เป็นรูปเป็นร่าง และประสบความสำเร็จ ด้วยความทุ่มเท และความสามารถของตนเอง โดยมีแนวคิดอยากผลิตอาหารว่าง ซึ่งเป็นพื้นฐานและมีความคล้ายคลึงกับกระยาสารทของไทย แต่ต้องมีความนุ่ม กรอบ และไม่เหนียวอย่างกระยาสารท ธุรกิจเด็กหนุ่มวัย 16 ข้าวกรอบสยาม คุณบิ๊ก ผุยมาตย์ เจ้าของธุรกิจข้าวกรอบสยาม ซึ่งเป็นขนมแปรรูปมาจากข้าว วัย 16 ปี เริ่มต้นเล่าให้ฟังว่า “ข้าวกรอบสยาม เป็นการแปรรูป นำเอาข้าวซึ่งเป็นเอกลัก
ด้วยอาชีพหมอที่รู้ว่าคนป่วยเป็นมะเร็งนั้นมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น เลยเป็นสาเหตุทำให้ “สุกิจ จำปาเงิน” รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์โรงพยาบาลบางไผ่ และยังเป็นเจ้าของคลินิกตรวจโรค บางซ่อน คลินิก หันมาสนใจเรื่องเกษตร และปลูกผักปลอดสารพิษ สบโอกาสส่งผักเข้าโรงพยาบาล หวังให้คนไข้ได้ทานผักปลอดภัย นอกจากนั้นยังส่งผักตามร้านอาหาร อนาคตวางแผนเกษียณออกมาเป็นเกษตรกร คุณสุกิจ จำปาเงิน รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์โรงพยาบาลบางไผ่ โรงพยาบาลเอกชนแห่งแรกของฝั่งธนบุรี และยังเป็นเจ้าของคลินิกตรวจโรค บางซ่อน คลินิก อายุ 59 ปี เล่าว่า หลังจบคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี บินลัดฟ้าไปเรียนต่อแพทย์เวชปฏิบัติที่ประเทศฟิลิปปินส์ จากนั้นต่อ ปริญญาโท หลักสูตรปริญญาโทบริหารธุรกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ นิด้า ก่อนหน้านี้เป็นหมออยู่โรงพยาบาลปากน้ำ 4 ปี รับเงินเดือนหลักแสน ทว่าล่าสุดเข้ามารับตำแหน่งรองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์โรงพยาบาลบางไผ่ ช่วงที่คุณหมอสุกิจ เข้ามาเป็นรองผู้อำนวยการ คุณหมอ เล่าว่า แต่ละวันจะต้องส่งผู้ป่วยที่ไม่สามารถรักษาได้ที่โรงพยาบาลบางไผ่ไปโรงพยาบาลอื่น ซึ่งโรคที่เป็นกันมาก คือ โรคมะเร็งตับ มะเร
“ชุมพร” ไม่ใช่เป็นเพียงจังหวัดประตูหน้าด่านที่ต้องผ่านเมื่อเดินทางสู่จังหวัดทางภาคใต้ตอนล่าง แต่ด้วยภูมิประเทศที่ประกอบด้วย ภูเขา แม่น้ำ และทะเล จึงมีความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก มีผลไม้หลายชนิดที่โดดเด่น มีรสชาติอร่อย อย่าง สละ สับปะรด ทุเรียน รวมถึงยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอีกเป็นจำนวนมาก ขณะที่การเดินทางไปยังจังหวัดชุมพรทำได้ง่าย และสะดวก จึงมีผู้คนสนใจไปเที่ยวจังหวัดนี้อย่างคับคั่ง การเดินทางมาแวะที่ชุมพร หากต้องการหาที่พักและอาหารที่มีคุณภาพไปพร้อมกัน คงไม่ใช่เรื่องง่าย แล้วคงไม่สมดั่งใจทั้ง 2 อย่าง แต่สำหรับ “โรงแรมบ้านสวน” อาจเป็นเป้าหมายที่ถูกใจ เพราะมีบริการที่พักสะอาด ราคาไม่แพง เดินทางสะดวก ที่จอดรถกว้าง แล้วยังมีอาหารหลายเมนูจากร้าน “ครัวดอนรัก” ที่มีรสชาติอร่อยเทียบชั้นโรงแรมเกรด A เมืองกรุง จากหนุ่มเรียนด้านเกษตร ที่ชุมพร แล้วมุ่งหน้าเข้าเมืองกรุงเพื่อหางาน จนได้ทำที่โรงแรมชื่อดังในเมืองกรุง ทำอยู่หลายปี จนกระทั่งไต่เต้าเป็นตำแหน่งผู้จัดการด้านอาหาร จากนั้นกลับสู่บ้านเกิด มองเห็นช่องทางธุรกิจ พร้อมกับมีที่ดินอยู่ผืนหนึ่งบริเวณริมถนนเพชรเกษม จึงใช้ประสบการณ์สร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่ากลุ่มผู้ชอบในตัวด้วงกว่างชน เพื่อนำไปเล่นกีฬาชนกว่าง ตามฤดูกาล ซึ่งขณะนี้ในพื้นที่จังหวัดเชียงรายเริ่มมีด้วงกว่างออกมาขาย โดยบรรดาพ่อค้า แม่ค้า ต่างนำตัวด้วงกว่างขึ้นแขวนเพื่อเสนอขายให้กับลูกค้าได้เลือกซื้อระหว่างเดือนสิงหาคมไปจนถึงเดือนตุลาคม และนับเป็นแมลงชนิดหนึ่งที่สามารถสร้างรายได้เสริมให้กับชาวบ้านได้อย่างดี ไม่ต่ำกว่า 8,000-10,000 บาทต่อวัน สำหรับราคาของด้วงกว่างนั้นจะเริ่มขายที่ราคาถูกสุดตัวละ 150 บาท ไปจนถึงหลายพันบาท เพราะเป็นช่วงต้นฤดู ขณะเดียวกัน ทางร้านก็ได้มีเชือกมัดกว่าง รวมทั้งอุปกรณ์ในการชนกว่างอุปกรณ์เสริมนำมาขายให้กับลูกค้าได้เลือกซื้อด้วย นายไพบูลย์ ม่วงโกศัย พ่อค้าขายกว่างบอกว่า ด้วงกว่างชนที่ตนเองนำมาขายนั้นได้มีการสั่งซื้อกว่างมาจากจังหวัดชัยภูมิ เนื่องจากในพื้นที่ภาคเหนือขณะนี้ยังไม่มีตัวด้วงกว่างที่โตเต็มที่จึงไม่สามารถนำมาขายให้กับลูกค้าได้ ทั้งนี้ ตัวกว่างที่มีราคาสูงนั้นจะต้องเป็นกว่างซ้งที่มีลักษณะเขาที่ยาว และมีขนาดที่ใหญ่สวยงาม ส่วนตัวที่มีขนาดเล็กลงมาหน่อยนั้นราคาจะลดลงตามไปด้วย ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่นิยมซื้อไปชนกัน และมีการเดิมพันกันในกา
นางผ่องศรี เปี่ยมทอง อายุ 56 ปี ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกหญ้าโคเนื้อเพชรบุรี บ้านน้ำทรัพย์ ต.แก่งกระจาน อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี กล่าวว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกหญ้าโคเนื้อเพชรบุรี บ้านน้ำทรัพย์ ก่อตั้งเมื่อปลายปี พ.ศ. 2558 ตอนนี้มีสมาชิก 34 คน โดยกลุ่มตั้งขึ้นเพื่อปลูกหญ้าเนเปียร์ขายให้ผู้เลี้ยงโค โดยตอนเริ่มต้นมีพื้นที่ปลูกหญ้าเนเปียร์ 13 ไร่ ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกหญ้าเนเปียร์ 130 ไร่ เดิมทีสมาชิกทั้งหมดประกอบอาชีพเกษตรกรรม แต่เห็นว่าการปลูกหญ้าเนเปียร์มีรายได้ดี จึงรวมตัวกันตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชน โดยหญ้าเนเปียร์ที่ปลูกนำพันธ์ุมาจากศูนย์วิจัยพืชอาหารสัตว์เพชรบุรี วิธีปลูกไม่ยาก เริ่มจากนำรถไถ ปรับพื้นที่ ไถแปร และยกร่อง แล้วนำต้นหญ้าเนเปียร์ลงปลูก ใช้เวลานานประมาณ 2 เดือนก็ตัดขายได้ “การปลูกหญ้าเนเปียร์สร้างรายได้ดีมาก พื้นที่ 130 ไร่ ใน 1 ปี กลุ่มสามารถขายหญ้าเนเปียร์ได้เงินประมาณ 4,500,000 บาท หักต้นทุนแล้วกลุ่มจะเหลือกำไรปีละประมาณ 3,000,000 บาท โดยหญ้าเนเปียร์ที่ปลูกจะขายให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงโคเนื้อ” นางผ่องศรี เปี่ยมทอง กล่าว ด้าน นายบรรเทิง นวนภักดี ประธานเครือข่า
มีอยู่อาชีพหนึ่งซึ่งนับวันจะเริ่มจางหายไปบ้างแล้ว นั่นคืออาชีพทำมะพร้าวเผาขาย เมื่อนึกขึ้นมาได้ก็เริ่มเสาะแสวงหาที่มาที่ไป ว่ามีที่ใดบ้าง ที่ยังเผามะพร้าวขายอยู่ตามวิถีดั้งเดิม พบว่ายังมีคุณป้าท่านหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านตะเคียน ตำบลคอโค อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ชื่อ คุณป้าสมบัติ บุหงา อายุอานามก็ปาเข้าไป 69 ปี แต่คุณป้าก็ยังทำขายอยู่ ซึ่งเหลืออยู่คนเดียวทั้งหมู่บ้าน นอกนั้นก็ไม่มีใครทำแล้ว คุณป้าสมบัติ เล่าว่า ทุกวันนี้จะมีรายได้เข้าบ้านแทบทุกวัน ก่อนอื่นจะตระเวนหาซื้อมะพร้าวทั้งพันธุ์พื้นบ้านและมะพร้าวน้ำหอม ลูกไม่อ่อนไม่แก่มาตุนไว้ โดยลูกๆ จะพาไปรับซื้อตามละแวกใกล้เคียง เมื่อได้มะพร้าวมาแล้วก็จะทำการเอาเปลือกมะพร้าวออกให้เหลือหุ้มลูกไว้พอประมาณ จากนั้นก็จะนำไปต้มในหม้อใบใหญ่ คุณป้าสมบัติจะใช้เตาถ่านเพราะหาฟืนได้ง่าย ต้มจนสุกแล้วนำมาปอกเปลือก ขั้นตอนสุดท้ายเข้าเครื่องเจียเสี้ยนที่มีอยู่ในลูกมะพร้าวออกจนหมดและสามารถนำออกขายได้เลย คุณป้าสมบัติจะขายมะพร้าวในราคาส่งลูกละ 20 บาท วันหนึ่งๆ จะขายประมาณ 50-60 ลูก โดยไม่ต้องมีใครช่วย ใครๆ ก็ถามว่าทำไมไม่เลิกทำในเมื่อส่งล
