How to
Ciudad de Mexico (CDMX) หรือที่รู้จักกันในนาม “เม็กซิโกซิตี” เมืองหลวงของเม็กซิโก จุดมุ่งหมายทางการท่องเที่ยว และมหานครที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ เป็นไม่กี่เมืองในโลกที่สามารถนำเสนอความหลากหลายในทุกรายละเอียด ในทุกๆ ปี เม็กซิโกซิตีเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวกว่า 12.5 ล้านคนต่อปีให้เข้าไปสัมผัสเมืองหลวงอันเก่าแก่ที่ยังคงมีคุณค่าและชีวิตชีวาจากวัฒนธรรมร่วมสมัย ซึ่งได้รับอิทธิพลของยุคก่อนอารยธรรมสเปน ยุคล่าอาณานิคม และยุคสมัยใหม่ ที่ต่อเนื่องยาวนาน และแน่นอน สำหรับนักท่องเที่ยวทั้งหลาย การเดินทาง มักเริ่มต้นที่อาหารเสมอ ทาโก้ กัวคาโมเล่ ฟาฮิต้า อาหารการกินคือส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม “เม็กซิโกซิตี” เปรียบเหมือนสวรรค์บนดินของเหล่าผู้รักอาหาร เป็นเมืองหลวงที่รวมเอาเมนูอาหารจากทั้ง 50 แหล่งสำคัญทั่วประเทศเม็กซิโก และต่างประเทศมาให้นักท่องเที่ยวได้เลือกชิม ตั้งแต่แผงอาหารริมถนน จนถึงร้านอาหารไฟน์ไดน์นิ่งสุดหรู สำหรับเม็กซิโกซิตีแล้ว อาหารคือหัวใจ และจิตวิญญาณของที่นี่ โดยอาหารเม็กซิกัน ได้รับการยกย่องเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก เมื่อปี พ.ศ.2553 จากนั้นเป็นต้นมา อาหารเม็กซิกันจึงเริ่มเป็นที่รู้จักในระดับ
เดี๋ยวนี้คนรุ่นใหม่ หันมาสนใจและประกอบอาชีพเกษตรกรรมมากขึ้น ทั้งยังชอบต้นไม้ โหยหาอาชีพอิสระที่ตอบโจทย์วิถีการดำเนินชีวิตอิสระ และต้องการเวลาใช้ชีวิตมากขึ้น หลายรายเริ่มสร้างเนื้อสร้างตัวจากสิ่งที่ชอบกันตั้งแต่ยังเรียนไม่จบมัธยมหรือมหาวิทยาลัยด้วยซ้ำ คุณปัญญา อาชาวงศ์ หรือ คุณเต้ย เจ้าของร้าน “กระบองpet-ร้าน3ต.” วัย 29 ปี เกษตรกรรุ่นใหม่อีกราย ที่มีความคิดไม่อยากเป็นลูกจ้างใคร และสร้างกิจการเล็กๆ เป็นของตัวเองจากสิ่งที่ชอบ กิจการจากความชอบ ทำเกษตร สร้างอาชีพ คุณเต้ย เจ้าของร้าน “กระบองpet-ร้าน3ต.” สละเวลาจากการขายของ ในเย็นวันอังคาร ที่ตลาดนัดจตุจักร เล่าให้ฟังว่า “เรียนจบคณะเทคโนฯ ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ตั้งใจไว้ตั้งแต่ก่อนจะเรียนจบแล้วว่า ไม่อยากเป็นลูกจ้างใคร เพราะไม่ชอบงานออฟฟิศเท่าไหร่ และอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง หลังจากเรียนจบได้มาทำธุรกิจอาหารเสริมเป็นธุรกิจแรกที่เริ่มต้นทำ ระหว่างที่ทำธุรกิจขายอาหารเสริมอยู่นั้น ก็มีความสนใจในการเลี้ยงกระบองเพชรด้วย เริ่มซื้อมาเลี้ยง ด้วยความรู้สึกว่ากระบองเพชรมีความเหมาะสมอะไรหลายๆ อย่าง กับสภาพอากาศของเมืองไทย เป็นไม้
คุณระวิวรรณ ฌายีเนตร(ซ้าย) และคุณเบญวรรณ ตานนท์ สังเกตได้ว่า ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยที่เข้ามาทำธุรกิจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงทั้งหลาย เริ่มต้นจากการเป็นเจ้าของสัตว์น่ารัก แล้วจึงค่อยพัฒนามาเป็นเจ้าของธุรกิจ อย่าง คุณระวิวรรณ ฌายีเนตร หรือ คุณนุ่น กับ คุณเบญวรรณ ตานนท์ หรือ คุณแหม่ม สองสาววัย 30 ต้นๆ ซึ่งมาร่วมกันทำสินค้าแฮนด์เมดของสุนัขและแมว มีทั้งกระโจม เปลแมว ผ้าพันคอ ฯลฯ ชื่อแบรนด์ “วิฬาร์มาลิน” โดยมักจะออกบู๊ธขายตามงานอีเว้นต์เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง เริ่มจากขายผ่านเฟซบุ๊ก คุณนุ่นจบปริญญาโท คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาเทคโนโลยีและการจัดการด้านการขุดเจาะปิโตรเลียมนอกชายฝั่ง สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย ส่วนคุณแหม่มจบปริญญาตรี คณะวิทยาศาสตร์ สาขาเคมีอุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ชื่อแบรนด์เก๋ๆ ว่า “วิฬาร์” มาจากชื่อแบรนด์ของคุณแหม่มที่ทำก่อนหน้านี้ รวมกับ “มาลิน” ชื่อเดิมของคุณแม่คุณนุ่นเอง เลยนำมารวมกันเป็น “วิฬาร์มาลิน” แม้แบรนด์ “วิฬาร์มาลิน” เพิ่งออกสู่ตลาดได้ไม่กี่เดือน แต่ถือว่าประสบความสำเร็จเกินคาด เพราะนอกจากจะเป็นสินค้าโดดเด่นไม่เหมือนใครแล้ว ยั
หาบขายขนมจีนน้ำยา เส้นไม่หมด ทำหมี่กรอบ 70 กว่าปีก่อน ในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง คุณผ่อง นุชนิ่ม หญิงสาวผู้รักการค้าขาย ได้หาบขนมจีนน้ำยาจำหน่ายให้กับผู้ซื้อ ซึ่งส่วนใหญ่คือทหารญี่ปุ่นและเชลยศึก เมื่อขนมจีนเหลือจะนำมาตากแดด ปรุงเป็นเมนูที่คิดขึ้นเอง นั่นคือ “หมี่กรอบ” คลุกน้ำปรุง แบบจานต่อจาน หลังสงครามโลกครั้งที่สอง สิ้นสุดลง อาชีพขายหมี่กรอบก็ยุติลง จนกระทั่งในปี 2541 คุณจตุพร อินทรโสภา ผู้เป็นหลานมีแนวคิดกับการสร้างชุมชนของตนเองให้เข้มแข็ง วางแผนจัดตั้งกลุ่มเพื่อผลิตสินค้าป้อนตลาด และหมี่กรอบสูตรอาม่า หรือที่เรียกว่า “หมี่กรอบสูตรสงครามโลกครั้งที่สอง” ก็ผุดขึ้นในใจ “ตอนนั้นเข้าไปขอสูตรอาม่า ซึ่งท่านอายุ 98 ปีแล้ว แต่ว่ายังจำสูตรได้ดี จึงสอนให้ ทดลองทำ ก็ถือว่าได้รสชาติใกล้เคียง จึงเริ่มเปิดตลาด โดยมีทำเลขายในตลาดนัด” “กลุ่มแม่บ้านเกษตรมะขามทอง” ตำบลตะคร้ำเอน อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี จัดตั้งขึ้นโดยมีสมาชิกเริ่มต้น 29 คน (ปัจจุบันราว 70 คน) แต่ละคนลงหุ้นคนละ 1 หุ้น หุ้นละ 100 บาท จึงเท่ากับมีเงินลงทุนในเบื้องต้น 29,000 บาท เพื่อจัดซื้อวัตถุดิบและอุปกรณ์ ต่อเมื่อสินค้าขายได้จึงพัฒ
ปลาส้ม การแปรรูปอาหารจากปลาชนิดหนึ่งของคนอีสาน เป็นการสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นในการถนอมอาหารจากปลา เมื่อปลาที่หามาได้มีจำนวนมากก็ต้องหาวิธีการแปรรูป เพื่อจะได้เก็บไว้กินนานๆ โดยเอาปลามาหมักกับเกลือ และข้าวสวย ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะได้เมนูอร่อยๆ ที่เรารู้จักและเรียกกันว่า ปลาส้ม ปลาเปรี้ยว ส้มปลา นั่นเอง! สามารถนำมาประกอบเป็นอาชีพ และเสริมรายได้ให้ครอบครัวได้เป็นอย่างดี สำหรับขั้นตอนและวิธีการทำก็ไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อนอะไร ที่สำคัญต้องหาปลาน้ำจืดให้ได้ซะก่อน ส่วนเครื่องปรุงประเภทเกลือ กระเทียม ข้าวสุก นั้น หาได้ในครัวไทยเราอยู่แล้ว เมื่อได้ส่วนผสมครบแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็หมักจนปลามีรสเปรี้ยว ส่วนจะใช้ปลาทั้งตัว ปลาเป็นชิ้นๆ หรือใช้เฉพาะเนื้อปลาอย่างเดียว ที่เรียกปลาส้มฟัก หรือแหนมปลา ซึ่งกรรมวิธีการทำก็เหมือนกัน ตามหาสูตร ปลาส้ม ถ้าพูดเรื่องของปลาส้มต้นตำรับ รวมไปถึงความอร่อยและมีชื่อเสียงก็ต้องเป็นปลาส้มจากอีสาน และเราต้องยกให้ลูกอีสาน เพราะทางอีสานมีปลาน้ำจืดค่อนข้างมาก ดังนั้น การถนอมอาหารจากปลาน้ำจืดจึงเกิดขึ้น และเป็นที่นิยมกันมาก ต่อมาภูมิปัญญาท้องถิ่นจากการถนอมอาหาร จึงได้แพร่ไปสู
อาจคุ้นตากันดี สำหรับขนมหวานอย่าง วุ้นน้ำมะพร้าวบรรจุถ้วย ตรา แม่ละมาย ซึ่งวางขายอยู่เป็นประจำในตู้แช่ของร้านสะดวกซื้ออย่าง เซเว่นอีเลฟเว่น ผลิตภัณฑ์นี้ มี คุณวีระ ตั้งวุทฒิไกรวิทย์ เป็นเจ้าของกิจการ ซึ่งในแวดวงคนทำมาค้าขาย หลายต่อหลายคนยกย่องให้เขาเป็นหนึ่งใน “เอสเอ็มอี ไอดอล” ด้วยเหตุผลเป็นคน “เคยล้ม” แต่สามารถ “ลุกขึ้น” ได้อย่างสง่างาม มาจนถึงทุกวันนี้ “กิจการโรงพิมพ์ของผมค่อนข้างไปได้ดี กระทั่งปี 2540 มาเจอวิกฤตต้มยำกุ้ง ขณะกำลังเตรียมขยายงาน เหมือนตึกถล่มลงมาเลย เจ๊งแบบไม่มีอะไรเหลือ ยอมรับว่าหมดตัวจริงๆ” คุณวีระ ย้อนความทรงจำเสียงหม่น ก่อนเล่าต่อ ช่วงนั้นกลับมาตั้งหลักที่จังหวัดสุพรรณบุรี บ้านเกิดของภรรยา เพื่อหารือกันจะทำอะไรต่อดี ก่อนตั้งคำถามกับตัวเอง มีความถนัดอะไร ได้คำตอบ มีความถนัดในการทำอาหาร เลยลงทุนใหม่ด้วยการเปิดร้าน “ปิ้งไก่” ขายหน้าบ้าน ริมถนนสายสุพรรณบุรี-ชัยนาท “เอาถัง 200 ลิตรมาผ่าครึ่งทำเป็นเตา ปิ้งไก่ขาย 2 คนกับแฟน ลูกค้าเยอะนะ บางคนขับรถเบนซ์มาซื้อ หลายคนชมว่ารสชาติดี เลยคิดว่ามาถูกทาง ค้าขายของกินดีกว่า” เจ้าของเรื่องราว เล่า แต่อาชีพ “ปิ้งไก่” ขายนั้น คุณวีระ
สมัยนี้ทำงานประจำอย่างเดียวรายได้ต่อเดือนคงไม่พอกับการใช้ชีวิตในปัจจุบัน การมองหาอาชีพเสริมจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่คนส่วนใหญ่มองหา เช่นเดียวกับเจ้าของแบรนด์ “BAALUA-บาลัว” ที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ และประสบการณ์จากการเรียนมาเริ่มต้นทำแบรนด์เป็นของตัวเองร่วมกับน้องสาว คุณนิโลบล เต็มสุขสันต์ เจ้าของผลงานดังกล่าว วัย 27 ปี เล่าว่า จบจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ เอกการออกแบบเพื่อการแสดง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เคยทำงานเป็นพนักงานประจำตำแหน่งอาร์ตไดเร็คเตอร์รายการโทรทัศน์ ทำอยู่ 4 เดือน อยากได้อิสระเรื่องเวลา จึงตัดสนใจลาออกมาเป็นฟรีแลนซ์ ปัจจุบันรับงานหลักทำอยู่ 3 อย่าง คือ ภาพประกอบ งานกราฟิก เสื้อผ้า เช่น ชุดเจ้าสาว ชุดละครเวที และงาน DIY ต่างๆ อย่าง กิจกรรมในงานอีเว้นต์เปิดตัวสินค้า แต่การเป็น “ฟรีแลนซ์” นั้น รายได้ไม่แน่นอน เลยต้องทำงานหลายอย่างควบคู่กัน เธอจึงเริ่มแนวคิดสร้าง “สินค้า” เป็นของตัวเองหารายได้ควบคู่ไปกับการทำฟรีแลนซ์ ร่วมกับน้องสาว นับได้ตอนนี้เปิดตัวมาประมาณ 3 ปีแล้ว ส่วนที่มาที่ไปของชื่อแบรนด์ได้มาจากชื่อ นิโลบล รวมกับ นิปัทม์ (ชื่อน้องสาว) ซึ่งแปลว่า บัว ทั้งสองชื่อ กลาย
เรื่องโดย : เทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์ ดูเหมือนจะดังเพียงข้ามเดือนสำหรับร้านกล้วยทอดของเจ๊วันดี แห่งวัดไร่ขิง นครปฐม ภายหลังที่ลงในสัมภาษณ์ในนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านได้ไม่นาน ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ ทั้งรายการโทรทัศน์ต่างรุมเข้าหา จากร้านแผงลอยเล็กๆ ย้ายเข้าไปขายในเต้นท์ กระทั่งโด่งดังเป็นที่รู้จักทำให้มีลูกค้าเดินทางไปซื้อกันอย่างเนืองแน่น คับคั่ง ถึงกับต้องแจกบัตรคิว เดือดร้อนท่านเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง เลยตัดสินใจให้ย้ายร้านออกมาขายภายในห้องแถวริมถนน เจ๊วันดี หรือ คุณวันดี ละมูลเจริญ ประกอบอาชีพขายกล้วยทอดและขนมไทยหลายชนิดร่วมกับคุณสมเกียรติ อินทรนวล ผู้เป็นสามี ที่บริเวณหน้าวัดไร่ขิงมานานกว่า 20 ปี พร้อมกับสร้างแบรนด์แล้วชูสโลแกนกล้วยทอดของร้านตัวเองว่า กล้วยทอด(ยอดอร่อย) “เจ๊วันดี”แป้งกรอบนอก เนื้อนุ่มใน เจ๊วันดีและคุณสมเกียรติ กล้วยน้ำว้าที่คุณวันดีใช้เป็นกล้วยน้ำว้าดิบไม่จำกัดพันธุ์ใช้ได้ทั้งหมด มีทั้งไส้สีเหลืองและสีขาว ทั้งดิบ/สุกแต่ถ้าเป็นกล้วยสุกแล้วหรือกลัวจะสุกเร็วจะแช่เย็นไว้ในถังเพื่อให้ความเย็นควบคุมไม่ให้กล้วยสุกเร็วหรืองอมจนเกินไป โดยสั่งกล้วยมาจากสวนหลายแห่งและใช้กล้วยเฉลี่ยวันละไม
แม้ครั้งนี้จะเป็นครั้งที่ 2 ที่ได้ไปดาลัต (DALAT) แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังทางภาคใต้ของเวียดนาม แต่ยังตื่นตาตื่นใจไม่ต่างจากครั้งแรกนัก เพราะการไปในแต่ละฤดูกาลก็ให้รสชาติและความประทับใจที่ไม่เหมือนกัน อย่างล่าสุดไปช่วงปลายฝนต้นหนาวเมื่อไม่นานมานี้ แต่ยังมีฝนตกประปรายอยู่บ้าง เลยทำให้อากาศไม่หนาวจัดเหมือนช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม แค่เย็นๆ ในตอนกลางคืนเท่านั้น ว่าไปแล้วเมื่อไม่กี่ปีมานี้จะเห็นกรุ๊ปทัวร์ไทยไปเที่ยวดาลัต (อยู่ในจังหวัดเลิมด่ง) กันหนาตาขึ้น สาเหตุสำคัญเนื่องจากเป็นเมืองท่องเที่ยวชื่อดังทางภาคใต้ของเวียดนาม ถึงขนาดได้รับสมญานามว่า เมืองแห่งฤดูใบไม้ผลินิรันดร หรือเมืองในหมอก บ้างก็ว่า เป็นปารีสน้อยแห่งอินโดจีน ซึ่งในสมัยที่ฝรั่งเศสปกครองเวียดนาม เมืองนี้เป็นเมืองตากอากาศของบรรดาผู้บริหารชาวฝรั่งเศส ซึ่งกษัตริย์องค์สุดท้าย กษัตริย์เบ๋าได๋ของเวียดนามก็มีพระราชวังตากอากาศอยู่ที่เมืองนี้ สูงจากระดับน้ำทะเล 1,500 เมตร ทำไมถึงได้รับสมญานามปารีสน้อยแห่งอินโดจีน…ด้วยความที่ว่าดาลัตห้อมล้อมไปด้วยขุนเขาน้อยใหญ่ อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,500 เมตร ด้วยภูมิประเทศที่สวยงามและอากาศที่
เมนูนี้ จะทานเป็นอาหารกลางวันหรือของว่างก็ได้นะคะ เด็กจะชอบ เพราะหมูทอดทงคัตสึที่อร่อยและความน่ารักที่ขนมปังปิต้า ถูกนำมาตัดครึ่งและเอามีดเซาะให้คล้ายกระเป๋า ขนมปังปิต้า เป็นขนมปังที่นิยมทานกันแถวเมดิเตอร์เรเนียน หาซื้อได้ตามฟู้ดแลนด์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต กูร์เมต์ มาร์เก็ตและวิลล่า วันนี้ตั้งใจทำให้เป็นชุดอาหารกลางวัน มีทั้งทงคัตสึในขนมปังปิต้า องุ่นสดและไอศกรีม คุณหนูอิ่มแปล้เลยค่ะ ไอศกรีมนั้น ชอบรสไหน ยี่ห้ออะไร สามารถเลือกได้ตามชอบใจค่ะ ส่วนผสม ทงคัตสึ หมูสันใน 1/2 เส้น ซีอิ๊วขาว พริกไทยขาวป่น แป้งมัน ไข่ไก่ 2 ฟอง เกล็ดขนมปังละเอียด น้ำมันพืช ซอสทงคัตสึ ผักตกแต่ง ผักใบแล้วแต่ชอบ มะเขือเทศ แคร์รอตซอย ยอดทานตะวัน ไอศกรีม ไอศกรีมช็อกโกแลต ไอศกรีมวานิลลา วิปปิ้งครีมแบบขวดบีบ เชอร์รี่เเดง องุ่นเขียวหรือผลไม้ที่ชอบ วิธีทำ ทงคัตสึ ล้างทำความสะอาดหมูเส้น ซับให้แห้ง หั่นตามขวาง ใช้ค้อนทำอาหารทุบหมูทั้ง 2 ด้าน หมักด้วยซีอิ๊วขาว พริกไทยขาวป่น พักไว้ เตรียมแป้งมัน ไข่ไก่ขยำให้พอแตก เกล็ดขนมปังแบบละเอียด วางเรียงลำดับตามการคลุกก่อนทอด เอาน้ำมันพืชใส่ในหม้อ ตั้งไฟให้ร้อน ทดสอบโดยใส่เกล็ดขนมปังเล็กน
