How to
กว่าที่จะมาถึงวันนี้ของ “ครูสมทรง แสงตะวัน” ปราชญ์เกษตรกรส้มโอ ระดับดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ชาวชุมชนบางพลับ ตำบลบางพรม อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม ล้วนแต่มีเรื่องราวที่น่าสนใจอย่างยิ่ง แม้ครูจะเป็นครูมาอย่างยาวนานเกือบ 40 ปี แต่ครูยังมองเห็นถึงการ “หวงความรู้” ของคนรุ่นเก่าเป็นอย่างยิ่ง ยิ่งได้สัมผัสกับตัวเองเมื่อเริ่มแรกที่ไปเช่าที่เพื่อทำสวนส้มโอ ยิ่งได้สัมผัส ได้รับรู้ด้วยตัวเอง จึงทำให้ครูสมทรงมุ่งมั่นว่า ถ้าวันหนึ่งครูมีวิชาความรู้ใดๆ จะบอกคนอื่นให้มากที่สุด ความยากของครูเริ่มตั้งแต่ เริ่มเลือกที่จะปลูกส้มโอ “ขาวใหญ่” เพราะเห็นเป็นพันธุ์ท้องถิ่นดั้งเดิม ลูกใหญ่ เนื้อร่อน ไม่มีเมล็ด เก็บไว้ได้นาน แต่ไม่มีใครปลูกเพราะออกลูกน้อย ดกไม่พอ แต่ครูก็เลือกปลูก โดยใช้สารเคมีเป็นตัวหลักเพื่อกำจัดแมลงและเร่งผลผลิต เหมือนๆ กับกลุ่มชาวบ้านในท้องที่ ผลก็คือ สิ่งแวดล้อมยับเยิน กุ้ง หอย ปู ปลา ที่เคยมีอยู่ในร่องสวนก็ไม่เหลือ สุขภาพของคนก็ทรุดโทรมลง ต้องเข้าโรงพยาบาลโดยไม่รู้สาเหตุ ครูนำเสนอจะเปลี่ยนวิถีให้หันมาใช้วิธีการปลูกแบบเกษตรธรรมชาติใช้วิถีพอเพียง โดยใช้ธรรมชาติควบคุมธรรมชาติ ใช้ระบบนิเ
อาจพูดได้ว่า ที่นี่เป็นร้านกาแฟที่น่าจะถูกจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในร้านที่น่าสนใจมากที่สุดแห่งหนึ่งในเชียงราย นั่นเพราะที่นี่ยังเต็มไปด้วยเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์อีกมากมาย ด้วยเคยเป็นบ้านพักรับรองของ “จอมพล ป. พิบูลสงคราม” และยังเป็นสถานที่วางแผนและบัญชาการรบในสงครามเอเชียมหาบูรพา (สงครามโลกครั้งที่ 2) มาแล้ว หากในวันนี้บนพื้นที่บนดอยจอมแจ้ง หลังชุมชนวัดพระแก้ว จุดยุทธศาสตร์ที่สูงที่สุดในเมืองเชียงราย กลายเป็นแหล่งหย่อนใจของคนเมือง ด้วยกลายเป็นที่ตั้งของร้านบรรยากาศดี สไตล์วินเทจที่ชื่อ “ร้านกาแฟจอมพล” คุณนก-ปริยากร พวงมาลัย สมาชิกสมาคมท่องเที่ยวเชียงราย เจ้าของและผู้บริหารร้าน เล่าถึงที่มาที่ไปว่า หลังจากเสร็จสิ้นสงคราม บ้านหลังนี้ก็ถูกทิ้งร้างมานาน และเพิ่งได้บูรณะปรับปรุงใหม่ให้กลายเป็น “พิพิธภัณฑ์จอมพล ป. พิบูลสงคราม” บ้านแห่งประวัติศาสตร์ที่คนไทยน่าจะได้มาเรียนรู้ แต่…กลับไม่มีใครทราบ คณะทำงานจึงใช้ “ร้านกาแฟ” มาเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยว “ต้องบอกว่า ร้านกาแฟนี้เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน ที่ต้องการเพิ่มสีสันและเป็นจุดพักผ่อนให้กับนักท่องเที่ยว” บ้านสวยในพื้นที
ต้องเรียกว่า “กรอบสะท้านโลก” เพราะยืนยงมาร่วมศตวรรษแล้ว เป็นตำนานความกรอบของ “เกี๊ยวกรอบ 100 ปี สูตรก๋งฮวด” แห่งเสาไห้ สระบุรี ที่ไร้เทียมทานจริงๆ ตำนานนี้สืบทอดอยู่ในครอบครัวของ “คุณตาประจวบ” ที่สืบทอดกันมา ต้นทางของครอบครัวคุณตาเริ่มมาเป็น 100 ปี จากก๋งของก๋ง นั่งเรือมาจากเมืองจีนมาตั้งรกรากที่นี้ มาบุกเบิกซื้อที่สร้างตลาดสร้างอำเภอ พัฒนาพื้นที่จนตอนหลังได้ยศเป็นถึง “หลวงบริบูรณ์” และได้รับนามสกุลพระราชทาน “พงศ์บริบูรณ์” มาด้วย “ก๋งของก๋ง ได้สัมปทานทำโรงเหล้า ทำอยู่ตรงข้ามอำเภอ แต่เดี๋ยวนี้เลิกหมดแล้วเพราะเขาเปิดเสรีไปแล้ว” ยุคสมัยทำโรงเหล้าหมดไป มาถึงรุ่นเตี่ย “กิมเส็ง” ที่ใครๆ รู้จักกันในนามของ “ก๋งฮวด” ก็เป็นผู้ริเริ่มเปิดร้านก๋วยเตี๋ยว ทำบะหมี่ ทำเกี๊ยวขาย โดยเอาสูตรที่ได้จากเมืองจีนมาประยุกต์ให้ถูกปากคนไทย คิดเอง ทำเอง นวดเอง ปั้นเอง หั่นเส้นเองจนทำให้ร้านก๋วยเตี๋ยวที่แม้จะไม่ได้ตั้งชื่อ แต่บะหมี่ เกี๊ยว แห่งเสาไห้ก็เลื่องลือไปจนทำเอาเรือที่บรรทุกข้าวเอาไปสีที่อยุธยา ต้องจอดแวะทานกันทุกลำ “สมัยก่อน เดินทางกันทางน้ำ มาทางเรือ เอาสินค้ามาขาย เขาเอาข้าวมาขายแล้วเอาไปสีที่อยุธยา เสา
สถานการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ พื้นที่เปราะบางทางด้านสังคม การเมือง และศาสนา ซึ่งส่งผลกระทบมากมายต่อคนในพื้นที่ หนึ่งในกลุ่มนั้นคือแม่บ้านสตรีที่สูญเสียหัวหน้าครอบครัว ซึ่งพวกเขาเหล่านั้นต้องปรับตัวอย่างหนักกับบทบาทที่เปลี่ยนไป จากเดิมหน้าที่แค่ดูแลความเรียบร้อยของสมาชิกในครอบครัว กลับกลายต้องมาเป็นหัวเรือใหญ่แบกรับภาระการหารายได้หลักเพื่อใช้จ่ายในบ้าน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพ ภาวะความเป็นผู้นำ สร้างความภาคภูมิใจ รวมถึงสร้างอาชีพและรายได้ให้กับกลุ่มสตรีในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ศูนย์ธุรกิจเพื่อสังคมวานีตา ที่มาจากภาษามาลายู แปลว่า “ผู้หญิง” สำนักงานอยู่ที่จังหวัดปัตตานี ขับเคลื่อนโดย OXFAM ศูนย์นี้ตั้งขึ้นเพื่อมุ่งเน้นการสร้างประโยชน์ในมิติทางสังคมและการเงินให้ชุมชนไปพร้อมๆ กัน เพื่อพัฒนาทั้งคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนและสภาวะแวดล้อมทางสังคมให้ดีขึ้น ด้วยเชื่อว่าการพัฒนาที่ยั่งยืนคือการสนับสนุนให้ธุรกิจสามารถเติบโตไปพร้อมกับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมได้ อลิญา หมัดหมาน ผู้จัดการโครงการศูนย์ธุรกิจเพื่อสังคมวานีตา เล่าถึงที่มาให้ฟังว่า ศูนย์วานีตาขับเคลื่อน และเป็นเจ้าของโดยกลุ่มผู
ขนมเปี๊ยะ ขนมมงคล มีมาแต่โบร่ำโบราณตามความเชื่อของชาวจีน สื่อถึงความปรารถนาดีระหว่างผู้รับกับผู้ให้ ที่ถ่ายทอดกันมารุ่นสู่รุ่น จนปัจจุบัน ขนมชนิดนี้ ยังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง หากรูปแบบการทำอาจมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปบ้างตามยุคสมัย อย่าง ขนมเปี๊ยะสดอบควันเทียน ตรา “ประจักษ์ 9 รส” ที่ดัดแปลงสูตรทั้งแป้งทั้งไส้ ให้ถูกปาก “คนทำ” เป็นจุดเริ่ม ก่อนส่งต่อไปให้คนใกล้ชิด จนหลายคนติดอกติดใจนักหนา แม้ทุกวันนี้ ไม่มีหน้าร้านเป็นเรื่องเป็นราว แต่ขนมเปี๊ยะเจ้านี้ มีออร์เดอร์จากลูกค้าตลอดทั้งปี ช่วงพีกสุดๆ ทีมงานเกือบ 10 ชีวิต เคยปั้นกันมือเป็นระวิง ถึงวันละ 15,000 ลูก มาแล้วและหากลูกค้าท่านใด คิดจะเดินเข้าไปซื้อหามาลองชิมสักกล่องสองกล่อง ต้องขอบอกเสียใจด้วยเพราะขนมเปี๊ยะประจักษ์ 9 รส ต้องสั่งล่วงหน้าเท่านั้น…ถึงจะได้รับประทาน! คุณประจักษ์ เจียมจรรยงค์ เจ้าของผลงานวัย 48 ปี ละมือจากงานประจำวัน มาพูดคุยกันด้วยอัธยาศัยยิ้มแย้ม เริ่มต้นให้ฟัง จบปริญญาตรี คณะบัญชี มหาวิทยาลัยรามคำแหง และ ปริญญาโท ด้านธุรกิจระหว่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยสยาม ก่อนหน้านี้เคยทำงานประจำอยู่สำนักงานตรวจสอบบัญชี ประ
กำลังเป็น “ทอล์ก” อย่างกว้างขวาง ในหมู่วัยรุ่นน้อย-ใหญ่ ไล่ไปจนถึงหนุ่มสาวชาวออฟฟิศทั้งหลาย สำหรับ Mother Trucker BKK (มาเธอร์ ทรักเกอร์ แบงค็อก) ร้านเบอร์เกอร์เคลื่อนที่สไตล์อเมริกัน กับสโลแกน 3 คำ “สะใจ ใหญ่ โหด” คุณอาร์มี่ หิญชีระนันทน์ 1 ใน 3 ของหุ้นส่วนกิจการ Mother Trucker BKK หนุ่มอัธยาศัยดี วัย 24 ปี ให้ข้อมูลด้วยน้ำเสียงร่าเริง เริ่มต้นให้ฟัง เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนเซนต์คาเบรียล จบปริญญาตรีสาขาวิชาธุรกิจระหว่างประเทศ (International Business) จากวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ก่อนหน้านี้เคยทำงานประจำเป็นผู้ช่วยวิทยากรรับจัดอีเว้นต์ เพราะอยากเรียนรู้การบริหารจัดการเกี่ยวกับผู้คน ทำอยู่ 1 ปีลาออกมาทำงานกองถ่าย อยู่ฝ่ายสถานที่ ก่อนออกมาทำธุรกิจส่วนตัว โดยชักชวนเพื่อนซี้อีก 2 คน คือ บุช-ธนาวุฒิ อภิธนาคุณ และ ม้ง-คณิต ประภา มาลงหุ้นทำเบอร์เกอร์ขาย โดยได้ไอเดียริเริ่มมาจากของต่างประเทศ ซึ่งมีรถขายอาหารหน้าตา “เท่-เท่” กันหลายแบบ ขณะที่ในบ้านเรามีแต่รถเร่ขายลองกอง ขายทุเรียน หรือผลไม้ทั่วไป เลยคิดลองทำอาหารขายบนรถ ให้ดูแปลกตาออกไป เพราะเมืองไทยยังไม่ค่อยมีใครทำ และเมื่อมีต้นแบบมาจา
แกงของพม่ามีหลายแบบเรียกว่า “ฮิง” ส่วนใหญ่เป็นแกงกับน้ำมัน มีแกงกะทิเป็นส่วนน้อย แกงของพม่าจะข้นๆ มีน้ำขลุกขลิก พม่าเรียกแกงแบบนี้ว่า “ซี-พยัน” เป็นแกงที่ทำโดยการผัดเนื้อสัตว์กับเครื่องแกง เติมน้ำไม่มากแล้วเคี่ยวต่อไปจนน้ำลดและมีน้ำมันลอยหน้า แกงยอดนิยมเห็นจะเป็นแกงไก่ที่เรียกว่า “เจ้ดต้า” ใส่มันอาลู คือมันฝรั่ง จึงเรียกว่า “เจ้ดต้าอาลูฮิง” เริ่มจากการนำเนื้อไก่มาหมักกับน้ำปลา พริกปาปริก้าป่น ผงขมิ้น ผงกะหรี่ และผงการัม มาซาล่า จากนั้นก็โขลกเครื่องแกงอันประกอบไปด้วยขิง กระเทียม หัวหอม และพริกชี้ฟ้าแดงจะใช้พริกสดหรือพริกแห้งก็ได้ ตั้งกระทะใส่น้ำมันใส่ตะไคร้ทุบที่หั่นเป็นท่อนๆ ลงไปพร้อมกับเครื่องแกงผัดให้หอม จึงใส่เนื้อไก่ลงไปผัดจนเกือบสุกก็ใส่มันฝรั่ง และมะเขือเทศลงไปผัดปรุงรสด้วยเกลือหรือน้ำปลา ถ้ามีใบกะหรี่ก็ใส่ลงไปสัก 5-6 ใบก็จะทำให้แกงหอมยิ่งขึ้น หากไม่มีใบกะหรี่ให้ใส่ใบกระวานหรือเบย์ลีฟลงไปแทน แล้วเติมน้ำลงไปแค่พอท่วม หรี่ไฟอ่อนปิดฝาเคี่ยวไปจนไก่และมันฝรั่งสุกดีและน้ำแกงข้นเข้าเนื้อจึงใส่ผักชีโรยหน้าเพิ่มความหอม เมื่อทำเสร็จแล้วจะเหลือน้ำแกงไม่มากมีน้ำมันลอยหน้าสวยงามเอาไว้คลุกกับข
กุ้งจ่อม นึ่งให้อุ่นร้อน มีหอมแดงซอย พริกขี้หนูสด ขมิ้นขาว จัดแตงกวาหรือผักที่ชอบเป็นเครื่องเคียง ได้ข้าวสวยร้อนๆ รับรองว่าจะได้อิ่มอร่อยกับอาหารเพื่อสุขภาพ กุ้งจ่อมเป็นการนำกุ้งฝอย เกลือหรือน้ำปลาอย่างดีมาใส่ผสมรวมกัน แล้วทำการหมัก/ดอง 2-3 วัน แล้วใส่ข้าวคั่วหมัก 2-3 วัน เมื่อเปิดฝาโอ่งหรือถังหมักออกจะได้กลิ่นหอมหวนชวนกินยิ่งนัก กุ้งจ่อมคุณภาพเป็นหนึ่งอาหารคู่ครัวชาวอีสานหรือผู้คนทั่วไทย คุณภัทรา วารสิทธิ์ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ (นวส.ชำนาญการ) สำนักงานเกษตรอำเภอประโคนชัย เล่าให้ฟังว่า เมื่อในอดีตพื้นถิ่นแห่งนี้จะมีข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์ ในฤดูฝนที่แหล่งน้ำธรรมชาติจะมีกุ้ง หอย ปูหรือปลา ให้ชาวบ้านจับมาเป็นอาหารคู่ครัวเรือน เมื่อมีปริมาณมากก็นำมาหมัก/ดอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกุ้งฝอย แม่บ้านเกษตรกรหรือชาวบ้านจะนิยมนำมาทำเป็นกุ้งจ่อม ด้วยวิธีการนำกุ้งฝอย ผสมเกลือหรือน้ำปลาอย่างดีหมัก/ดอง 2-3 วัน จากนั้นนำข้าวคั่วใส่ตามลงไป หมักต่ออีก 2-3 วันก็จะได้กุ้งจ่อมกลิ่นหอมหวนชวนกิน คุณภัทรา วารสิทธิ์ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ ส่งเสริมการทำกุ้งจ่อม การพัฒนาคุณภาพกุ้งจ่อม สำนักงานเก
หลังจากที่คุณพ่อเสียชีวิต เด็กหนุ่มผิวคล้ำชาวชุมพร อายุเพียง 14 ปี จากเด็กชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ต้องกลายมาเป็นเสาหลักหารายได้เลี้ยงครอบครัว เขาเลือกเลี้ยงวัวรีดนมขายจนได้ดี เมื่อปีที่แล้วทุ่มงบ 6 ล้านบาท สร้างโรงงานผลิตนมพาสเจอร์ไรส์เกรดฮอกไกโด มีรสชาติต่างๆ อาทิ นมรสตะไคร้ รสจืด รสชาเขียว ทำการตลาดเอง ขายเอง ไม่ผ่านยี่ปั๊ว ล่าสุดเปิดฟาร์มเป็นแหล่งท่องเที่ยว สร้างรายได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 4 แสนบาท อนาคตเล็งขยายพื้นที่ให้กลายเป็นศูนย์กลางนมภาคใต้ นับเป็นเรื่องราวดีๆ ของหนุ่มใต้อนาคตไกล คุณปฏิวัติ อินทร์แปลง หรือ น้องเบสท์ ปัจจุบันอายุ 25 ปี เจ้าของฟาร์มวัวนมมอินทร์แปลง เล่ากับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า เริ่มเลี้ยงวัวตั้งแต่เรียนอยู่ชั้น ม.2 หรือราวอายุ 14 ปี สาเหตุที่ต้องมาเลี้ยงวัวนม เพราะคุณพ่อซึ่งเป็นเสาหลักของครอบครัว ต้องมาเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ ส่วนคุณแม่มีอาชีพรับจ้าง รายได้แต่ละวัน 100-200 บาท ในฐานะลูกชายคนเดียวคิดแต่เพียงว่าอยากช่วยแบ่งเบาภาระ ประกอบกับ ณ เวลานั้น คุณตาให้วัวนมมา 1 ตัว พร้อมถ่ายทอดความรู้การเลี้ยงและวิธีรีดนมวัว เพื่อใช้หารายได้ เมื่อเด็กหนุ่มไฝ่ดีในวัยเพี
“เค้าว่าผมบ๊องไปแล้ว ว่าตานี่บ้าๆ บอๆ เอาไก่มาย่างแบบเนี่ยมันไม่ๆๆ เป็นไปไม่ได้อ่ะ นี้พอนานๆ ไปใครเค้าผ่านมาก็เห็น ก็เออ…เออมันใช่ได้นะฮะ เลยเขายอมรับ นะฮะ แล้วก็มาหาว่าผมบ้าๆ บอๆ เหอๆๆ” ลุงศิลา สุทารัต เชฟไก่ย่างประสบการณ์สูงจากเมืองเพชรบุรี ที่เลือกใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการย่างกล่าวกับเอเอฟพีพร้อมเสียงหัวเราะ ลุงศิลาได้ใช้ฝีมือและทักษะส่วนตัวในการสร้างเตาย่างพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ ที่ประกอบด้วยกระจกนับพันชิ้นเพื่อสะท้อนแสงอาทิตย์ไปยังแผงตั้งไก่หมักที่ส่งกลิ่นหอมไปไกลท่ามกลางแสงอาทิตย์ที่ร้อนระอุ ก่อนหน้านี้ ลุงศิลาก็พอจะขายไก่ย่างให้กับลูกค้าท้องถิ่นได้จำนวนหนึ่ง แต่หลังจากที่คลิปย่างไก่ของลุงแกเผยแพร่ไปทั่วโลกโซเชียล ลูกค้าต่างถิ่นหรือแม้แต่ชาวต่างชาติก็แห่มาลิ้มลองด้วยความสนใจ ลุงศิลาเผยว่า ไอเดียนี้ลุงได้มาตั้งแต่เมื่อราว 20 ปี ก่อน หลังลุงแกถูกแสงแดดสะท้อนมาจากรถเมล์ที่วิ่งผ่าน ทำให้ลุงคิดได้ว่า น่าจะเปลี่ยนมาเป็นหลังงานที่เป็นประโยชน์ได้ ในช่วงเวลาที่ราคาน้ำมันกำลังพุ่งสูง และด้วยกรรมวิธีการย่างแบบนี้ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลานานกว่าปกติสักหน่อย แต่มันก็ทำให้ไก่ของลุงศิลามีความนุ่ม
